Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Economic View สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย
สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย PDF Print E-mail
Monday, 23 April 2012 10:07

Snapshot

สหรัฐอเมริกา

          -  บริษัทบอสตัน คอนซัลทิง กรุ๊ป (BCG) เปิดเผยผลสำรวจระบุว่า บริษัทผู้ผลิตขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ มีแนวโน้มสูงกว่าบริษัทขนาดเล็กในการโยกย้ายการผลิตออกจากจีนกลับมายังสหรัฐฯ อันมีสาเหตุมาจากการที่ต้นทุนแรงงานและคุณภาพสินค้าคือสาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้บริษัทพิจารณาโยกย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ (re-shoring) โดยบริษัทบางแห่งมองว่าสหรัฐฯ กลายเป็นประเทศที่มีต้นทุนต่ำ เนื่องจากมีอัตราการว่างงานสูง ทั้งนี้ ผลสำรวจดังกล่าวจัดทำจากการสอบถามบริษัทผู้ผลิต 106 แห่งในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยผลสำรวจพบว่าผู้บริหารบริษัทในภาคการผลิตโดยรวมราว 37% วางแผนหรือกำลังพิจารณาเรื่องการโยกย้ายการผลิตออกจากจีน และสัดส่วนนี้อยู่ที่ระดับสูงถึง 48% ในบรรดาบริษัทที่มีรายได้สูงกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ผู้ผลิตสินค้าประเภทยางและพลาสติกมีแนวโน้มสูงเป็นพิเศษในการพิจารณาย้ายฐานการผลิต ส่วนบริษัทที่มีแนวโน้มต่ำในการพิจารณาเรื่องนี้ได้แก่บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์คอมพิวเตอร์, สินค้าโลหะ และสินค้าในภาคการขนส่ง

 

ยุโรป: สหภาพยุโรป

          -  รัฐมนตรีพลังงานอิหร่านเปิดเผยว่า อิหร่านเพียงแต่ระงับการส่งออกน้ำมันดิบไปยังฝรั่งเศสและอังกฤษเท่านั้น และยังคงการส่งออกน้ำมันดิบไปยังประเทศอื่นๆ ในสหภาพยุโรป (อียู)

          -  กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ระบุว่า ประเทศสมาชิกยูโรโซนจำเป็นต้องดำเนินขั้นตอนในการร่วมแบกรับหนี้ภาครัฐ และในการกำกับกฎระเบียบธนาคารแบบรวมศูนย์ เพื่อเป็นการฟื้นฟูเสถียรภาพการเงินอย่างยั่งยืน   ไอเอ็มเอฟระบุในรายงานเสถียรภาพการเงินโลกว่า ถึงแม้สหภาพยุโรป (อียู)และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ได้ดำเนินขั้นตอนต่างๆไปแล้วในการผ่อนคลายความตึงเครียดในตลาดการเงินที่เกิดจากหนี้ยุโรป แต่ความเสี่ยงทางการเงินในตลาดโลกโดยรวมก็แทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อ 6 เดือนก่อน ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเงินโลกยังคงอยู่ในระดับสูง

          -  เจ้าหน้าที่ทูตของสหภาพยุโรป (อียู) เปิดเผยว่า รัฐบาลอียูได้บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นในการระงับมาตรการคว่ำบาตรส่วนใหญ่ต่อพม่าแล้ว ซึ่งนับเป็นการยอมรับการปฏิรูปทางการเมืองและเศรษฐกิจของพม่าหลังจากมีการปกครองแบบเผด็จการทหารมานานหลายทศวรรษ อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจครั้งนี้จะต้องได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากบรรดารัฐมนตรีต่างประเทศอียูในการประชุมที่ลักเซมเบิร์กในวันที่ 23 เมษายน ก่อนที่จะมีผลบังคับใช้

 

อิตาลีและสเปน

          -  ซิตีกรุ๊ปคาดการณ์ว่ามูดีส์และเอสแอนด์พีจะปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือตราสารทางการเงินของอิตาลีและสเปนลงอย่างน้อย 1 ขั้นในปี 2555 เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินของทั้งสองประเทศดังกล่าวทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่ความเชื่อมั่นที่สั่นคลอนของนักลงทุนส่งผลให้รัฐบาลอิตาลีและสเปนต้องแบกรับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น

 

อังกฤษ

          -  นายจอร์จ ออสบอร์น รัฐมนตรีคลังอังกฤษ กล่าวว่า อังกฤษต้องการให้ลอนดอนเป็นศูนย์กลางการซื้อขายเงินหยวนนอกประเทศจีนในซีกโลกตะวันตก โดยนายออสบอร์กล่าวว่า ลอนดอนเป็นจุดซื้อขายเงินหยวนนอกประเทศจีนที่มีสัดส่วน 26% ของการซื้อขายเงินหยวนนอกประเทศจีนทั่วโลก ขณะที่การซื้อขายเงินหยวนนอกประเทศจีนส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่ฮ่องกง

 

สเปน

          -  ธนาคารพาณิชย์ของสเปนมีสัดส่วนหนี้เสียในระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2537 ทำให้นักลงทุนกังวลว่า ภาคธนาคารที่อ่อนแอของสเปนจะสามารถอยู่รอดต่อไปได้หรือไม่ ถ้าหากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากภายนอกประเทศ ทั้งนี้ หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในภาคธนาคารเพิ่มขึ้น 3.8 พันล้านยูโร สู่ 1.438 แสนล้านยูโรในเดือนกุมภาพันธ์ เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 8.2 % ของพอร์ทสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์สเปนซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2537

          -  ธนาคารกลางสเปนได้อนุมัติแผนการเพิ่มทุนของธนาคารพาณิชย์สเปนทั้ง 135 แห่ง แต่ระบุว่าธนาคารพาณิชย์บางแห่งอาจประสบความยากลำบากในการปฏิบัติตามเงื่อนไขอันเข้มงวดที่รัฐบาลกำหนดไว้ และสิ่งนี้อาจเป็นการบีบบังคับให้ธนาคารที่อ่อนแอถูกธนาคารที่แข็งแกร่งกว่าเข้าซื้อกิจการ ทั้งนี้  รัฐบาลสเปนเคยคาดการณ์ไว้ในเดือนกุมภาพันธ์ว่า ธนาคารพาณิชย์สเปนอาจต้องเพิ่มทุนราว 5.2-5.4 หมื่นล้านยูโร ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์บางรายคาดว่า ธนาคารพาณิชย์สเปนอาจต้องเพิ่มทุน 8 หมื่นล้านยูโร

          -  เศรษฐกิจสเปนยังไม่ได้ฟื้นตัวขึ้นหลังจากเผชิญกับภาวะฟองสบู่แตกในตลาดอสังหาริมทรัพย์เมื่อ 4 ปีก่อน โดยในช่วงนี้นักลงทุนกำลังกังวลกันว่าหนี้สินในภาคเอกชนและภาครัฐของสเปนจะส่งผลให้สเปนจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากกองทุนคุ้มครองยูโรโซน   แม้รัฐบาลสเปนเคยระบุย้ำหลายครั้งว่า รัฐบาลจะไม่ขอความช่วยเหลือทางการเงินจากต่างประเทศ และยืนยันว่าธนาคารพาณิชย์สเปนสามารถจัดการกับปัญหาได้โดยไม่ต้องขอความช่วยเหลือ

          -  ไอเอ็มเอฟระบุว่า สินเชื่อในธนาคารยุโรปกำลังตึงตัวมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ตลาดพันธบัตรอยู่ในภาวะเปราะบาง และสถานการณ์ทางการเงินย่ำแย่ลง โดยปัจจัยต่างๆเหล่านี้ตอกย้ำให้เห็นถึงความสำคัญในการหาแนวทางแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืนในยุโรป ในขณะที่ปัญหาอาจลุกลามออกสู่ส่วนอื่นๆของโลกได้อย่างง่ายดาย ซึ่งขณะนี้สเปนได้เข้าองค์ประกอบดังกล่าวแล้ว โดยตัวเลข NPL อยู่ในระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2537 และการดิ่งลง 7.2% ของราคาที่อยู่อาศัยสเปนในไตรมาสแรก จะกระตุ้นให้กระแสการควบรวมกิจการธนาคารระลอกที่ 2 ดำเนินไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น คาดว่าจำนวนธนาคารขนาดใหญ่จะเหลือเพียง 12 แห่ง จากระดับราว 45 แห่งในช่วงก่อนเกิดวิกฤติการณ์  ขณะที่ราคาบ้านสเปนดิ่งลงมาแล้วราว 22 % จากจุดสูงสุดของปี 2550 โดยนักวิเคราะห์ของซิตี้กรุ๊ปกล่าวว่า ราคาบ้านสเปนอาจจะทรุดลงไปอีก 20-25% จากระดับปัจจุบันก่อนจะแตะจุดต่ำสุด

          -  นักวิเคราะห์ของซิตี้กรุ๊ป ระบุว่า ราคาบ้านที่ดิ่งลงส่งผลกระทบต่อมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ซึ่งอยู่ที่ระดับสูงกว่า 3 แสนล้านยูโรในงบดุลของธนาคารพาณิชย์สเปน ขณะที่ธนาคารกลางสเปนระบุว่าอสังหาริมทรัพย์ราว 1.76 แสนล้านยูโรในจำนวนดังกล่าวจัดเป็นสินทรัพย์ "ที่มีปัญหา"

          -  นายโฆเซ คาร์โลส เดียซ นักเศรษฐศาสตร์ของบริษัทอินเตอร์มันนีกล่าวว่า "ตราบใดที่เศรษฐกิจสเปนยังไม่ฟื้นตัวขึ้น หนี้เสียก็จะพุ่งขึ้นต่อไปในปีนี้ และจะเป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อภาคธนาคารสเปนโดยรวมให้เร่งรีบควบรวมกิจการเข้าด้วยกัน"

          -  ธนาคารกลางสเปนระบุว่า ทางธนาคารกลางได้รับแจ้งเรื่องแผนการควบรวมกิจการธนาคาร 5 แผน ซึ่งครอบคลุมธนาคาร 11 แห่งโดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนการดำรงเงินกองทุน  โดยการควบรวมกิจการส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นก่อนฤดูร้อน ซึ่งเป็นช่วงที่จะมีการขายกิจการธนาคารบังโก เด บาเลนเซีย ซึ่งครอบครองสินทรัพย์สูงกว่า 2.2 หมื่นล้านยูโร และธนาคารคาตาลุนยา ไคซา (CX) ซึ่งครอบครองสินทรัพย์เกือบ 8 หมื่นล้านยูโร  แต่สิ่งที่ยังไม่แน่นอนในขณะนี้คือเรื่องอนาคตของแบงเกีย ซึ่งเป็นธนาคารขนาดใหญ่อันดับ 4 ของสเปน โดยแบงเกียครอบครองสินทรัพย์ที่ถูกยึดมาเป็นมูลค่าราว 1.1 หมื่นล้านยูโร และสินทรัพย์ราว 5 พันล้านยูโร ขณะที่แบงเกียระบุว่าทางธนาคารต้องการหาทางออกด้วยตัวเองแทนที่จะควบกิจการกับธนาคารอื่นๆ โดยแบงเกียจำเป็นต้องหาเงินทุนให้ได้ 5.07 พันล้านยูโรก่อนสิ้นปีนี้ อย่างไรก็ดี แผนเพิ่มทุนของแบงเกียได้รับอนุมัติจากธนาคารกลางสเปนแล้ว ทั้งนี้แบงเกียเป็นกิจการที่เกิดจากการควบรวมธนาคารระดับภูมิภาค 7 แห่งเข้าด้วยกัน และถือเป็นกิจการที่มีความสำคัญต่อระบบการเงินในระดับที่มากพอที่จะสร้างความเสี่ยงต่อระบบ

          -  ผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าสเปนจำเป็นจะต้องใช้เงินมากเพียงใด หรือจำเป็นจะต้องขอความช่วยเหลือทางการเงินเมื่อใด แต่มั่นใจว่ารัฐบาลสเปนจะต้องขอความช่วยเหลือทางการเงินหลายพันล้านยูโรจากต่างประเทศในที่สุด เพื่อนำมาช่วยเหลือภาคธนาคารในประเทศ และอาจนำมาช่วยเหลือรัฐบาลสเปนด้วย ถึงแม้นายกรัฐมนตรีมาเรียโน ราจอยของสเปนกล่าวย้ำหลายครั้งว่า สเปนไม่มีความจำเป็นและไม่มีความต้องการที่จะขอความช่วยเหลือทางการเงินจากต่างประเทศ ในขณะที่สหภาพยุโรป (อียู) เองก็ปฏิเสธข่าวเรื่องการให้ความช่วยเหลือแก่สเปนเช่นกัน ถึงแม้อียูเคยร่วมมือกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ในการให้ความช่วยเหลือแก่กรีซ, ไอร์แลนด์ และโปรตุเกสในช่วงก่อนหน้านี้

          -  นายคาร์สเตน เบรสกี นักเศรษฐศาสตร์ของบริษัทไอเอ็นจี เชื่อว่าธนาคารพาณิชย์ของสเปนจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากกองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป (EFSF) เพิ่มเติมในอนาคตเพื่อหาเงินมาชดเชยความเสียหายที่เกิดจากภาวะทรุดตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยภาวะดังกล่าวยังคงไม่สิ้นสุดลงในปัจจุบันซึ่งปัญหาของสเปนจะสิ้นสุดลงอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อตลาดอสังหาริมทรัพย์เข้าสู่เสถียรภาพ แต่นักลงทุนกังวลอีกด้วยว่า รัฐบาลฝ่ายกลาง-ขวาของนายกรัฐมนตรีราจอยจะสามารถดำเนินมาตรการรัดเข็มขัดอย่างแข็งกร้าวพร้อมกับฟื้นฟูเศรษฐกิจสเปนในเวลาเดียวกันได้หรือไม่

          -  นายปีเตอร์ เวสท์อะเวย์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ยุโรปของบริษัทแวงการ์ด กังวลว่าปัญหาในสเปนจะส่งผลกระทบต่ออิตาลีตามไปด้วย ในขณะที่อิตาลีประสบปัญหาต้นทุนการกู้ยืมพุ่งขึ้นเหมือนกับสเปน โดยอิตาลีเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลก และใหญ่เป็นอันดับ 3 ในยูโรโซน ส่วนสเปนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ในยูโรโซน อย่างไรก็ดี สเปนได้รับแรงหนุนจากปัจจัยประการหนึ่ง ซึ่งได้แก่การที่สเปนระดมทุนไปแล้วเกือบครึ่งหนึ่งของปริมาณเงินทั้งหมด 8.6 หมื่นล้านยูโรที่สเปนจำเป็นต้องกู้ยืมจากตลาดการเงินในปีนี้ โดยการระดมทุนของสเปนได้ดูดซับสภาพคล่องบางส่วนออกจากตลาด หลังจากธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี)อัดฉีดเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำระยะ 3 ปี (LTRO) วงเงิน 1 ล้านล้านยูโรเข้าสู่ภาคธนาคารของยูโรโซนในช่วงต้นปีนี้ ปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลให้รัฐบาลสเปนมีงบบริหารประเทศต่อไปได้นานหลายเดือนก่อนที่อาจจะต้องขอความช่วยเหลือจากอียู

          -  นายแดเนียล กรอส และนางซินเซีย แอลซิดี จากศูนย์ศึกษานโยบายยุโรป ระบุว่า ภาวะล้นตลาดในภาคอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้างของสเปนมีมูลค่าสูงกว่า 3.80 แสนล้านยูโร หรือราว 37 % ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และสิ่งนี้ทำให้นักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่า ธนาคารพาณิชย์ของสเปนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจำเป็นต้องเพิ่มทุนในอนาคต ขณะที่รัฐบาลสเปนไม่มีแนวโน้มที่จะให้เงินอุดหนุนภาคธนาคารในเรื่องนี้ เนื่องจากรัฐบาลพยายามปรับลดยอดขาดดุลงบประมาณอยู่ในขณะนี้ ส่วนนักลงทุนเอกชนก็ลังเลที่จะลงทุนเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ ธนาคารพาณิชย์ของสเปนจึงมีแนวโน้มที่จะขอความช่วยเหลือจาก EFSF มากที่สุด และอาจจะต้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลสเปนด้วยในเวลาต่อมา

          -  นางเมแกน กรีน นักเศรษฐศาสตร์ของบริษัทรูบินี โกลบัล อิโคโนมิคส์ กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่ภาคธนาคารของสเปนอาจจะต้องขอความช่วยเหลือทางการเงินก่อนภาครัฐบาลสเปน โดยทั้งภาคธนาคารและภาครัฐบาลของสเปนจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากต่างประเทศในปี 2556 ซึ่งเหมือนกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับไอร์แลนด์และกรีซ ทั้งนี้ นางกรีนกล่าวว่า "ภาคธนาคารเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสถานการณ์ในสเปนโดยมาตรการช่วยเหลือภาคธนาคารจะสามารถแก้ไขปัญหาได้เพียงส่วนเดียว แต่ในที่สุดภาครัฐบาลก็จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศเช่นกัน ขณะที่นักลงทุนตั้งข้อสงสัยว่ายูโรโซนในปัจจุบันนี้จะสามารถช่วยเหลือสเปนได้ดีกว่าเมื่อสองปีก่อนหรือไม่ หลังจากยูโรโซนได้ตั้งกองทุนคุ้มครองยุโรปวงเงิน 8 แสนล้านยูโรไปแล้ว

          -  นางเมแกน กรีน กล่าวว่า ผู้กำหนดนโยบายของยูโรโซนอาจต้องหาทางรับมือกับปัญหาในอิตาลีด้วย โดยจีดีพีของอิตาลีมีขนาดใหญ่กว่าของสเปนราว 50%  ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสเปนและอิตาลีปรับตัวสอดคล้องกันเป็นอย่างมากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักลงทุนมองว่า

          -  ความเสี่ยงของสองประเทศนี้มีความสัมพันธ์กัน ดังนั้น หากสเปนได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากต่างประเทศ เมื่อนั้นอียูก็จำเป็นต้องเตรียมพร้อมเรื่องการให้ความช่วยเหลือแก่อิตาลีด้วยเช่นกัน"

          -  นายมิเกล แองเจล เฟร์นานเดซ โอร์โดเนซ ผู้ว่าการธนาคารกลางสเปน กล่าวว่า สเปนต้องเตรียมพร้อมสำหรับการปรับขึ้นภาษีต่อไปเพื่อควบคุมงบประมาณ หลังจากต้นทุนการกู้ยืมระยะสั้นของสเปนพุ่งขึ้นในการประมูลตั๋วเงินคลัง โดยต้นทุนการกู้ยืมระยะสั้นของสเปนพุ่งขึ้นเกือบ 2 เท่าจากเมื่อ 1 เดือนก่อนหน้านี้ในการประมูลตั๋วเงินคลังประเภทอายุ 12 เดือนและ 18 เดือนในวงเงิน 3.2 พันล้านยูโร และสิ่งนี้เป็นสัญญาณในทางลบต่อการประมูลพันธบัตร รัฐบาลประเภทอายุ 2 ปีและ 10 ปีของสเปน เนื่องจากนักลงทุนลดความเชื่อมั่นในสเปน อย่างไรก็ตาม แผนงบประมาณนี้อาจเผชิญความเสี่ยงจากปัญหาในการขึ้นภาษี และจากปัจจัยภายนอก เช่น อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจและภาวะเงินเฟ้อ

          -  ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับระบบธนาคาร, ยอดขาดดุลงบประมาณ และภาวะเศรษฐกิจถดถอย สเปนได้รับสัญญาณในทางบวกประการเดียว โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดว่าเศรษฐกิจสเปนอาจเติบโต 0.1 % ในปี 2013 หลังจากที่เคยคาดการณ์ในเดือนมกราคมว่า เศรษฐกิจสเปนอาจหดตัวลง 0.3 % ในปี 2013 อย่างไรก็ดี ไอเอ็มเอฟคาดว่า สเปนจะไม่สามารถบรรลุเป้าลดยอดขาดดุลงบประมาณได้ในปีนี้และในปี 2013 และคาดว่าสเปนจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายมียอดขาดดุลที่ 3% ของจีดีพีจนกว่าจะถึงปี 2018 เป็นอย่างน้อย โดยงบประมาณประจำปี 2012 ของสเปนตั้งเป้าที่จะประหยัดงบ 2.7 หมื่นล้านยูโรผ่านทางมาตรการตัดงบรายจ่ายและปรับขึ้นภาษี และจำเป็นต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ใช้กันมานานเพื่อเป็นการรับประกันว่าจะมีการปรับลดยอดขาดดุลงบประมาณทั้งในส่วนของรัฐบาลกลางและรัฐบาล 17 ท้องถิ่นของสเปน

 

เอเชีย: จีน

          -  นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าธนาคารกลางจีนจะลด Reserve requirement ratio ของธนาคารพาณิชย์ลงอีกในเร็ววันนี้แม้ว่าดำเนินมาตรการทางการเงินผ่อนคลายมากขึ้นในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมาจะค่อนข้างจำกัดซึ่งชี้ให้เห็นถึงการที่ธนาคารกลางจีนยังกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้อและการเก็งกำไรในภาคอสังหาริมทรัพย์ก็ตาม โดยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาธนาคารกลางจีนไม่ได้ลด Reserve requirement ratio ของธนาคารพาณิชย์ลงอีกเลยหลังจากที่ได้ลดไปแล้ว 2 ครั้งก่อนหน้านั้นในเดือนพฤศจิกายนและเดือนกุมภาพันธ์

          -  ผลการสำรวจของรอยเตอร์พบว่าเศรษฐกิจจีนได้ผ่านพ้นช่วงที่เลวร้ายที่สุดไปแล้ว หลังจากเศรษฐกิจในไตรมาสแรกมีอัตราการขยายตัวต่ำสุดนับตั้งแต่สิ้นสุดวิกฤติการเงินและจะฟื้นตัวขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยนักเศรษฐศาสตร์คาดว่าเศรษฐกิจจีนจะขยายตัว 8.4% ในปีนี้ ไม่เปลี่ยนแปลงจากการคาดการณ์ในผลการสำรวจครั้งที่แล้วในเดือนมกราคมและคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในไตรมาสต่อๆไปจนแตะระดับ 8.7% ภายในไตรมาส 2 ปีหน้า โดยนักเศรษฐศาสตร์ทั้ง 30 คนคาดว่า จีนจะมีอัตราการเติบโตตามเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ที่ 7.5% หรืออาจจะสูงเกินเป้าหมายในปีนี้  ขณะเดียวกันก็คาดว่าแรงกดดันด้านราคาจะยังคงอยู่ภายใต้การควบคุม โดยค่ากลางประมาณการอัตราเงินเฟ้อในปีนี้อยู่ที่ 3.4% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่ 4% และไม่เปลี่ยนแปลงจากผลสำรวจในเดือนมกราคมซึ่งทำให้ธนาคารกลางจีนมีโอกาสปรับลดสัดส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) ลง 3 ครั้งๆละ 0.50%ในอีก 3 ไตรมาสที่เหลือของปีนี้

 

ญี่ปุ่น

          -  นาย Heizo Takenaka ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลของนาย Junichiro Koizumi กล่าวว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นเห็นความสำคัญของการปกป้องสถานะงบดุลของตนเองมากกว่าการยุติปัญหาเงินฝืดและกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนี้ขณะนี้แรงกดดันทางการเมืองในญี่ปุ่นที่ต้องการให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นดำเนินมาตรการทางการเงินผ่อนคลายเพิ่มเติมมีมากขึ้น โดยไม่กี่วันก่อนหน้านี้รัฐสภาของญี่ปุ่นได้ปฎิเสธการรับรองกรรมการธนาคารกลางญี่ปุ่นโดยเห็นว่าผู้ที่ทางรัฐบาลเสนอชื่อมาไม่มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนการดำเนินมาตรการทางการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น อย่างไรก็ดีนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นจะดำเนินมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมในเดือนนี้ โดย Morgan Stanley มองว่ามีความเป็นไปได้เกือบ 100% ในการที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มในเดือนนี้ ขณะที่ Mizuho Securities and SMBC Nikko Securities ก็คาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นจะดำเนินมาตรการฯเพิ่มเติมเช่นกัน

 

ไทย

          -  ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติอนุมัติเป้าหมายของนโยบายการเงินประจำปี 2555 ที่เป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และ รมว.คลัง ทั้งนี้ เป็นไปตามที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 28/8 แห่ง พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2485 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย(ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายของนโยบายการเงินประจำปี 2555 ไว้ที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยรายไตรมาสระหว่าง 0.5-3.0% ต่อปี ทั้งนี้ รมว.คลัง และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ในฐานะประธาน กนง.ได้ลงนามในข้อตกลงร่วมกันในการกำหนดเป้าหมายของนโยบายการเงินประจำปี 2555 โดยกำหนดเป้าหมายของนโยบายการเงิน ประจำปี 2555 ไว้ที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยรายไตรมาสระหว่าง 0.5-3.0% ต่อปี ส่วนการติดตามความเคลื่อนไหวของเป้าหมายของนโยบายการเงินเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายของนโยบายการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ กระทรวงการคลัง และ ธปท.จะจัดให้มีการหารือร่วมกันเป็นประจำทุกไตรมาสและเมื่อมีเหตุจำเป็นอื่นใดตามที่ทั้งสองหน่วยงานจะเห็นสมควร

 

อื่นๆ

          -  ธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เรียกร้องให้มีความพยายามระดับโลกต่อไปประเด็นการขยายตัวในวงกว้างและการลดความยากจน โดยระบุว่า การปรับนโยบายและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นได้ลดผลกระทบของภาวะชะลอตัวรุนแรงของเศรษฐกิจโลก โดยการเติบโตในกลุ่มประเทศเกิดใหม่และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนายังคงค่อนข้างแข็งแกร่ง แต่กลุ่มประเทศยากจนยังต้องการการสนับสนุน พร้อมระบุว่า การดำเนินนโยบายต่างๆ และการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อส่งเสริมการลดความยากจนและการขยายตัวที่ครอบคลุมนั้น ต้องดำเนินต่อไป ทั้งนี้ ยังระบุเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จที่มีความเป็นไปได้ของเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (MDG) ในการลดความยากจนทั่วโลกลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2558 นั้น เป็นข่าวที่น่าพอใจ แต่คณะกรรมการควรยังคงระมัดระวังและทำงานอย่างต่อเนื่องกับสมาชิกทั้งหมดเพื่อพัฒนาเป้าหมายอื่นๆของ MDG และเพื่อเรียนรู้จากประสบการณ์

 

Money Market

          -  บาท/ดอลลาร์ เมื่อวันศุกร์ ( 20 เม.ย.)ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินเอเซียส่วนใหญ่รวมทั้งเงินบาทในวันนี้ ทั้งนี้ความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังเป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้มีแรงซื้อดอลลาร์สหรัฐฯและลดการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง

          -  เยน/ดอลลาร์ เมื่อวันศุกร์ (20 เม.ย.) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนลงเมื่อเทียบกับค่าเงินเยนในช่วงเช้าวันนี้ โดยในช่วงบ่ายค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯได้ปรับตัวแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเยน ทั้งนี้ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นจะดำเนินมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในสัปดาห์หน้า ขณะที่ดัชนีเศรษฐกิจสหรัฐฯเมื่อคืนวันพฤหัสแม้ชี้ว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯอาจช้าลงแต่โดยภาพรวมขณะนี้เศรษฐกิจสหรัฐฯก็มีแนวโน้มฟิ้นตัวแข็งแกร่งกว่าญี่ปุ่น อย่างไรก็ดีโดยรวมวันนี้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเงินเยน

          -  ยูโร/ดอลลาร์ เมื่อวันศุกร์ ( 20 เม.ย.)  ค่าเงินยูโรแข็งขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ โดยในช่วงบ่ายค่าเงินยูโรได้ปรับตัวแข็งขึ้นไปอีก โดยตลาดคาดการณ์ว่าการประชุมระหว่างเจ้าหน้าที่กลุ่ม G-20 กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศในวันนี้จะมีการดำเนินความพยายามมากขึ้นในการแก้ไขวิกฤติหนี้ยุโรป ขณะเดียวกันรายงานดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจของเยอรมนีของสถาบัน lfo ก็เพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 6 ในเดือนเมษายนไปอยู่ในระดับที่สูงที่สุดในรอบ 9 เดือน

 

Capital Market

          -  ตลาดสหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ (20 เม.ย.)  ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 0.50% ในขณะที่ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 0.12% และ Nasdaq ลดลง 0.24% โดยดัชนีดาวโจนส์และ S&P500 ได้แรงหนุนจากผลประกอบการที่ดีเกินคาดของแมคโดนัลด์ส และจีอี ส่วนดัชนี Nasdaq ได้รับผลจากการลดลงของราคาหุ้นแอปเปิล

          -  ตลาดหุ้นเอเชีย เมื่อวันศุกร์ (20 เม.ย.)  ดัชนีตลาดหุ้นเอเซียส่วนใหญ่ลดลงในช่วงเช้าวันนี้จากการที่ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดชี้ว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯอาจช้าลงอีกทั้งนักลงทุนกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกมากขึ้นหลังกลุ่ม G-20 เตือนว่าวิกฤติหนี้ยุโรปยังคงเป็นภัยคุกคามต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ในทางลบเกี่ยวกับข้อมูลดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจเยอรมันที่จะประกาศในวันนี้ว่าจะลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือนในเดือนเมษายน อย่างไรก็ดีดัชนีที่ประกาศออกมาในช่วงบ่ายชี้ว่าความเชื่อมั่นฯ เพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 6 โดยปิดตลาดวันนี้ดัชนีนิกเกอิลดลง 0.28% สำหรับตลาดหุ้นจีนในวันนี้ได้ปัจจัยบวกจากการที่นักลงทุนคาดการณ์ว่ารัฐบาลจีนจะเพิ่มการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานและผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยวันนี้ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตและดัชนีฮั่งเส็งปิดตลาดเพิ่มขึ้น 1.19% และ 0.07% ตามลำดับ

          -  ตลาดหุ้นไทย เมื่อวันศุกร์ (20 เม.ย)ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเช้าวันนี้โดยมีแรงซื้อเข้ามาในหุ้นกลุ่มพลังงานและเทคโนโลยี โดยปิดตลาดวันนี้ SET INDEX เพิ่มขึ้น 9.26 จุด

 

         โดย สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 23 เมษายน  2555

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday637
mod_vvisit_counterAll days637

We have: 636 guests online
Your IP: 216.73.216.162
Mozilla 5.0, 
Today: Apr 07, 2026

4295824