|
สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย
|
|
|
|
|
Wednesday, 14 August 2013 09:38 |
|
Snapshot
สหรัฐอเมริกา - ยอดค้าปลีกในเดือนกรกฎาคมปรับตัวขึ้น 0.2% จากที่เพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนมิถุนายน และต่ำกว่านักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ที่ 0.3% สะท้อนว่าผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ท่ามกลางการว่างงานที่ยังอยู่ในระดับสูง ค่าแรงที่ทรงตัว และภาษีที่สูงขึ้น โดยยอดขายสินค้า 9 ใน 13 หมวดหลักปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือนที่แล้ว นำโดยเสื้อผ้าที่เพิ่มขึ้น 0.9% และยอดขายที่ร้านค้าปลีกสินค้าทั่วไปเพิ่มขึ้น 0.4% ด้านยอดขายรถยนต์ลดลง 1% ในเดือนกรกฎาคม ทั้งนี้ ยอดค้าปลีกที่ชะลอตัวเป็นผลมาจากยอดขายรถ เฟอร์นิเจอร์ และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ลดลง โดยหากไม่รวมรถยนต์เพิ่มขึ้น 0.5% จากเดือนก่อนหน้าที่เพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนมิถุนายน - สหพันธ์ธุรกิจอิสระแห่งชาติของสหรัฐ (NFIB) รายงานว่า ดัชนีมุมมองเชิงบวกของธุรกิจขนาดเล็กในเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้น 0.6 จุด สู่ระดับ 94.1 ซึ่งใกล้เคียงกับระดับ 94.4 ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบหนึ่งปี เนื่องจากเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กมีมุมมองที่ดีขึ้นต่อยอดขายในอนาคต โดยดัชนีปรับตัวผันผวนระหว่าง 86.5 - 94.5 นับตั้งแต่ที่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยสิ้นสุดลงในเดือนมิถุนายน2552 ทั้งนี้ องค์ประกอบของดัชนี 6 ใน 10 รายการ ปรับตัวดีขึ้นในเดือนที่แล้ว โดยเฉพาะสัดส่วนของเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กที่คาดการณ์ว่ายอดขายจะเพิ่มขึ้นนั้น ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 7% และอัตราส่วนของเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กที่วางแผนว่าจะเพิ่มการจ้างงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 9% - สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจในเดือนมิถุนายนทรงตัวอยู่ที่ 1.66 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากที่ลดลง 0.1% ในเดือนพฤษภาคม ขณะที่เมื่อเทียบรายปี สต็อกสินค้าคงคลังเพิ่มขึ้น 3.5% (y-o-y) โดยสต็อกสินค้าคงคลังของธุรกิจการผลิต และธุรกิจค้าปลีก เพิ่มขึ้นเท่ากันที่ 0.1% ขณะที่สต็อกสินค้าคงคลังในระดับค้าส่งปรับตัวลง 0.2% ซึ่งลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 สำหรับยอดขายของภาคธุรกิจ ซึ่งรวมทั้งผู้ผลิต ผู้ค้าปลีก และผู้ค้าส่ง เพิ่มขึ้น 0.2% สู่ระดับ 1.29 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากที่เพิ่มขึ้น 1.1% ในเดือนพฤษภาคม ขณะที่สัดส่วนสต็อกสินค้าคงคลังต่อยอดขาย ซึ่งเป็นมาตรวัดระยะเวลาที่สินค้าถูกระบายออกจากสต็อก อยู่ที่ 1.29 ซึ่งเท่ากับเดือนก่อนหน้า แต่ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 1.30 ในปีที่แล้ว - ราคาสินค้านำเข้าในเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้น 0.2% จากที่ลดลง 0.4% ในเดือนมิถุนายน (เป็นตัวเลขที่ถูกปรับทบทวนจากที่ลดลง 0.2%) ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน เนื่องจากต้นทุนน้ำมันพุ่งสูงขึ้น แต่ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.8% โดยการเพิ่มขึ้นส่วนใหญมาจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นสูงถึง 3.2% โดยหากไม่รวมน้ำมัน ราคาสินค้านำเข้าลดลง 0.4% จากเดือนมิถุนายน ซึ่งบ่งชี้ว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในสหรัฐยังคงอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้ ขณะที่ราคาส่งออกลดลง 0.1% จากเดือนก่อนหน้า ทั้งนี้ หากเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว ราคานำเข้าเพิ่มขึ้น 1% (y-o-y)
ยุโรป: สหภาพยุโรป - สำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรปหรือยูโรสแตทรายงานว่าผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของยูโรโซนขยายตัว 0.7% (m-o-m) ในเดือนมิถุนายนซึ่งเป็นการขยายตัวต่ำกว่าคาดการณ์เล็กน้อย ขณะที่กลุ่มประเทศที่ใช้สกุลเงินยูโรยังคงพยายามผลักดันให้เศรษฐกิจในภูมิภาคหลุดพ้นจากภาวะถดถอย โดยผลผลิตอุตสาหกรรมในเดือนมิถุนายนขยายตัว 0.3% (y-o-y) ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นครั้งแรกในรอบ 20 เดือน - ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) บ่งชี้ว่า ธนาคารพาณิชย์ในยุโรปได้ปิดสาขาของธนาคารลงมากถึง 5,500 แห่งในปี 2555 หรือ 2.5% จากจำนวนสาขาที่เปิดดำเนินงานทั้งหมด ส่งผลให้ตัวเลขการปิดสาขาเพิ่มขึ้นเป็น 20,000 แห่งนับตั้งแต่เริ่มเข้าสู่วิกฤตการเงินในปี 2551 อย่างไรก็ดี สถิติการปิดสาขาดังกล่าวยังต่ำกว่าจำนวน 7,200 แห่งที่ปิดไปในปี 2554
เยอรมนี - ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจยุโรป หรือ ZEW รายงานว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของนักลงทุนในเยอรมนีที่มีต่อสภาพเศรษฐกิจของประเทศในเดือนสิงหาคมปรับตัวขึ้นแตะ 42.0 จาก 36.3 ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจของเยอรมนีมีความคืบหน้าด้านการฟื้นตัว โดยมุมมองที่เป็นบวกทางเศรษฐกิจได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ภายในประเทศ สำหรับดัชนีภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันในเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 18.3 จาก 10.6 ในเดือนกรกฎาคม - รัฐบาลเยอรมนีประกาศเตรียมจำหน่ายพันธบัตรรัฐบาลมูลค่า 216.5 พันล้านยูโรในปี 2557 ลดลงจากปี 2556 ซึ่งอยู่ที่ 240 พันล้านยูโร เนื่องจากรัฐบาลคาดว่าจะสามารถจัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น - สำนักงานสถิติแห่งชาติของเยอรมนี เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สำคัญของเยอรมนีในเดือนกรกฎาคมขยายตัว 1.9% (y-o-y) เมื่อเทียบรายปี จากอัตรา 1.8% ในเดือนมิถุนายน โดยเป็นการปรับตัวขึ้นเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน และแตะระดับสูงสุดนับแต่ปลายปี 2555 และถ้าหากเทียบรายเดือน ดัชนี CPI ของเยอรมนีในเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้น 0.5% (m-o-m) หลังจากขยับขึ้น 0.1% ในเดือนก่อนหน้า
ฝรั่งเศส - กระทรวงงบประมาณฝรั่งเศส รายงานว่า ฝรั่งเศสมียอดขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นแตะ 5.93 หมื่นล้านยูโร ณ สิ้นเดือนมิถุนายน เพิ่มขึ้น 4.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยยอดการใช้จ่ายของภาครัฐบาลพุ่งขึ้น 5.9% สู่ระดับ 1.962 แสนล้านยูโรในช่วงดังกล่าว อันเนื่องมาจากการที่ฝรั่งเศสเสนอความช่วยเหลือทางการเงินจำนวน 4.9 พันล้านยูโรแก่ธนาคารเพื่อการลงทุนของยุโรปและกองทุนกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป (ESM) อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายของรัฐบาลยังคงสอดคล้องกับร่างงบประมาณปี 2556 ซึ่งรัฐบาลได้ตั้งเป้าที่จะลดยอดขาดดุลลงสู่ระดับ 6.23 หมื่นล้านยูโร จาก 8.72 หมื่นล้านยูโรในปีที่แล้ว
อังกฤษ - สำนักงานสถิติแห่งชาติของอังกฤษ (ONS) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) หรืออัตราเงินเฟ้อในเดือนกรกฎาคมลดลงแตะ 2.8% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งชะลอลงจากอัตรา 2.9% ในเดือนมิถุนายน ทั้งนี้ เศรษฐกิจของประเทศอยู่ในช่วงเริ่มฟื้นตัวหลังจากอยู่ในภาวะชะงักงันมาหลายปี สำหรับดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของอังกฤษในเดือนกรกฎาคมซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อในระดับค้าส่ง ขยายตัว 2.1% เมื่อเทียบรายปี จากอัตรา 2.0% ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งส่งสัญญาณถึงแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต - สถาบันผู้สำรวจที่ได้รับอนุญาตของอังกฤษ (RICS) เปิดเผยว่าผลสำรวจที่ระบุว่าราคาบ้านในอังกฤษพุ่งขึ้นมากที่สุดในรอบกว่า 6 ปีในเดือนกรกฎาคม โดยมีแรงหนุนจากความต้องการบ้านที่แข็งแกร่งที่สุดนับแต่ปี 2552 ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่า ดัชนีราคาเดือนกรกฎาคมทะยานขึ้นสู่ระดับ +36 จาก +21 ในเดือนมิถุนายน และเป็นระดับสูงสุดนับแต่เดือนพฤษภาคม 2549 - สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ รายงานว่ายอดส่งออกของอังกฤษเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในไตรมาส 2 ของปีนี้ โดยได้ปัจจัยหนุนจากดีมานด์นอกกลุ่มสหภาพยุโรป นับเป็นอีกสัญญาณของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยยอดส่งออกเพิ่มขึ้น 4.9% แตะ 7.84 หมื่นล้านปอนด์ หรือ 1.22 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนยอดขาดดุลการค้าลดลงมาอยู่ที่ 2.49 หมื่นล้านปอนด์ จากระดับ 2.65 หมื่นล้านปอนด์ ส่วนยอดขาดดุลสินค้าและบริการลดลงมาอยู่ที่ 5.9 พันล้านเทียบรายไตรมาส จากระดับ 6.1 พันล้านปอนด์ ซึ่งถือเป็นสถิติที่น้อยที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2554 - ธนาคารกลางอังกฤษปรับแผนนโยบายทางการเงินโดยจะยังคงนโยบายเข้าซื้อสินทรัพย์แต่กำหนดเป้าหมายไว้เป็นมาตรวัดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ ได้แก่ 1. อัตราเงินเฟ้อต้องอยู่เหนือระดับเป้าหมาย 2.คงเป้าหมายเงินเฟ้อในระยะกลาง และ 3. เพิ่มความมั่นคงทางการเงิน นอกจากนี้ ยังปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปีนี้เป็น 1.5% และ 2.7% ในปีหน้า แต่จะยังไม่เปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากระดับปัจจุบันที่ 0.5% จนกว่าอัตราว่างงานจะลดลงสู่เป้าหมายที่ 7%
เอเชีย : ญี่ปุ่น - สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ยอดสั่งซื้อเครื่องจักรพื้นฐานของญี่ปุ่นลดลง 2.7% ในเดือนมิถุนายนจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นสัญญาณที่แสดงว่า นโยบายกระตุ้นเงินเฟ้อของรัฐบาลยังไม่สามารถส่งเสริมให้ภาคเอกชนเพิ่มการใช้จ่ายด้านทุน ก่อนหน้านี้นักเศรษฐศาสตร์คาดว่า ยอดสั่งซื้อเครื่องจักรพื้นฐานจะลดลง 7.2% หลังจากที่ยอดสั่งซื้อในเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 10.5% - หนังสือพิมพ์นิกเกอิรายงานว่านายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะกำลังพิจารณาการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยถือเป็นแนวทางหนึ่งในการชดเชยแรงกดดันที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นจะได้รับจากแผนการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หนังสือพิมพ์นิกเกอิระบุว่า นายอาเบะได้สั่งให้มีการศึกษาเรื่องการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเพื่อลดภาระของบริษัทญี่ปุ่น และในการดึงดูดเงินลงทุนของต่างชาติ โดยขณะนี้อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของญี่ปุ่นอยู่ที่ 38.01 % การปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลอาจจะช่วยกระตุ้นงบลงทุนด้านทุน ซึ่งเป็นส่วนที่ฟื้นตัวขึ้นอย่างเชื่องช้ากว่าส่วนอื่นๆของเศรษฐกิจญี่ปุ่นในช่วงที่ผ่านมา - รายงานการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ในเดือนกรกฎาคมที่มีการเปิดเผยเมื่อวันอังคารที่ 13 สิงหาคมบ่งชี้ว่า กรรมการบีโอเจส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่า เศรษฐกิจภายในประเทศกำลังเริ่มที่จะฟื้นตัว แต่มีการเตือนเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของการขยายตัวทางเศรษฐกิจในต่างประเทศ และแนวโน้มการใช้จ่ายทุนภายในประเทศ กรรมการบางรายระบุถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าคาดในต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนและประเทศตลาดเกิดใหม่ ทั้งนี้ในการประชุมวันที่ 10-11 กรกฎาคมบีโอเจได้ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจ โดยระบุว่าเศรษฐกิจกำลังเริ่มที่จะฟื้นตัว โดยบ่งชี้ถึงมุมมองที่ดีที่สุดในรอบ 2 ปีครึ่ง
ไทย - ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) มีมติให้ปรับเพิ่มอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันดีเซล 0.40 บาท/ลิตร จากเดิมจัดเก็บเข้ากองทุนฯ 0.90 บาท/ลิตร เป็น 1.30 บาท/ลิตร ซึ่งยังคงทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลอยู่ที่ไม่เกิน 30 บาท/ลิตร ส่วนน้ำมันประเภทอื่นๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยหลังจากมีการปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ครั้งนี้จะทำให้กองทุนน้ำมันฯ มีรายรับเพิ่มขึ้นจากเดิมมีรายรับประมาณ 55 ล้านบาท/วัน เป็นรายรับประมาณ 77 ล้านบาท/วัน โดยขณะนี้กองทุนน้ำมันฯ ยังคงมีฐานะเป็นบวกต่อเนื่อง ณ วันที่ 12 สิงหาคม 2556 กองทุนน้ำมันฯ มีฐานะสุทธิเป็นบวก 6,577 ล้านบาท - กรมการค้าต่างประเทศ ในฐานะคณะทำงานดำเนินการระบายข้าว ได้ออกประกาศเปิดประมูลข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลที่ได้จากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีปี 54/55 และโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 55 รวมปริมาณ 201,000 ตัน แบบยกคลัง แบ่งเป็นการเปิดประมูลข้าวขาว 5% จากทั้ง 2 โครงการรวม 101,000 ตัน และข้าวหอมจังหวัด ข้าวเหนียว 10% จากทั้ง 2 โครงการรวม 100,000 ตัน เพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออก โดยเปิดให้ผู้สนใจเข้าร่วมยื่นซองประกวดราคาได้ในวันที่ 19 สิงหาคมนี้
Money Market - บาท/ดอลลาร์ เมื่อวันอังคาร (13 ส.ค.) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินเอเซียส่วนใหญ่รวมทั้งเงินบาทในช่วงเช้าวันนี้ โดยวันนี้นักลงทุนขายเยนออกมาและซื้อดอลลาร์สหรัฐฯมากขึ้นหลังตัวเลขเศรษฐกิจญี่ปุ่นล่าสุดที่ออกมาทำให้นักลงทุนลดความมั่นใจเกี่ยวกับแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่น ซึ่งแรงซื้อดอลลาร์สหรัฐฯที่มากขึ้นดังกล่าวส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินส่วนใหญ่ในเอเซียด้วย - เยน/ดอลลาร์ เมื่อวันอังคาร (13 ส.ค.) ค่าเงินเยนอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ต่อเนื่องจากเมื่อวันจันทร์ โดยหลังจากเมื่อวานนี้ได้รับปัจจัยลบจากรายงานตัวเลขจีดีพีไตรมาสก่อนขยายตัวในอัตราที่ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ ในวันนี้ค่าเงินเยนได้รับปัจจัยลบจากการที่รัฐบาลญี่ปุ่นรายงานว่ายอดสั่งซื้อเครื่องจักรพื้นฐานของญี่ปุ่นในเดือนมิถุนายนลดลง 2.7% จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งแม้จะลดลงน้อยกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ แต่ก็ทำให้นักวิเคราะห์ยังไม่มั่นใจต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่น โดยวันนี้มีรายงานข่าวว่ารัฐบาลญี่ปุ่นกำลังพิจารณาปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเพื่อชดเชยกับแรงกดดันที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นจะได้รับจากแผนการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม - ยูโร/ดอลลาร์ เมื่อวันอังคาร (13 ส.ค.) ค่าเงินยูโรแข็งขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ โดยวันนี้รายงานดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนเยอรมนีเดือนสิงหาคมจากการจัดทำของ ZEW Center เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 42 จาก 36.3 ในเดือนกรกฎาคม และสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจของ Bloomberg คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 39.9 อย่างไรก็ดีค่าเงินยูโรอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงตลาดสหรัฐฯ
Capital Market - ตลาดสหรัฐฯ เมื่อวันอังคาร (13 ส.ค.) ตลาดหุ้นสหรัฐปิดปรับตัวขึ้นในวันอังคารหลังการเปิดเผยยอดค้าปลีกที่แข็งแกร่ง ขณะที่หุ้นแอปเปิลหนุนดัชนี Nasdaq หลังนายคาร์ล อิคาห์น นักลงทุนมหาเศรษฐีเปิดเผยสถานะลงทุนระยะยาวในหุ้นแอปเปิล ทั้งนี้ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวก 0.2% สู่ระดับ 15,451.01, ดัชนี S&P 500 ปิดเพิ่มขึ้น 0.28% และดัชนี Nasdaq ปิดปรับตัวขึ้น 0.39% - ตลาดหุ้นเอเชีย เมื่อวันอังคาร (13 ส.ค.) ดัชนีนิกเกอิเพิ่มขึ้นในช่วงเช้าวันนี้จากการที่ค่าเงินเยนอ่อนลง รวมทั้งรายงานที่ว่านายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นกำลังพิจารณาลดภาษีนิติบุคคล ขณะที่สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นรายงานว่ายอดสั่งซื้อเครื่องจักรพื้นฐานของญี่ปุ่นในเดือนมิถุนายนลดลง 2.7% จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นการลดลงน้อยกว่าการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ที่คาดว่าจะลดลง 7.2% หลังจากในเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 10.5% โดยปิดตลาดวันนี้ดัชนีนิกเกอิเพิ่มขึ้น 2.57% สำหรับตลาดหุ้นจีนช่วงเช้าวันนี้หุ้นในกลุ่มการเงินและอุตสาหกรรมมีราคาสูงขึ้น ขณะที่กลุ่มเวชชภัณฑ์และเทคโนโลยีมีราคาลดลง โดยปิดตลาดวันนี้ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเพิ่มขึ้น 0.23% ส่วนดัชนีฮั่งเส็งวันนี้ปิดตลาดสูงขึ้น 1.21% - ตลาดหุ้นไทย เมื่อวันอังคาร (13 ส.ค.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงเช้าวันนี้จากการที่นักลงทุนเริ่มคลายความกังวลเกี่ยวกับการเมืองในประเทศ โดยมีแรงซื้อมากในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และพลังงาน โดยในช่วงบ่ายดัชนีฯยังเคลื่อนไหวในแดนบวก ส่งผลให้ปิดตลาดวันนี้ SET INDEX เพิ่มขึ้น 26.83 จุด
โดย สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 14 สิงหาคม 2556
|
Comments