|
สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย
|
|
|
|
|
Wednesday, 31 July 2013 09:32 |
|
Snapshot
สหรัฐอเมริกา - สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์/เคส ชิลเลอร์ รายงานว่า ดัชนีราคาบ้านในเดือนพฤษภาคม2556 เพิ่มขึ้น 12.2% จากเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดเมื่อเทียบเป็นรายปีนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2549 หรือในรอบกว่า 7 ปี บ่งชี้ว่าตลาดที่อยู่อาศัยยังคงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ราคาบ้านเดือนพ.ค.เพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 12.4% หลังจากที่เพิ่มขึ้น 12.1% ในเดือนเมษายน - นักลงทุนมีท่าทีระมัดระวังการซื้อขายก่อนที่เฟดจะเปิดเผยมติการประชุมในวันพุธที่ 31 กรกฎาคมตามเวลาท้องถิ่น หรือตรงกับเช้าวันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคมตามเวลาไทย โดยนักลงทุนรอดูสัญญาณบ่งชี้ว่าเฟดจะเริ่มชะลอมาตรการกระตุ้นทางการเงินเมื่อใด นอกจากนี้ ตลาดให้ความสนใจกับข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐจะเปิดเผยประมาณการครั้งแรกผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ช่วงไตรมาส 2/2556 ในวันพุธ ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัว 1.1% ในไตรมาสดังกล่าว ขณะที่กระทรวงแรงงานจะรายงานข้อมูลจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนกรกฎาคม ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าการจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 175,000 รายในเดือนนี้ ขณะที่ประเมินว่าอัตราว่างงานในเดือนกรกฎาคมจะลดลงเล็กน้อยสู่ระดับ 7.5% จาก 7.6% ในเดือนมิถุนายน
ยุโรป: เยอรมนี - ผลการสำรวจโดยบริษัทวิจัย GfK แสดงให้เห็นว่า ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเยอรมนีพุ่งทำสถิติสูงสุดในรอบเกือบ 6 ปี โดยมีปัจจัยหนุนจากแนวโน้มการจ้างงานที่สดใสและอัตราเงินเฟ้อระดับปานกลาง และสะท้อนว่าการอุปโภคบริโภคของภาคเอกชนยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคคาดการณ์เดือนสิงหาคมแตะที่ 7.0 เพิ่มขึ้นจาก 6.8 ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 7 และพุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2550 และสูงกว่าตัวเลขที่นักเศรษฐศาสตร์โดย Consensus forecast ไว้ที่ระดับ 6.9 - อัตราเงินเฟ้อเดือนกรกฎาคมขยายตัวในอัตรา 1.7% (y-o-y) เร็วกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ หลังจากที่เพิ่มขึ้น 1.8% ในเดือนมิถุนายน โดยราคาอาหารปรับตัวสูงขึ้นอีกในเดือนกรกฎาคม โดยเพิ่มขึ้น 5.7% จาก 5.4% ในเดือนมิถุนายน และเมื่อเทียบรายเดือน อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.5% (m-o-m) ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.3% จากระดับ 0.1% ในเดือนมิถุนายน - ดอยช์แบงก์ เอจี ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคยุโรปของเยอรมนี รายงานผลกำไรในไตรมาส 2 ร่วงลงถึง 49% หลังจากที่ธนาคารได้สำรองเงินจำนวน 600 ล้านยูโร เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายด้านกฎหมายโดยรายได้สุทธิในช่วง 3 เดือนจนถึงเดือนมิถุนายน ลดลงแตะที่ระดับ 334 ล้านยูโร จาก 656 ล้านยูโรในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
กรีซ - กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้อนุมัติเงินกู้งวดใหม่วงเงิน 2.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯให้กับกรีซ หลังจากที่ไอเอ็มเอฟได้เสร็จสิ้นการทบทวนภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของกรีซแล้ว โดยคณะกรรมการบริหารของไอเอ็มเอฟได้เสร็จสิ้นการทบทวนผลการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจครั้งที่ 4 ของกรีซภายใต้โครงการวงเงินกองทุนส่วนขยายเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งผลการทบทวนดังกล่าวทำให้ไอเอ็มเอฟตัดสินใจอนุมัติเงินกู้เบิกจ่ายงวดใหม่ วงเงิน 2.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯให้กับกรีซ สำหรับความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา กลุ่มเจ้าหนี้ระหว่างประเทศมีมติอนุมัติเงินช่วยเหลือวงเงินทั้งสิ้น 6.8 พันล้านยูโร (8.7 พันล้านดอลลาร์) ให้กับกรีซ ซึ่งจะช่วยให้กรีซรอดพ้นจากปัญหาภาระการชำระหนี้ที่จะครบกำหนดในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ทั้งนี้ แม้ว่ากลุ่มทรอยก้า ซึ่งประกอบด้วยคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี), ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ตกลงที่จะจัดสรรเงินกู้จำนวนดังกล่าวแก่กรีซ แต่ก็เตือนว่าแผนการปฏิรูปของกรีซยังมีความคืบหน้าที่ล้าช้าเกินไป ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจของกรีซยังมีความไม่แน่นอน
เอเชีย : จีน - ธนาคารกลางจีนได้อัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ตลาดเงินผ่านการซื้อพันธบัตรรัฐบาลในตลาดรอง (open market operation) เมื่อวันอังคารที่ 30 กรกฎาคม ซึ่งช่วยคลายความวิตกเกี่ยวกับภาวะสภาพคล่องตึงตัวก่อนสิ้นเดือน หลังจากที่ภาวะสภาพคล่องตึงตัวอย่างรุนแรงในเดือนมิถุนายน ทำให้นักลงทุนอยู่ในภาวะตื่นตระหนก ทั้งนี้การอัดฉีดเม็ดเงิน 1.7 หมื่นล้านหยวน (2.77 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ผ่านทางธุรกรรมการซื้อพันธบัตรโดยมีสัญญาขายคืน (reverse repos) ระยะ 7 วันเมื่อวันอังคาร นับเป็นครั้งแรกที่ธนาคารกลางเข้าดำเนินการในตลาดนับตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน และเป็นครั้งแรกที่ธนาคารกลางอัดฉีดเม็ดเงิน แทนการดูดซับเม็ดเงิน นับตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ นักวิเคราะห์และนักลงทุนในตลาดใกล้เคียงได้จับตาตลาดเงินอินเตอร์แบงก์ของจีนอย่างใกล้ชิด หลังจากธนาคารกลางจีนปล่อยให้เกิดภาวะสินเชื่อตึงตัวในปลายเดือนที่แล้ว เพื่อเป็นการเตือนสถาบันการเงินให้ระวังพฤติกรรมการปล่อยกู้ที่มีความเสี่ยง โดยอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในจีนพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ใกล้ถึงช่วงสิ้นเดือนกรกฎาคมซึ่งบริษัทและธนาคารของจีนได้กักตุนเงินสดเพื่อจ่ายเงินปันผล และเพื่อตกแต่งงบดุลบัญชี
ญี่ปุ่น - ผลผลิตอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นเดือนมิถุนายนลดลงมากที่สุดนับจากเดือนมีนาคม 2554 ซึ่งญี่ปุ่นถูกกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ โดยการลดลงในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาเป็นผลจากการที่ผู้ผลิตรถยนต์ลดการผลิตเป็นเดือนที่สองหลังจากที่เพิ่มการผลิตในเดือนเมษายน โดยกระทรวงการค้าของญี่ปุ่นรายงานว่าการผลิตของภาคอุตสาหกรรมในเดือนมิถุนายนลดลง 3.3% จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นการลดลงมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจของ Bloomberg คาดการณ์ว่าจะลดลง 1.5% ทั้งนี้เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนการผลิตลดลง 4.8%
อินเดีย - ธนาคารกลางอินเดียแถลงว่าการทำให้ค่าเงินรูปีของอินเดียมีเสถียรภาพเป็นเป้าหมายสำคัญที่สุดในขณะนี้ในการดำเนินนโยบายการเงิน และชี้ว่ายังมีมาตรการที่ต้องดำเนินการอีกมากที่จะต้องดำเนินการเพื่อลดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศ โดยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาค่าเงินรูปีอ่อนลงไปแล้วประมาณ 10% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯเนื่องจากอินเดียขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงอย่างต่อเนื่องซึ่งทำให้ความเชื่อมั่นในค่าเงินรูปีของอินเดียลดลง โดยเฉพาะในภาวะที่มีเงินทุนไหลออกจากการที่นักลงทุนคาดการณ์เกี่ยวกับการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯจะลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ไทย - สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม รายงานว่าดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนมิถุนายน หดตัวลดลง 3.5% (y-o-y) จากที่หดตัว 7.8% ในเดือนพฤษภาคม อันเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว โดยอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มีการปรับตัวลดลง 15.5% โดยเฉพาะ HARD DISK DRIVE ที่ลดลง 17.6% ด้านอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 64.09% ลดลงจากระดับ 65.81 ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม(MPI) โดยไตรมาสที่ 2 หดตัวลง -5.2 ขณะที่ภาพรวมในช่วง 6 เดือนแรก MPI อยู่ที่ระดับ 175.71 ลดลง 1.1% พร้อมทั้งได้ปรับประมาณการผลิตของภาคอุตสาหกรรมปี 2556 ว่า การขยายตัวของ GDP อุตสาหกรรมขยายตัว 3.0% — 4.0% ส่วน MPI จะขยายตัว 0.5% — 1.0% - สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) คาดว่า ดัชนีราคาสินค้าเกษตรในเดือนกรกฎาคม56 จะใกล้เคียงกับเดือนมิถุนายน 56 เมื่อเทียบกับปีที่แล้วในเดือนเดียวกัน (ก.ค.55) ดัชนีผลผลิตจะสูงขึ้นเล็กน้อย แต่จะลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเดือนมิถนายน 56 โดยสินค้าสำคัญที่ออกสู่ตลาดมากในเดือนกรกฎาคม 56 ได้แก่ ลำไย เงาะ และ ลองกอง ขณะที่ดัชนีราคาสินค้าเกษตรเดือนมิถุนายน 56 เพิ่มขึ้น 2.9% (y-o-y) ทั่งนี้ ในภาพรวมพบว่า สินค้าเกษตรที่มีราคาปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ ทุเรียน เงาะ สุกร ไก่เนื้อและไข่ไก่ สำหรับ ทุเรียน ราคาสูงขึ้นเนื่องจากความต้องการส่งออกมีมาก และเงาะราคาสูงขึ้น เนื่องจากผลผลิตมีคุณภาพดีกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ส่วนสุกร ไก่เนื้อและไข่ไก่ราคาสูงขึ้น เนื่องจากต้นทุนการผลิตสูงขึ้น (Cost Push)อย่างไรก็ตาม สินค้าที่มีราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ลองกองและมังคุด
Money Market - บาท/ดอลลาร์ เมื่อวันอังคาร ( 30 ก.ค) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินเอเซียส่วนใหญ่รวมทั้งเงินบาทในช่วงเช้าวันนี้ตามภาวะที่วันนี้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งขึ้นเทียบกับเงินสกุลหลักอื่นๆเช่นเยนและยูโรก่อนการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯสองวันซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับแผนการลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น - เยน/ดอลลาร์ เมื่อวันอังคาร ( 30 ก.ค) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินเยนในช่วงเช้าวันนี้ก่อนการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯในวันนี้และวันพรุ่งนี้ โดยนักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯจะย้ำแผนในการที่จะลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหากดัชนีเศรษฐกิจชี้แนวโน้มการปรับตัวไปในทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันการที่ดัชนีตลาดหุ้นเอเซียส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นในวันนี้ก็ส่งผลให้ความต้องการถือเงินเยนซึ่งเป็นสกุลเงินความเสี่ยงต่ำมีน้อยลง นอกจากนี้การที่ตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นเดือนมิถุนายนลดลงมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ก็ทำให้นักลงทุนบางส่วนคาดการณ์มากขึ้นถึงการที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะเพิ่มมาตรการทางการเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจ - ยูโร/ดอลลาร์ เมื่อวันอังคาร (30 ก.ค) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับค่าเงินยูโรในช่วงเช้าวันนี้ก่อนการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯซึ่งนักลงทุนคาดการณ์ว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับแผนในการลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งนี้ในช่วงบ่ายของตลาดเอเซียค่าเงินยูโรได้ปรับตัวแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างไรก็ดีในภาวะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯมีแนวโน้มจะลดมาตรทางการเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจก่อนธนาคารกลางญี่ปุ่นและธนาคารกลางยุโรปทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯยังมีแนวโน้มแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักทั้งเยนและยูโรในช่วงนี้
Capital Market - ตลาดสหรัฐฯ เมื่อวันอังคาร ( 30 ก.ค..) ดัชนีคาวโจนส์ปิดลบ 0.01% ในวันนี้ โดยนักลงทุนระมัดระวังการซื้อขายก่อนธนาคารกลางสหรัฐฯออกแถลงการณ์หลังสิ้นสุดการประชุมนโยบาย 2 วันในวันพุธนี้ - ตลาดหุ้นเอเชีย เมื่อวันอังคาร ( 30 ก.ค.) ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดเพิ่มขึ้น 1.53% ในวันนี้จากการที่ค่าเงินเยนปรับตัวอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯซึ่งส่งผลบวกต่อภาคการส่งออกของญี่ปุ่น อย่างไรก็ดีวันนี้กระทรวงการค้าของญี่ปุ่นรายงานว่าการผลิตของภาคอุตสาหกรรมในเดือนมิถุนายนลดลง 3.3% จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นการลดลงมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจของ Bloomberg คาดการณ์ว่าจะลดลง 1.5% โดยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนการผลิตลดลง 4.8% สำหรับดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตวันนี้ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 0.70% จากการที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินในประเทศลดลงหลังธนาคารกลางจีนได้อัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ตลาดเงินผ่านการซื้อพันธบัตรรัฐบาลในตลาดรอง ซึ่งช่วยคลายความวิตกเกี่ยวกับภาวะสภาพคล่องตึงตัวก่อนสิ้นเดือน - ตลาดหุ้นไทย เมื่อวันอังคาร (30 ก.ค.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วงเช้า โดยนักลงทุนรอดูการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ อีกทั้งยังกังวลเรื่องปัจจัยการเมืองในประเทศ ทั้งนี้ในช่วงบ่ายดัชนีฯปรับตัวลดลงมากนำโดยหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ส่งผลให้ปิดตลาดวันนี้ SET INDEX ลดลง 18.84 จุด
โดย สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 31 กรกฎาคม 2556
|
Comments