| สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย |
|
|
|
| Friday, 02 November 2012 09:28 | |||
|
Snapshot
สหรัฐอเมริกา - ตัวเลขการจ้างงานทั่วสหรัฐฯ ที่จัดทำโดย ADP Employer Services ในเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้น 158,000 ตำแหน่ง หลังจากเพิ่มขึ้น 88,200 ตำแหน่งในเดือนกันยายน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากสุดในรอบ 8 เดือน หรือตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ และมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 135,000 ตำแหน่ง โดยแบ่งเป็นการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิตสินค้า ซึ่งประกอบด้วยบริษัทก่อสร้างและผู้ผลิตรวมเพิ่มขึ้น 14,000 ตำแหน่ง (การจ้างงานที่โรงงานผลิตลดลง 8,000 ตำแหน่ง ภาคก่อสร้างเพิ่มการจ้างงาน 23,000 ตำแหน่ง) ขณะที่ภาคบริการจ้างงานเพิ่ม 144,000 ตำแหน่ง ทั้งนี้หากแบ่งตามขนาดพบว่าบริษัทขนาดใหญ่ที่มีพนักงานมากกว่า 499 คน ได้เพิ่มการจ้างงาน 81,000 ตำแหน่ง ขณะที่ธุรกิจขนาดกลางที่มีพนักงาน 50-499 คน ได้จ้างพนักงานเพิ่ม 27,000 ตำแหน่ง และบริษัทขนาดเล็กที่มีลูกจ้างไม่ถึง 50 คน ได้เพิ่มการจ้างงาน 50,000 ตำแหน่งในเดือนตุลาคม - ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของสหรัฐที่จัดทำโดยสถาบันจัดการอุปทานของสหรัฐ (ISM) ในเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 51.7 จากระดับ 51.5 ในเดือนกันยายน ซึ่งสวนทางกับที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าจะลดลงสู่ระดัย 51 ทั้งนี้ นับเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกันที่ภาคการผลิตขยายตัว หลังจากที่หดตัวตลอด 3 เดือนก่อนหน้านั้น โดยดัชนีภาคการผลิตของ ISM ที่ขยายตัวขึ้นในเดือนที่แล้วได้รับปัจจัยจากอุปสงค์ที่ปรับตัวดีขึ้นซึ่งช่วยชดเชยการส่งออกที่ลดลงอันเนื่องมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้ ดัชนียอดสั่งซื้อใหม่เพิ่มขึ้นระดับ 54.2 จากระดับ 52.3 ในเดือนกันยายน อย่างไรก็ตาม ดัชนีการส่งออกหดตัวสู่ระดับ 48.0 จากระดับ 48.5 ในเดือนกันยายน ขณะที่ดัชนีการผลิตกลับมาขยายตัวอีกครั้งหลังจากหดตัวต่อเนื่อง 2 เดือน โดยดัชนีพุ่งขึ้นสู่ระดับ 52.4 ในเดือนตุลาคม จากระดับ 49.5 ในเดือนกันยายน ส่วนดัชนีการจ้างงานลดลงสู่ระดับ 52.1 จากระดับ 54.7 ในเดือนก่อน สำหรับดัชนีราคาของ ISM ชะลอลงสู่ระดับ 55.0 จากระดับ 58.0 ซึ่งบ่งชี้ถึงแรงกดดันด้านต้นทุนในกลุ่มผู้ผลิตที่บรรเทาลง - ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ที่จัดทำโดย Conference Board เดือนตุลาคมเพิ่มขึ้นสู่ระดับ72.2 จากระดับ 68.4 ในเดือนกันยายน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2551 หรือสู่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 4 ปี อันเนื่องมาจากตลาดแรงงานที่ปรับตัวดีขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ส่วนดัชนีสถานการณ์ปัจจุบันเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 56.2 จากระดับ 48.7 และดัชนีคาดการณ์เศรษฐกิจปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 82.9 จากระดับ 81.5 ในเดือนก่อนหน้า ทั้งนี้ ผู้บริโภคโดยทั่วไปมีมุมมองบวกมากขึ้นเกี่ยวกับแนวโน้มระยะใกล้ โดยจำนวนผู้ที่คาดว่าภาวะทางธุรกิจจะปรับตัวดีขึ้นในช่วง 6 เดือนข้างหน้าได้เพิ่มขึ้นเป็น 21.4% จากเดิม 17.9% อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคที่คาดว่าภาวะทางธุรกิจจะย่ำแย่ลงเพิ่มขึ้นเป็น 15.1% จากระดับ 14.5% - ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายใหม่ในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 27 ตุลาคม 2555 ลดลง 9,000 ราย สู่ระดับ 363,000 ราย ซึ่งต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดไว้ที่ 370,000 ราย - ค่าใช้จ่ายด้านก่อสร้างของสหรัฐในเดือนกันยายเพิ่มขึ้น 0.6% สู่ระดับ 8.516 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากระดับ 8.462 แสนล้านดอลลาร์ในเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี ส่วนใหญ่มีแรงหนุนจากการขยายตัวของกิจกรรมการก่อสร้างของภาคเอกชน โดยค่าใช้จ่ายด้านก่อสร้างในภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 1.3% จากเดือนสิงหาคม สู่ระดับ 5.805 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่การใช้จ่ายในภาครัฐบาลเพิ่มขึ้น 0.8% ที่ระดับ 2.711 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ - ตัวเลขประมาณการครั้งแรกของประสิทธิภาพการผลิตในไตรมาส 3/2555 เพิ่มขึ้นเท่ากับไตรมาส 2/2555 ที่ 1.9% มากกว่าที่นักเศรษศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.6% ส่วนต้นทุนแรงงานต่อหน่วยลดลง 0.1% ในไตรมาส 3/2555 หลังจากเพิ่มขึ้น 1.7% ในไตรมาส 2/2555
ยุโรป: สหภาพยุโรป - นายจูเซ มานูเอล บาร์โรซู ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป จะเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 4 - 5 พฤศจิกายน 2555 และมีกำหนดการพบกับนายกรัฐมนตรีเพื่อหารือข้อราชการในประเด็นต่างๆ รวมถึงสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจในไทยและสหภาพยุโรป - Eurostat รายงานอัตราว่างงานของยูโรโซน เพิ่มขึ้นจาก 11.5% ในเดือนสิงหาคม เป็น 11.6% ในเดือนกันยายน นับเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากวิกฤตการเงินยุโรปส่งผลให้ภาคเอกชนชะลอการจ้างงาน ทั้งนี้ อัตราว่างงานของฝรั่งเศส ไอร์แลนด์ โปรตุเกส และสเปนอยู่ที่ 10.8%, 15.1%, 15.7% และ 25.8% ตามลำดับ
เยอรมนี - สำนักงานสถิติแห่งชาติของเยอรมนีเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกเดือนก.ย.เพิ่มขึ้น 1.5% จากเดือนส.ค.ที่ขยับขึ้น 0.1% แต่เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2554 ยอดขายร่วงลง 3.1% ทั้งนี้แม้ว่ายอดค้าปลีกของเยอรมนีปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในเดือนก.ย. แต่ภาพรวมตลาดค้าปลีกและเศรษฐกิจของประเทศยังคงอ่อนแอ ท่ามกลางปัญหาในตลาดแรงงาน - นายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคลของเยอรมนี และบรรดาผู้นำจากองค์กรการเงินระดับโลก อาทิ องค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาเศรษฐกิจ (OECD), องค์การการค้าโลก (WTO), องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO), กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก ในแถลงการณ์ร่วมหลังการประชุมในกรุงเบอร์ลิน ได้เรียกร้องให้มีการเสริมความแข็งแกร่งทางการคลังและปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพื่อฟื้นการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกเนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ขยายตัวเล็กน้อยและความไม่แน่นอนอย่างมาก ความเชื่อมั่นของตลาดการเงิน นักลงทุนและภาคครัวเรือนจึงยังไม่กลับมาอยู่ที่ระดับก่อนเกิดวิกฤต บรรดาผู้นำได้เรียกร้องให้ยูโรโซนจัดการเกี่ยวกับอนาคตของสหภาพการเงินยุโรปโดยดำเนินการปฏิรูปแบบเบ็ดเสร็จที่มีจุดประสงค์เพื่อหนุนการขยายตัวและศักยภาพการแข่งขัน" และเรียกร้องให้สหรัฐเริ่มดำเนินการเสริมการแข็งแกร่งทางการคลังที่เชื่อถือได้
สเปน -แคว้นกันตาเบรียของสเปน กลายเป็นแคว้นที่ 9 ที่ต้องขอรับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลกลาง โดยได้ยื่นขอเงิน 177 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ - รัฐบาลสเปนเปิดเผยว่า ตัวเลขขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลลดลงเหลือ 4.39% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในช่วงเดือนม.ค.-ก.ย. ซึ่งตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าช่วงเดือนม.ค.-ส.ค.อยู่ราว 0.4% ซึ่งนางมาร์ตา เฟอร์นันเดซ คูร์ราส รัฐมนตรีช่วยกระทรวงงบประมาณ กล่าวว่า ในไตรมาสสุดท้ายจะเห็นตัวเลขขาดดุลที่ลดลงอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น - นายคริสโตบาล มอนโตโร รมว.คลังสเปนเปิดเผยว่า รายได้จากการจัดเก็บภาษีการขายของสเปน เพิ่มขึ้น 11.9% ในเดือนก.ย. ขณะที่ข้อมูลซึ่งสำนักงานสถิติแห่งชาติสเปนเปิดเผยก่อนหน้านั้น แสดงให้เห็นว่า การขึ้นภาษีการขายส่งผลกระทบอย่างหนักต่อร้านค้าขนาดใหญ่และขนาดเล็ก โดยปริมาณยอดขายในเดือนก.ย.ลดลง 12.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า - ท่าอากาศยานของสเปนประกาศปลดพนักงานออกสิ้นปีนี้จำนวน 1,600 คน หรือกว่าร้อยละ 10 จากพนักงานทั้งหมดที่มี 5,000 คน โดยการท่าอากาศยานสเปนจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายตามมาตรการรัดเข็มขัดของรัฐบาล เพื่อต่อสู้กับวิกฤตเศรษฐกิจ
กรีซ - รัฐบาลกรีซเปิดเผยร่างแก้ไขงบประมาณปี 2556 ซึ่งรวมถึงมาตรการรัดเข็มขัดครั้งใหม่ที่มีเป้าหมายในการลดยอดขาดดุลและจัดการกับวิกฤตของประเทศซึ่งนายยานนิส สตูร์นาราส รมว.คลังกรีซได้เสนอร่างงบประมาณดังกล่าวต่อรัฐสภา ซึ่งคาดว่ากรีซจะกลับมาขยายตัวได้อีกครั้งในปี 2557 หลังเผชิญภาวะถดถอยเป็นปีที่ 6 ติดต่อกันในปี 2556 ทั้งนี้ ร่างงบประมาณคาดว่าจีดีพีของกรีซจะหดตัวลง 4.5% เป็นอย่างน้อยที่สุดในปีหน้า ซึ่งลดลงจาก 6.6% ในปีนี้ แต่ก็สูงกว่าที่ประเมินไว้เมื่อหลายเดือนก่อนที่ 3.8% อย่างมาก นอกจากนี้ คาดว่ายอดขาดดุลของรัฐบาลจะลดลงแตะ 5.2% ในปี 2556 จากเดิมที่ประเมินไว้ที่ 4.2% ส่วนหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นแตะ 3.462 แสนล้านยูโร (5.193 แสนล้านดอลลาร์) หรือ 189.1% ของจีดีพี ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 182.5% ที่คาดไว้เมื่อหลายสัปดาห์ก่อนในร่างงบประมาณเบื้องต้น ก่อนที่จะลดลงมาอยู่ที่ราว 120% ในช่วงสิ้นสุดแผนการสร้างเสถียรภาพและปฏิรูป ซึ่งได้ดำเนินงานมานับแต่ปี 2553 สำหรับอัตราว่างงานคาดว่าจะอยู่ที่ราว 22.8% ในปี 2556 ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 22.4% ที่ประเมินไว้ในปีนี้ - ร่างงบประมาณดังกล่าวต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาในสัปดาห์หน้า ขณะที่การลดรายจ่าย 9.4 พันล้านยูโรของมาตรการรัดเข็มขัดวงเงินทั้งสิ้น 1.35 หมื่นล้านยูโรสำหรับปี 2556-2557 ซึ่งจะมีการลงมติแยกกันภายในวันที่ 8 พ.ย.นั้น จะมีการดำเนินการในปีหน้า มาตรการดังกล่าวเป็นสิ่งที่บรรดาเจ้าหนี้ระหว่างประเทศเรียกร้องจากกรีซ ก่อนการประชุมยูโรกรุ๊ปในวันที่ 12 พ.ย. เพื่อพิจารณาการเบิกจ่ายเงินช่วยเหลืองวดต่อไปสำหรับกรีซจำนวน 3.15 หมื่นล้านยูโร ซึ่งหากกรีซไม่ได้รับเงินจำนวนดังกล่าว ทุนสำรองของกรีซจะหมดลงภายในวันที่ 16 พ.ย.
นอร์เวย์ - ธนาคารกลางนอร์เวย์ ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5% เพื่อป้องกันเศรษฐกิจนอร์เวย์ซึ่งได้รับผลกระทบจากความต้องการสินค้านอร์เวย์ที่ลดลงจากประเทศในยุโรป ทั้งนี้ ธนาคารกลางนอร์เวย์คาดว่าอาจปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างเร็วที่สุดในเดือนมีนาคม 2556
เอเชีย: จีน - เอชเอสบีซี (HSBC) เปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของจีนซึ่งแสดงให้เห็นว่ากิจกรรมในโรงงานภาคเอกชนของจีนดีดตัวขึ้นไปแตะจุดสูงสุดในรอบ 8 เดือนในเดือนตุลาคม ขณะที่ยอดสั่งซื้อพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 1 ปี โดยดัชนี HSBC PMI ขั้นสุดท้ายทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดในรอบ 8 เดือนที่ 49.5 ในเดือนตุลาคม จาก 47.9 ในเดือนกันยายน แต่ยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากิจกรรมภาคการผลิตยังคงหดตัวลง โดยดัชนี HSBC PMIอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 มานาน 12 เดือนติดต่อกัน ทั้งนี้ดัชนี HSBC PMI เน้นสำรวจข้อมูลจากโรงงานขนาดเล็กที่ส่วนใหญ่ทำธุรกิจส่งออกในจีน ส่วนดัชนี PMI ของทางการจีนเน้นสำรวจข้อมูลจากบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งทั้งดัชนี HSBC PMI และดัชนี PMI ของทางการจีนต่างก็ช่วยสนับสนุนการคาดการณ์ของนักลงทุนที่ว่า เศรษฐกิจจีนกำลังฟื้นตัวขึ้นในช่วงนี้หลังจากชะลอการเติบโตมาเป็นเวลานาน 7 ไตรมาส ทั้งนี้เอชเอสบีซีระบุว่า ดัชนีย่อยสำหรับยอดสั่งซื้อของจีนพิ่มขึ้นสู่ 51.2 ในเดือนตุลาคมปีนี้ ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 255 - สำนักงานสถิติแห่งชาติของจีนเปิดเผยผลสำรวจดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) อย่างเป็นทางการประจำเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้นสู่ 50.2 จาก 49.8 ในเดือนกันยายน ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าผลผลิตภาคอุตสาหกรรมมีการเติบโตขึ้นอีกครั้ง หลังจากหดตัวเป็นเวลาสองเดือน ทั้งนี้ดัชนี PMI ที่ระดับสูงกว่า 50 บ่งชี้ว่ากิจกรรมมีการขยายตัว ส่วนดัชนีที่ระดับต่ำกว่า 50 บ่งชี้ถึงการหดตัว ทั้งนี้เศรษฐกิจจีนชะลอการเติบโตเป็นเวลานาน 7 ไตรมาสติดต่อกัน โดยขยายตัวเพียง 7.4 % ในไตรมาส 3 เมื่อเทียบรายปี โดยนักวิเคราะห์ในโพลล์รอยเตอร์คาดว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนอาจปรับตัวขึ้นสู่ 7.7 % ในไตรมาส 4 เมื่อเทียบรายปี แต่อัตราการเติบโตตลอดทั้งปีนี้จะลดลงแตะจุดต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2542
เกาหลีใต้ - การส่งออกของเกาหลีใต้ในเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกใน 4 เดือนอย่างไม่คาดหมาย โดยกระทรวงเศรษฐกิจฯของเกาหลีใต้รายงานว่าการส่งออกในเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้น 1.2% จากเดือนเดียวกันปีก่อน หลังจากเดือนกันยายนลดลง 2% ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจของ Bloomberg คาดการณ์ว่าจะหดตัว 0.7% สำหรับทางด้านอัตราเงินเฟ้อ ทางการของเกาหลีใต้รายงานว่าดัชนีราคาผู้บริโภคในเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้น 2.1% จากเดือนเดียวกันปีก่อน
ไทย - กระทรวงพาณิชย์ รายงานดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมในเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 34.5 จากระดับ 30.2 ในเดือนกันยายน เป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องกันเป็นเดือนที่ 7 หลังประชาชนหมดกังวลเกี่ยวกับปัญหาน้ำท่วม นอกจากนี้นโยบายรถคันแรก ยังส่งผลให้ประชาชนเร่งจองซื้อรถยนต์กันมากขึ้น ทำให้มียอดการผลิตรถยนต์เพิ่มขึ้นด้วย ประกอบกับนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท/วัน ซึ่งเริ่มเห็นผลชัดเจน ทำให้ประชาชนมีความมั่นใจที่จะจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่มีต่อสถานการณ์ปัจจุบันอยู่ที่ 24.1 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่มีต่อสถานการณ์ในอนาคตอีก 3 เดือนอยู่ที่ระดับ 41.4 - ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป(CPI) เดือนตุลาคมเพิ่มขึ้น 3.32% (y-o-y) สู่ระดับ 116.82 และเมื่อเทียบกับเดือนก่อนเพิ่มขึ้น 0.13% (m-o-m) ส่งผลให้ CPI เฉลี่ย 10 เดือนแรกของปีนี้(ม.ค.-ต.ค.55) เพิ่มขึ้น 3.0% (y-o-y) จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของประเทศ(Core CPI) เพิ่มขึ้น 1.83% (y-o-y) สู่ระดับ 108.79 และเมื่อเทียบกับเดือนก่อนเพิ่มขึ้น 0.02% (m-o-m) ส่งผลให้ Core CPI เฉลี่ย 10 เดือนของปีนี้เพิ่มขึ้น 2.15% (y-o-y) ซึ่งอยู่ในกรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งกำหนดไว้ที่ 0.5-3.0% พร้อมคาดว่าอัตราเงินเฟ้อไตรมาส 4/2555 จะอยู่ที่ 3.2-3.5% ขณะที่คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อปีนี้ที่ 3.0-3.4% โดยมีความเป็นไปได้สูงที่อัตราเงินเฟ้อในปี 55 จะอยู่ในระดับใกล้เคียง 3.1% เนื่องจากคาดการณ์ว่าช่วง 2 เดือนสุดท้าย(พ.ย.-ธ.ค.55) อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับเดือน ตุลาคม 2555
Money Market - บาท/ดอลลาร์ เมื่อวันพฤหัส (1 พ.ย.) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินเอเซียส่วนใหญ่รวมทั้งเงินบาทในช่วงเช้าวันนี้สอดคล้องกับการที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินสำคัญโดยเฉพาะเงินเยนจากการที่นักลงทุนคาดว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นจะผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้นอีก และ Panasonic Corp คาดการณ์ว่าจะขาดทุนในปีนี้สูงเป็นอันดับสองในประวัติการณ์ของบริษัท - เยน/ดอลลาร์ เมื่อวันพฤหัส (1 พ.ย.) ค่าเงินเยนอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ก่อนการเผยแพร่รายงานการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 4-5 ตุลาคมในวันศุกร์ ขณะเดียวกันนักลงทุนก็คาดว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นจะผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้นอีก นอกจากนี้การที่ Panasonic Corp คาดการณ์ว่าจะขาดทุนในปีนี้สูงเป็นอันดับสองในประวัติการณ์ของบริษัทก็ส่งผลให้ค่าเงินเยนอ่อนลงในวันนี้ - ยูโร/ดอลลาร์ เมื่อวันพฤหัส (1 พ.ย.) ค่าเงินยูโรอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้จากแรงซื้อดอลลาร์สหรัฐฯและขายเงินเยนออกมาจากการคาดการณ์เกี่ยวกับการผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้นของธนาคารกลางญี่ปุ่นรวมทั้งภาวะที่ผู้ประกอบการส่งออกของญี่ปุ่นได้รับผลกระทบมากขึ้นจากวิกฤติหนี้ยุโรปและค่าเงินเยนที่แข็งเกินไปในช่วงที่ผ่านมาซึ่งในที่สุดอาจทำให้ทางการญี่ปุ่นต้องเข้ามาแทรกแซงค่าเงินเยนอีก
Capital Market - ตลาดสหรัฐฯ เมื่อวันพฤหัส (1 พ.ย.) ตลาดหุ้นสหรัฐปิดพุ่งขึ้นในวันพฤหัสบดี โดยดัชนี S&P 500 พุ่งสูงสุดในรอบ 7 สัปดาห์ ขณะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชนที่สดใสได้เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนหลังจากพายุเฮอริเคนแซนดีพัดถล่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐ ทั้งนี้ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดเพิ่ม 1.04%, ดัชนี S&P 500 ปิดบวก 1.09% และดัชนี Nasdaq ปิดปรับตัวขึ้น 1.44% - ตลาดหุ้นเอเชีย เมื่อวันพฤหัส (1 พ.ย.) ดัชนีตลาดหุ้นเอเซียวันนี้ได้รับปัจจัยลบจากการที่ Panasonic Corp ซึ่งเป็นผู้ผลิตโทรทัศน์รายใหญ่อันดับสองของญี่ปุ่นคาดการณ์ว่าบริษัทอาจจะขาดทุนในรอบ 1 ปีซึ่งสิ้นสุดถึงเดือนมีนาคมทั้งสิ้น 765 พันล้านเยน (9.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) จากเดิมที่คาดการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคมว่าจะกำไร 50 พันล้านเยน อย่างไรก็ดีดัชนีนิกเกอิวันนี้ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 0.21% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการที่ค่าเงินเยนอ่อนลง รวมทั้งดัชนี PMI ภาคการผลิตของจีนเดือนตุลาคมทั้งของสำนักงานสถิติจีนและของ HSBC ปรับตัวดีขึ้น โดยในส่วนของดัชนี PMI ของสำนักงานสถิติจีนนั่นชี้ว่าภาคการผลิตมีการเติบโตอีกครั้งหลังจากหดตัวติดต่อกันสองเดือนก่อนหน้านั้น โดยในส่วนของตลาดหุ้นจีนวันนี้ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปิดเพิ่มขึ้น 1.72% ส่วนดัชนีฮั่งเส็งปิดตลาดเพิ่มขึ้น 0.83% - ตลาดหุ้นไทย เมื่อวันพฤหัส(1 พ.ย.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยช่วงเช้าวันนี้ลดลงเล็กน้อย โดยนักวิเคราะห์มองว่าโดยภาพรวมในประเทศตลาดยังใม่มีปัจจัยใหม่เข้ามา โดยในช่วงบ่ายดัชนีฯยังคงเคลื่อนไหวในช่วงแคบๆ ส่งผลให้ปิดตลาดวันนี้ SET INDEX ลดลง 0.88 จุด
โดย สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 2 พฤศจิกายน 2555
|






![]() | Today | 861 |
![]() | All days | 861 |
Comments