| สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย |
|
|
|
| Thursday, 13 September 2012 09:56 | |||
|
Snapshot สหรัฐอเมริกา
- สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งในเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้น 0.7% สู่ระดับ 4.85 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากที่หดตัวลง 0.2% ในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นอัตราการเพิ่มมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธํที่ผ่านมา โดยได้รับแรงหนุนจากเศรษฐกิจไตรมาส 3 ที่ส่งสัญญาณเริ่มต้นดีเกินคาด โดยสต็อกรถยนต์เพิ่มขึ้น 0.4% ขณะที่สต็อกอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เพิ่มถึง 3.8% แต่สต็อกโลหะลดลง 0.7% ขณะเดียวกันยอดขายของผู้ค้าส่งในสหรัฐฯ ลดลง 0.1% หลังจากที่หดตัวลง 1.4% ในเดือนมิถุนายน โดยยอดขายเฟอร์นิเจอร์ลดลง 0.5% ยอดขายเครื่องจักรหดตัว 1% และยอดขายน้ำมันลดลง 2% แตะยอดขายรถยนต์เพิ่มขึ้น 0.8% ทั้งนี้ ระยะเวลาที่จะใช้สินค้าให้หมดสต็อกจะต้องใช้เวลา 1.21 เดือน ซึ่งถือว่าใช้เวลาสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2552 - ราคาสินค้านำเข้าเดือนสิงหาคมปรับตัวสูงขึ้น 0.7% หลังจากลดลง 0.6% ในเดือนก่อน ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน เนื่องจากต้นทุนการนำเข้าน้ำมันเพิ่มขึ้น 4.1% ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าราคานำเข้าจะเพิ่มขึ้น 1.4-1.5% ขณะที่ราคาสินค้าส่งออกเพิ่มขึ้น 0.9% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือนก่อน
ยุโรป: สหภาพยุโรป - นายฮารุฮิโกะ คูโรดะ ประธานธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) กล่าวว่า บรรดาผู้นำยุโรปใช้เวลานานเกินไปในการจัดการวิกฤตหนี้สาธารณะของยูโรโซน โดยเรียกร้องให้มีการดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันเศรษฐกิจโลกไม่ให้ตกต่ำลงอย่างรุนแรง ทั้งนี้ วิกฤตยูโรโซนได้ส่งผลกระทบเชิงลบต่อจีนและประเทศอื่นๆในเอเชีย นอกจากนี้ ประธานเอดีบียังเตือนว่าวิกฤตยูโรโซนได้ส่งผลให้ธนาคารยุโรปหลายแห่งปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ และถอนเม็ดเงินออกจากตลาดเอเชีย ซึ่งเป็นการสร้างความกดดันต่อบริษัทบางรายในภูมิภาคด้วยต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น
เยอรมนี - ศาลรัฐธรรมนูญของเยอรมนีได้ประกาศผลการวินิจฉัยในวันนี้ (12 กันยายน) แล้วว่า เยอรมนีสามารถลงสัตยาบันรับรองสนธิสัญญาจัดตั้งกองทุนกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป (ESM) และสนธิสัญญากำหนดกฎเกณฑ์ด้านงบประมาณได้ ตราบใดที่สามารถรับประกันได้ว่า จะไม่มีการเพิ่มความเสี่ยงทางการเงินของเยอรมนีในกองทุน ESM โดยปราศจากความเห็นชอบจากรัฐสภา ทั้งนี้ ศาลระบุว่า คำร้องขอให้ระงับสนธิสัญญากองทุน ESM และข้อตกลงด้านการคลังนั้น ไม่มีมูลเหตุรองรับ - ศาลรัฐธรรมนูญของเยอรมนีได้กำหนดเงื่อนไข 1 ข้อสำหรับการอนุมัติการลงสัตยาบันดังกล่าว ซึ่งก็คือ การเพิ่มภาระหนี้ของเยอรมนีมากกว่า 1.90 แสนล้านยูโรจะต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรของเยอรมนีก่อน นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญของเยอรมนียังระบุว่า การตัดสินใจใดๆเกี่ยวกับกองทุน ESM จะต้องมีการนำเข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรเพื่อทำการอนุมัติก่อนทุกครั้ง - คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเยอรมนีดังกล่าว ถือเป็นสัญญาณที่ดีและได้ช่วยผ่อนคลายบรรยากาศความตึงเครียดของประชาคมการเงินโลกในช่วงที่ผ่านมา เพราะการที่ศาลรัฐธรรมนูญของเยอรมนี ระบุว่าเยอรมนีสามารถลงสัตยาบันรับรองสนธิสัญญาจัดตั้งกองทุนกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป (ESM) ได้ ย่อมหมายถึงว่า กองทุน ESM สามารถเพิ่มทุนให้กับธนาคารพาณิชย์ที่มีปัญหาโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านรัฐบาลของประเทศตน และกองทุน ESM จะมีความยืดหยุ่นในการซื้อพันธบัตรรัฐบาลประเทศสมาชิก Euro Zone เช่น สเปนและอิตาลี ได้มากขึ้น ทำให้ยูโรโซนจะมีกองทุนถาวรช่วยกู้วิกฤตหนี้ และธนาคารกลางหรืออีซีบีจะสามารถเดินหน้าแก้หนี้ยูโรโซนได้เร็วขึ้น ดังนั้น ถ้าหากกรีซเกิดการผิดนัดชำระหนี้ (default) อย่างน้อยที่สุดก็เป็นการจำกัดวงมิให้ลุกลามไปสู่สเปนและอิตาลี - ศาลรัฐธรรมนูญเยอรมนีไม่ได้ส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่า เยอรมนีจำเป็นต้องจัดการลงประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้น การจัดตั้งสหภาพการคลัง (Fiscal Union) อาจจะเป็นการขัดรัฐธรรมนูญก็ได้ เพราะการที่รัฐบาลและรัฐสภาจะยกอธิปไตยด้านการคลังของประเทศให้กับองค์กรกลางของสหภาพยุโรปคงเป็นเรื่องยาก
ฝรั่งเศส - ธนาคารกลางฝรั่งเศสเปิดเผยว่า คาดว่าเศรษฐกิจฝรั่งเศสจะหดตัวลง 0.1% ในไตรมาส 3 หลังจากที่เศรษฐกิจฝรั่งเศสทรงตัวในไตรมาส 2 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจปรับตัวดีขึ้นในเดือนสิงหาคม ธนาคารกลางฝรั่งเศสระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นสำหรับภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 93 ในเดือนสิงหาคม จากระดับ 90 ในเดือนกรกฎาคม ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นสำหรับภาคบริการเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 91 จากระดับ 9
กรีซ - รัฐบาลกรีซประกาศยอมรับว่า กรีซกำลังประสบปัญหาในการโน้มน้าวกลุ่มเจ้าหนี้ต่างชาติให้ยอมรับมาตรการรัดเข็มขัดวงเงินเกือบ 1.2 หมื่นล้านยูโร สำหรับช่วงเวลา 2 ปีข้างหน้า ซึ่งหากกลุ่มเจ้าหนี้ยอมรับแผนดังกล่าว ก็จะเปิดโอกาสให้มีการจ่ายเงินช่วยเหลือกรีซในงวดถัดไป ซึ่งเป็นสิ่งที่กรีซจำเป็นต้องใช้เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะล้มละลาย - นายกรัฐมนตรีแอนโทนิส ซามาราสของกรีซได้เจรจารอบ 2 กับกลุ่ม"ทรอยกา" หรือคณะผู้ตรวจการจากคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี), ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) - แล้ว แต่แทบไม่มีความคืบหน้าในการเจรจาแต่อย่างใด เมื่อคณะผู้ตรวจการของกลุ่มเจ้าหนี้ได้ปฏิเสธที่จะยอมรับเนื้อหาบางส่วนในมาตรการรัดเข็มขัดของกรีซ หลังจากกรีซและกลุ่มเจ้าหนี้ได้เริ่มหารือกันในระดับทวิภาคีอีกครั้งในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ขณะที่เศรษฐกิจกรีซเข้าสู่ภาวะถดถอยเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน - เจ้าหน้าที่กรีซกล่าวว่าทรอยกายืนยันที่จะปฏิเสธมาตรการปรับโครงสร้างภาครัฐ และกล่าวเสริมว่ากรีซจำเป็นต้องนำเสนอมาตรการรัดเข็มขัดต่อรัฐมนตรีคลังยูโรโซนในวันศุกร์ที่ 14 กันยายนนี้ ขณะที่ประเด็นการปรับลดตำแหน่งงานในภาครัฐถือเป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหวเป็นอย่างมากในกรีซ เพราะรัฐธรรมนูญกรีซห้ามการไล่ข้าราชการออกจากงาน อย่างไรก็ดี แผนดังกล่าวจะช่วยให้รัฐบาลประหยัดเงินได้เพียง 167 ล้านยูโรเท่านั้นในปี 2013 และ 2014 - การว่างงานในกรีซได้พุ่งขึ้นสู่สถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 24.4 % ในเดือนมิ.ย. กลุ่มผู้รับเงินบำนาญ, ตำรวจ, ผู้พิพากษา และข้าราชการเตรียมที่จะผละงานประท้วงและเดินขบวนเพื่อคัดค้านมาตรการรัดเข็มขัดครั้งล่าสุดนี้ เพราะพวกเขาเป็นกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษจากมาตรการนี้ ADEDY ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานสำหรับลูกจ้างภาครัฐของกรีซแถลงว่าทางสหภาพวางแผนจะผละงานประท้วงร่วมกับ GSSE ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานสำหรับภาคเอกชน สมาชิกสหภาพแรงงานและสมาชิกฝ่ายซ้ายจำนวนราว 15,000 คน เดินขบวนในวันเสาร์ที่ผ่านมาในเมืองเธสซาโลนิกิ ซึ่งเป็นเมืองขนาดใหญ่อันดับ 2 ของกรีซ โดยหวังต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัด - นายจอร์จ อัสมุสเซน สมาชิกสภาบริหารของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) กล่าวว่า อีซีบีไม่ได้หารือประเด็นการปรับโครงสร้างหนี้ในระหว่างการประชุมกับนายกรัฐมนตรีอันโตนิส ซามาราสของกรีซ แต่อีซีบียอมรับว่ากรีซได้ดำเนินมาตรการที่สำคัญแล้ว แต่จำเป็นต้องดำเนินการมากขึ้น โดยนับเป็นเรื่องสำคัญที่กรีซได้ใช้ความพยายามทุกวิถีทางเพื่อทำให้แผนการปฏิรูปเศรษฐกิจมีความคืบหน้า ทั้งนี้ อีซีบีเปิดเผยว่านายมาริโอ ดรากิ ประธานอีซีบีและสมาชิกสภาบริหารได้พบปะกับคณะผู้แทนจากกรีซเพื่อหารือเกี่ยวกับแผนการปรับปรุงทางเศรษฐกิจของกรีซ
- ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เปิดเผยว่ากรีซมีความคืบหน้าอย่างมากในการปฏิรูปด้านงบประมาณ แต่ยังจำเป็นต้องดำเนินการมากขึ้น อีซีบีระบุในแถลงการณ์ฉบับหนึ่งว่าผู้แทนจากอีซีบีและกรีซเห็นพ้องกันว่ากรีซได้ดำเนินมาตรการที่สำคัญสู่การปฏิรูปด้านงบประมาณและการปรับปรุงด้านเศรษฐกิจแล้ว แต่ยังคงมีความท้าทายที่สำคัญ แถลงการณ์ของอีซีบีมีขึ้นหลังการพบปะกันระหว่างผู้แทนจากกรีซซึ่งนำโดยนายกรัฐมนตรีอันโตนิส ซามาราส กับนายมาริโอ ดรากิ ประธานอีซีบีและสมาชิกสภาบริหารของอีซีบีทางด้านนายซามาราสได้สร้างความมั่นใจแก่อีซีบีว่ากรีซจะปฏิบัติตามพันธสัญญาในการทำให้แผนการปรับปรุงด้านเศรษฐกิจมีความคืบหน้าและเดินหน้าการปฏิรูปที่จำเป็นสำหรับกรีซเพื่อฟื้นศักยภาพในการแข่งขันของประเทศและทำให้ฐานะการเงินและเศรษฐกิจของกรีซมีความแข็งแกร่ง
โปรตุเกส - ไอเอ็มเอฟระบุว่า คณะเจ้าหน้าที่จากทรอยก้าได้เดินทางเยือนกรุงลิสบอนในระหว่างวันที่ 28 ส.ค.-11 ก.ย.เพื่อประเมินรายไตรมาสครั้งที่ 5 เกี่ยวกับแผนการทางเศรษฐกิจของโปรตุเกส โดยโปรตุเกสได้ลงนามในแผนช่วยเหลือระหว่างประเทศวงเงิน 7.8 หมื่นล้านยูโรในช่วงระยะเวลา 3 ปีกับไอเอ็มเอฟและกลุ่มประเทศในยุโรป เพื่อจัดการกับวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ คาดว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจของโปรตุเกสจะลดลง 3% ในปีนี้ ขณะที่คาดว่าการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จะกลับมาอยู่ในแดนบวกในช่วงไตรมาส 2 ปีหน้า ซึ่งจะส่งผลให้จีดีพีปรับตัวลง 1% ในช่วงตลอดทั้งปี โดยสะท้อนถึงการขยายตัวด้านการนำเข้าที่อ่อนแอลงในกลุ่มประเทศคู่ค้าในยูโรโซนและมาตรการเสริมความแข็งแกร่งด้านงบประมาณเพิ่มเติม ขณะที่การใช้จ่ายในปี 2555 จะปรับตัวดีกว่าที่ระบุในงบประมาณอยู่บ้าง แต่รายได้จะล้าหลังกว่าแผนด้านงบประมาณอย่างมาก โดย ไอเอ็มเอฟตั้งข้อสังเกตว่าเป้าหมายยอดขาดดุลของโปรตุเกสมีการปรับทบทวนจาก 3% สู่ระดับ 4.5% สำหรับปี 2556 - คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี), ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (อีซีบี) หรือที่เรียกกันว่ากลุ่มทรอยก้า เปิดเผยว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจของโปรตุเกสจะยังคงอ่อนแอไปจนถึงปี 2556 และจำเป็นต้องใช้เวลามากขึ้นสำหรับกระบวนการปรับปรุงทางการคลังของประเทศ ทั้งนี้ ทรอยก้าระบุว่า การบรรลุเป้าขาดดุลครั้งใหม่นั้นจะต้องใช้ความพยายามด้านการเสริมความแข็งแกร่งมากขึ้น ขณะที่การปฏิรูปต่างๆเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน การจ้างงานและการขยายตัว ก็ต้องมีความคืบหน้าต่อไปด้วย
เอเชีย: จีน - นายกรัฐมนตรีจีนกล่าวว่านโยบายเศรษฐกิจของจีนจะช่วยให้เศรษฐกิจจีนปีนี้ขยายตัวได้ตามเป้าหมาย โดยเขากล่าวว่าทางการจีนยังมีช่องทางในการที่จะใช้มาตรการทางการเงินและการคลังในการกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจและยืนยันว่าเศรษฐกิจจีนปีนี้จะขยายตัวได้ตามเป้าหมาย 7.5% ทั้งนี้เขากล่าวว่ารัฐบาลจีนยังมีกองทุนที่จะใช้ในการป้องกันและดูแลเสถียรภาพของเศรษฐกิจอีก 100,000 ล้านหยวน ( 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) โดยล่าสุด Morgan Stanley เป็นอีกสถาบันการเงินหนึ่งที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจีนปีนี้จะขยายตัว 7.5% ตามเป้าหมายของรัฐบาลจีน ซึ่งอัตราการขยายตัวดังกล่าวเป็นการขยายตัวที่ต่ำที่สุดใน 22 ปีที่ผ่านมา
ญี่ปุ่น - คำสั่งซื้อเครื่องจักรญี่ปุ่นในเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์แม้ว่าการส่งออกที่ชะลอลง และการยกเลิกมาตรการสนับสนุนการซื้อรถยนต์จะส่งผลลบต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวมก็ตาม โดยสำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นรายงานว่าคำสั่งซื้อเครื่องจักรในเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้น 4.6% จากเดือนก่อนหน้า หลังจากเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 5.6% ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจของ Bloomberg คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 2%
เกาหลีใต้ - รัฐบาลเกาหลีใต้เปิดเผยว่า อัตราการว่างงานเดือนสิงหาคมของเกาหลีใต้ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 3.0% จาก 3.1% ในเดือนกรกฎาคม เนื่องจากการจ้างงานในภาคบริการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ช่วยหนุนตัวเลขจ้างงานโดยรวมให้แข็งแกร่งขึ้น
อินโดนีเซีย - นายดาร์มิน นาซูติออน ผู้ว่าการธนาคารกลางอินโดนีเซีย กล่าวว่าเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ระดับ 6.8% ในปีหน้าของรัฐบาลนั้นเป็นการมองโลกในแง่ดีเกินไป เนื่องจากอุตสาหกรรมการส่งออกมีแนวโน้มชะลอตัวลงในปีหน้า โดยเขากล่าวว่า การส่งออกของอินโดนีเซียมีแนวโน้มชะลอตัวลง เนื่องจากปลายทางการส่งออกหลัก โดยเฉพาะจีน และอินเดีย อาจมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ช้าลง เพราะวิกฤตทางการเงินทั่วโลก ทั้งนี้ถึงแม้การลงทุน และการบริโภคจะยังคงดีอยู่ แต่การส่งออกที่จะชะลอตัวลง ทำให้ยากที่เศรษฐกิจจะเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ 6.8%
ไทย - นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานกิติมศักดิ์ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและหอการค้าไทย ระบุว่านโยบายรัฐบาลบางนโยบายมีเจตนาที่ดีในการลดความเหลื่อมล้ำของสังคม แต่ในกระบวนการปฏิบัติกลับทำให้ศักยภาพการแข่งขันลดลง เช่น นโยบายรับจำนำสินค้าเกษตรที่รัฐบาลพยายามเพิ่มรายได้ให้กับชาวนา แต่ในทางปฏิบัติกลับเปิดช่องให้เกิดการทุจริตจำนวนมาก และทำให้ระบบตลาดโดยรวมเสียหาย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว - รมว.พาณิชย์ ยังคงยืนยันเป้าหมายการส่งออกในปี 55 ไว้ตามเดิมที่ 15% แม้ว่าหลายฝ่ายจะเชื่อว่าการส่งออกของไทยอาจเติบโตได้เพียง 5-7% เนื่องจากเป็นการตั้งเป้าหมายไว้สำหรับการทำงาน โดยระบุ ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์จะเร่งผลักดันการส่งออกอย่างเต็มที่ เพื่อให้มูลค่าการส่งออกขยายตัวได้เป็นบวก ทั้งนี้ มูลค่าการส่งออกในรูปของเงินดอลลาร์ช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้(ม.ค.-ก.ค.55) แม้จะยังติดลบ 0.4% แต่หากเป็นในรูปของเงินบาทแล้วจะพบว่าขยายตัว 2.21% ส่วนการส่งออกในช่วงที่ 5 เดือนที่เหลือของปีนี้ กระทรวงพาณิชย์จะทำงานอย่างหนักเพื่อให้ตัวเลขการส่งออกขยายตัวเป็นบวกได้มากขึ้น
Money Market - บาท/ดอลลาร์ เมื่อวันพุธ ( 12 ก.ย.) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินเอเซียส่วนใหญ่รวมทั้งเงินบาทในช่วงเช้าวันนี้สอดคล้องกับการที่ดัชนีตลาดหุ้นเอเซียส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นในวันนี้จากการคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจโลกไปในทางบวก โดยนักลงทุนคาดว่าผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเยอรมนีจะเป็นไปในทางบวก ขณะเดียวกันก็มีแนวโน้มที่ทางการของประเทศต่างๆจะดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น - เยน/ดอลลาร์ เมื่อวันพุธ ( 12 ก.ย.) ค่าเงินเยนอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ โดยความต้องการถือเงินเยนลดลงในวันนี้จากการที่นักลงทุนมองแนวโน้มเศรษฐกิจโลกไปในทางบวกมากขึ้น โดยคาดการณ์ว่าศาลรัฐธรรมนูญเยอรมนีจะตัดสินว่าการเข้าร่วมในกองทุน ESM ของเยอรมนีไม่ขัดรัฐธรรมนูญ อีกทั้งมองแนวโน้มว่าธนาคารกลางสหรัฐฯและทางการจีนจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น ขณะเดียวกันวันนี้สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นรายงานว่าคำสั่งซื้อเครื่องจักรญี่ปุ่นในเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้น 4.6% จากเดือนก่อนหน้า มากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 2% หลังจากเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 5.6% - ยูโร/ดอลลาร์ เมื่อวันพุธ ( 12 ก.ย.) ค่าเงินยูโรแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้จากการที่นักลงทุนคาดการณ์ไปในทางบวกเกี่ยวกับการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเยอรมนีในวันนี้เกี่ยวกับการเข้าร่วมในกองทุน ESM ของเยอรมนี อีกทั้งตลาดยังคาดการณ์ว่าการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯในวันพุธและวันพฤหัสจะมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม
Capital Market - ตลาดสหรัฐฯ เมื่อวันพุธ (12 ก.ย.) ตลาดหุ้นสหรัฐปิดแทบไม่เปลี่ยนแปลงในวันพุธโดยลดแรงบวกในช่วงเช้าลงขณะที่นักลงทุนระมัดระวังในการซื้อขายก่อนการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นด้านการเงินรอบใหม่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวก 0.07%, ดัชนี S&P 500 ปิดเพิ่มขึ้น 0.21% และดัชนี Nasdaq ปิดปรับตัวขึ้น 0.32% ปริมาณการซื้อขายยังคงเบาบางราว 6.15 พันล้านหุ้นในตลาดหุ้นนิวยอร์ค ทั้งนี้ราคาหุ้นได้แรงหนุนในช่วงเช้าหลังศาลรัฐธรรมนูญของเยอรมนีอนุมัติกองทุนช่วยเหลือยูโรโซน - ตลาดหุ้นเอเชีย เมื่อวันพุธ (12 ก.ย.) ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดเพิ่มขึ้น 1.73% ในวันนี้จากการที่นักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม และคาดการณ์ว่าศาลรัฐธรรมนูญเยอรมนีจะตัดสินว่าการเข้าร่วมในกองทุน ESM ของเยอรมนีไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันวันนี้สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นรายงานว่าคำสั่งซื้อเครื่องจักรญี่ปุ่นในเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ สำหรับตลาดหุ้นจีนในช่วงเช้าวันนี้ได้ปัจจัยสนับสนุนจากการที่นายกรัฐมนตรีจีนกล่าวว่าทางการจีนยังมีช่องทางในการที่จะใช้มาตรการทางการเงินและการคลังในการกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจและยืนยันว่าเศรษฐกิจจีนปีนี้จะขยายตัวได้ตามเป้าหมาย 7.5% โดยปิดตลาดวันนี้ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตและดัชนีฮั่งเส็งเพิ่มขึ้น 0.28% และ 1.10% ตามลำดับ - ตลาดหุ้นไทย เมื่อวันพุธ (12 ก.ย.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยช่วงเช้าวันนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับทิศทางกับตลาดหุ้นเอเซียส่วนใหญ่จากการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯและทางการจีนจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังคาดการณ์ไปในทางบวกเกี่ยวกับการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเยอรมนีในวันนี้ โดยดัชนีฯทรงตัวอยู่ในแดนบวกตลอดทั้งวัน ส่งผลให้ปิดตลาดวันนี้ SET INDEX เพิ่มขึ้น 9.13 จุด
โดย สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 13 กันยายน 2555
|






![]() | Today | 660 |
![]() | All days | 660 |
Comments