| สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย |
|
|
|
| Thursday, 17 January 2013 09:21 | |||
|
Snapshot
สหรัฐอเมริกา - ดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐเดือนธันวาคม 2555 ทรงตัว ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ หลังจากที่ร่วงลง 0.3% ในเดือนพฤศจิกายน ขณะที่ต้นทุนด้านอาหารและที่อยู่อาศัยที่สูงขึ้นช่วยชดเชยราคาเชื้อเพลิง โดยราคาเชื้อเพลิงลดลง 2.3% ส่วนต้นทุนด้านพลังงานโดยรวมลดลง 1.2% ในเดือนธันวาคม ขณะที่ดัชนี CPI พื้นฐานที่ไม่รวมราคาอาหารและพลังงานเพิ่มขึ้น 0.1% และดัชนี CPI พื้นฐานที่ไม่รวมราคาอาหารและพลังงานจะเพิ่มขึ้น 0.2% หลังเพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนพฤศจิกายน ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ระบุว่า การขึ้นราคาสินค้าในสหรัฐฯ อาจจะไม่เกิดขึ้น เนื่องจากกลุ่มค้าปลีก เช่น ทาร์เก็ต คอร์ป ได้ใช้โปรโมชั่นการลดราคาเพื่อดึงดูดลูกค้า ขณะที่สถานการณ์ในการหาข้อสรุปเรื่องงบประมาณของสหรัฐก็ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น - ธนาคารกลางสหรัฐฯ รายงานว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ ในเดือนธันวาคม 2555 ขยายตัว 0.3% หลังจากเพิ่มขึ้น 1.0% ในเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากอุปสงค์ในอุปกรณ์เพื่อการทำธุรกิจฟื้นตัวขึ้น รวมทั้งผลผลิตจากเหมืองแร่ที่ขยายตัวขึ้น ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวม ซึ่งครอบคลุมถึงการผลิต เหมืองแร่ เพิ่มขึ้น 2.2% (y-o-y) ด้านผลผลิตอุปกรณ์ก่อสร้างเพิ่มขึ้น 1% ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 78.8% ในจาก 78.7% ในเดือนพฤศจิกายน - ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยที่จัดทำโดยสมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติ (NAHB) ของสหรัฐฯ ในเดือนมกราคมทรงตัวที่ระดับ 47 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2549 แต่น้อยกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับการสำรวจโดยรอยเตอร์คาดไว้ว่าจะอยู่ที่ระดับ 48 - นายเอริค โรเซนเกรน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาบอสตัน กล่าวว่า Fed อาจจะดำเนินมาตรการเข้าซื้อสินทรัพย์ต่อไปในช่วงต้นปี 2557 ถ้าหากตลาดแรงงานสหรัฐฯ ปรับตัวดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยระบุว่าการตัดสินใจใดๆ ในเรื่องมาตรการซื้อตราสารหนี้จะขึ้นอยู่กับระดับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐในช่วงต่อไปในปีนี้ พร้อมคาดว่า มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)ของสหรัฐอาจเติบโตราว 3 % ในช่วงครึ่งหลังของปี 2556 นี้ ซึ่งไม่ใช่ระดับที่สูงพอที่จะกดดันอัตราการว่างงานในสหรัฐให้ลดลงสู่ระดับ 7.25 % (นับว่าเป็นระดับที่แสดงให้เห็นว่าตลาดแรงงานสหรัฐได้ปรับตัวดีขึ้นมากพอจนส่งผลให้สหรัฐสามารถระงับมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบ 3 (QE3)) - สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกาได้ผ่านร่างกฎหมายวงเงิน 5.07 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากพายุแซนดี้ ด้วยคะแนนเสียง 241 ต่อ 180 โดยมาตรการดังกล่าวจะจัดสรรเงินบรรเทาภัยพิบัติฉับพลันมูลค่า 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับรัฐที่ได้รับความเสียหายมากที่สุดจากพายุแซนดี้ ได้แก่ นิวยอร์ก นิวเจอร์ซีย์และคอนเนคติกัต นอกจากนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวจะรวมถึงงบประมาณ 3.37 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นมาตรการลำดับ 2 ที่นายจอห์น โบห์เนอร์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐได้เสนอขึ้นเพื่อรองรับความต้องการความช่วยเหลือสำหรับผู้ประสบภัยจากพายุแซนดี้ โดยเมื่อวันที่ 4 มกราคมที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเห็นชอบร่างกฎหมายวงเงิน 9.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สหรัฐสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายด้านประกันภัยที่เกี่ยวข้องกับพายุดังกล่าว
ยุโรป: สหภาพยุโรป - สำนักงานสถิติแห่งชาติของสหภาพยุโรป (Eurostat) รายงานว่า ยอดเกินดุลการค้าของยูโรโซนในเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1.1 หมื่นล้านยูโร จาก 7.4 พันล้านยูโรในเดือนตุลาคม จากการส่งออกที่เพิ่มขึ้น แม้เศรษฐกิจภูมิภาคยังคงเผชิญภาวะถดถอย โดยการส่งออกขยายตัว 0.8% (m-o-m) จากที่ลดลง 1.2% ในเดือนตุลาคม ส่วนการนำเข้าหดตัว 1.5% จากเดือนก่อนหน้า ส่งผลให้ยูโรโซนมียอดเกินดุลการค้าเพิ่มสูงขึ้น - นายเอวัลด์ โนวอตนี กรรมการสภาบริหาร ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี)กล่าวว่า เศรษฐกิจยูโรโซนจะหดตัวลงในปีนี้ แต่จุดเปลี่ยนน่าจะอยู่ในช่วง 3 เดือนแรกของปี และเศรษฐกิจจะขยายตัวอีกครั้งในปีหน้า
เยอรมนี - รัฐบาลเยอรมนีได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจปี 2556 ลงสู่ระดับ 0.4% จากระดับ 1% หลังจากที่ข้อมูลบ่งชี้ถึงการชะลอตัวลงอย่างมากของเศรษฐกิจเยอรมนีในปีที่แล้ว ทั้งนี้ รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ กล่าวว่า เศรษฐกิจเยอรมนีคาดว่า จะฟื้นตัวขึ้นอีกครั้งหลังจากที่ค่อยๆฟื้นตัวขึ้นในช่วงฤดูหนาว ส่วนในปี 2557 เศรษฐกิจของประเทศคาดว่า จะขยายตัวขึ้น 1.6% ก่อนหน้านี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนีเปิดเผยว่า เศรษฐกิจเยอรมนีขยายตัว 0.7% ในปี 2555 ซึ่งเป็นสถิติที่ลดลงจากปี 2554 ซึ่งเศรษฐกิจขยายตัว 3.0% แต่ก็ยังเป็นสถิติที่สูงกว่ากลุ่มยูโรโซนที่ประสบกับภาวะถดถอย
สเปนและอังกฤษ - ฟิทช์ เรทติ้ง สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ระบุว่า สเปนจะยังคงเผชิญความเสี่ยงจากการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ ถึงแม้รัฐบาลกลางสเปนไม่ได้ขอความช่วยเหลือทางการเงินจากต่างประเทศ ขณะเดียวกันยังระบุว่ามีความเสี่ยงที่อังกฤษจะสูญเสียอันดับความน่าเชื่อถือขั้น AAA และกล่าวเตือนว่าฟิทช์อาจปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของอังกฤษ ถ้าหากงบประมาณอังกฤษในเดือนมีนาคม ซึ่งแสดงให้เห็นว่า หนี้สินของประเทศยังคงเพิ่มขึ้นต่อไป ส่วนไอร์แลนด์อาจจะได้รับการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือขึ้นจาก BBB+ สู่ A ถ้าหากมีการบรรลุข้อตกลงเพื่อกระจายภาระหนี้ในธนาคารไอร์แลนด์ ทั้งนี้ ปัจจุบันฟิทช์จัดอันดับความน่าเชื่อถือของสเปนไว้ที่ BBB โดย ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้สเปนอาจถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือได้แก่ ความสามารถของสเปนในการปรับลดยอดขาดดุลงบประมาณ, ต้นทุนในการ เพิ่มทุนภาคธนาคาร และภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอของสเปน
เอเชีย: จีน - การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศในจีนปี 2555 ลดลงจากปีก่อนหน้าเป็นครั้งแรกนับจากปี 2552 จากผลของการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโลก ขณะที่การลงทุนของจีนในต่างประเทศเพิ่มขึ้นมากเป็นประวัติการณ์ โดยกระทรวงพาณิชย์ของจีนรายงานว่าการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศในจีนเดือนธันวาคมอยู่ที่ 11.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลง 4.5% จากเดือนเดียวกันปีก่อน ขณะที่การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศทั้งปี 2555 อยู่ที่ 111.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลง 3.7% จากปี 2554 ส่วนการลงทุนนอกภาคการเงินของจีนในต่างประเทศในปี 2555 อยู่ที่ 77.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 28.6% จากปีก่อนหน้า
ญี่ปุ่น - คำสั่งซื้อเครื่องจักรญี่ปุ่นเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้นมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ซึ่งชี้ว่าผู้ประกอบการในญี่ปุ่นมองแนวโน้มในทางบวกมากขึ้นหลังจากค่าเงินเยนอ่อนลง โดยสำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นรายงานว่าคำสั่งซื้อเครื่องจักรซึ่งเป็นเครื่องชี้การใช้จ่ายด้านการลงทุนเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้น 3.9% จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่สองติดต่อกัน ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจของ Bloomberg คาดการณ์ว่าเพิ่มขึ้น 0.3%
อินเดีย - นักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจของ Bloomberg คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจอินเดียปี 2556 จะฟื้นตัวขึ้น แต่ก็จะขยายตัวต่ำกว่าเป้าหมายเติบโต 8% ของรัฐบาลอินเดีย ขณะที่ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อก็ส่งผลให้ความสามารถในการลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายด้านการอุปโภคบริโภคและการลงทุนลดลง โดยจากผลการสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ 30 รายโดย Bloomberg เศรษฐกิจอินเดียจะขยายตัว 6.5% ในปี 2556 ( เมษายน 2556-มีนาคม 2557) ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่เศรษฐกิจอินเดียขยายตัว 7.8% ขณะที่กระทรวงการคลังของอินเดียคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในปีที่สิ้นสุดถึงเดือนมีนาคม 2556 จะขยายตัว 5.7-5.9% - กองทุนการเงินระหว่างประเทศชี้ว่าธนาคารพาณิชย์ในอินเดียกำลังเผลิญปัญหาจากคุณภาพสินทรัพย์ที่แย่ลงรวมทั้งปัญหาจากความเพียงพอของเงินกองทุนเนื่องจากเศรษฐกิจที่ชะลอลงในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งแนวโน้มจะส่งผลให้เกิดปัญหาเรื่องสภาพคล่องทางการเงินได้
ไทย - ธนาคารโลกเปิดเผยรายงานคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยเป็นส่วนหนึ่งของรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกรอบครึ่งปี โดยคาดว่าเศรษฐกิจ โลกจะขยายตัว 2.4% ในปีนี้ เพิ่มขึ้นจาก 2.3% ในปีที่แล้ว และคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 5.0% ในปีนี้ เพิ่มขึ้นจาก 4.7% ในปีที่แล้ว - สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ คาดการณ์การส่งออกของไทย ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2556 ว่าจะขยายตัวที่ระดับ 9.38% โดยคาดว่า การส่งออกของไทยไป จีน จะขยายตัว 9.98%, อินเดีย จะขยายตัว 10.30%, ตลาดอาเซียน (9 ประเทศ) จะขยายตัว 6.79%, ญี่ปุ่น จะขยายตัว 3.31% , สหรัฐอเมริกา จะขยายตัว 5.45% และ ยุโรป (15 ประเทศ) จะขยายตัว 5.71% โดยใช้ข้อมูลดัชนีชี้นำภาวะเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ ที่จัดทำโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา(OECD) เป็นปัจจัยหลักในการคาดการณ์ - นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวถึง แผนงานของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปี 2556 ว่ามุ่งต่อยอดในแผนการสานโอกาสการลงทุน เพื่อคุณ เพื่อธุรกิจ โดยในปี 2556 จะมุ่งขยายฐานผู้ลงทุนบุคคล เพิ่มจำนวนบัญชีซื้อขายหุ้น 96,600 บัญชี และบัญชี อนุพันธ์ 22,000 บัญชี และตั้งเป้ามูลค่าตลาดจากบริษัทจดทะเบียนใหม่ 1.2 แสนลบ. และบริษัทจดทะเบียนเดิมระดมทุนเพิ่มกว่า 1 แสน ลบ. รวมทั้งส่งเสริมผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยเฉพาะบริษัทโฮลดิ้งจากประเทศเพื่อนบ้าน กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน และ REITs และต่อยอดความร่วมมือกับตลาดทุนกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและอาเซียน เพื่อขยายโอกาสธุรกิจ และสร้างความเชื่อมโยงในภูมิภาค อีกทั้งส่งเสริมการกำกับดูแลกิจการที่ดี (CG) และความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ของบจ.ไทย เพื่อนำไปสู่มาตรฐาน Dow Jones Sustainability Index (DJSI) และยกระดับกระบวนการบริหารความเสี่ยงของทั้งองค์กร พัฒนาระบบซื้อขายตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และระบบชำระราคา
Money Market - บาท/ดอลลาร์ เมื่อวันพุธ (16 ม.ค.) ค่าเงินบาทแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ต่อเนื่องมาตั้งแต่วันจันทร์ โดยนักวืเคราะห์มองว่าช่วงนี้เงินลงทุนต่างประเทศไหลเข้ามาในประเทศมากขึ้น โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่นักลงทุนคลายความกังวลเรื่องเศรษฐกิจโลกลงทำให้ความต้องการถือสินทรัพย์เสี่ยงมีมากขึ้น ขณะเดียวกันการที่ดัชนีเศรษฐกิจไทยล่าสุดเดือนพฤศจิกายนชี้ไปในทางบวกมากขึ้นก็ส่งผลให้นักลงทุนมองว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้อาจขยายตัวมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ - เยน/ดอลลาร์ เมื่อวันพุธ (16 ม.ค.) ค่าเงินเยนแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ต่อเนื่องมาตั้งแต่วันอังคารก่อนการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่นในวันที่ 21-22 มกราคมนี้ โดยนักลงทุนระมัดระวังมากขึ้นเนื่องจากเกรงว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นอาจจะยังไม่เพิ่มเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อจาก 1% เป็น 2% ในการประชุมครั้งนี้ ขณะที่วันนี้สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นรายงานว่าคำสั่งซื้อเครื่องจักรเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้นมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ โดยเพิ่มขึ้น 3.9% จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่สองติดต่อกัน ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจของ Bloomberg คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.3% - ยูโร/ดอลลาร์ เมื่อวันพุธ (16 ม.ค.) ค่าเงินยูโรอ่อนลงต่อเนื่องเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ต่อเนื่องมาตั้งแต่วันอังคารจากการที่นายกรัฐมนตรีลักเซมเบิร์กกล่าวว่าค่าเงินยูโรในช่วงที่ผ่านมาแข็งขึ้นมากเกินไป
Capital Market - ตลาดสหรัฐฯ เมื่อวันพุธ (16 ม.ค.) ตลาดหุ้นสหรัฐปิดปรับตัวลงในวันพุธ โดยดัชนี S&P 500 ปิดเกือบทรงตัวขณะที่ผลประกอบการที่แข็งแกร่งของธนาคารรายใหญ่สองแห่ง และการดีดตัวขึ้นของหุ้นแอปเปิลได้คลายความวิตกเกี่ยวกับการคาดการณ์ที่ว่า เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงในปี 2013 ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลบ 0.17%, ดัชนี S&P 500 ปิดเพิ่มขึ้น 0.02% และดัชนี Nasdaq ปิดบวก 0.22% - ตลาดหุ้นเอเชีย เมื่อวันพุธ (16 ม.ค.) ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดลดลง 2.56% ในวันนี้จากการที่ค่าเงินเยนแข็งขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่วันอังคารโดยนักลงทุนขายทำกำไรหุ้นกลุ่มบริษัทส่งออกแม้วันนี้สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นรายงานว่าคำสั่งซื้อเครื่องจักรเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้นมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ สำหรับดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตวันนี้ปิดตลาดลดลง 0.70% โดยหุ้นกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และบริษัทหลักทรัพย์มีราคาลดลง โดยนักวิเคราะห์มองว่าการเพิ่มขึ้นของดัชนีตลาดหุ้นจีนนับจากต้นเดือนธันวาคมปีก่อนนั้นมากเกินปัจจัยพื้นฐาน ดังนั้นจึงมีการขายทำกำไรออกมา ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ของจีนรายงานว่าการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศในจีนเดือนธันวาคมลดลง 4.5% จากเดือนเดียวกันปีก่อน ส่งผลให้ทั้งปี 2555 การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศในจีนลดลง 3.7% จากปี 2554 สำหรับดัชนีฮั่งเส็งวันนี้ปิดตลาดลดลง 0.10% - ตลาดหุ้นไทย เมื่อวันพุธ (16 ม.ค.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวในช่วงแคบๆโดยอยู่ในแดนลบเป็นส่วนใหญ่สอดคล้องกับดัชนีตลาดหุ้นเอเซียส่วนใหญ่ที่ลดลงในวันนี้จากการที่นักลงทุนมองว่าราคาหุ้นเพิ่มขึ้นมากเกินไปในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาทำให้มีแรงขายทำกำไรออกมา โดยปิดตลาดวันนี้ SET INDEX ลดลง 6.72 จุด
โดย สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 17 มกราคม 2556
|






![]() | Today | 851 |
![]() | All days | 851 |
Comments