| สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย |
|
|
|
| Thursday, 19 December 2013 10:16 | |||
|
Snapshot
สหรัฐอเมริกา - คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ลงมติด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 1 เสียง เห็นพ้องให้ปรับลดวงเงินในการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และหลักทรัพย์ที่ได้รับการค้ำประกันจากสัญญาจำนอง (MBS) ตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) โดยปรับลดลง 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สู่ระดับ 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน จากเดิมที่ระดับ 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากสภาวะตลาดแรงงานมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ทั้งนี้ Fed ระบุว่าจะเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐในวงเงิน 4.0 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และซื้อ MBS ในวงเงิน 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน ลดลงจากเดิมที่ซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐในวงเงิน 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และซื้อ MBS ในวงเงิน 4.0 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดย Fed ได้ปรับลดอัตราการซื้อตราสารหนี้ลงเล็กน้อย นอกจากนี้ยังแถลงว่า จะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นใกล้ระดับ 0% ต่อไปอีกระยะหนึ่ง แม้อัตราการว่างงานจะอยู่ต่ำกว่าระดับ 6.5% และส่งสัญญาณการปรับลดมาตรการ QE ต่อไป โดยระบุว่า ทางคณะกรรมการมีแนวโน้มที่จะปรับลดอัตราการซื้อตราสารหนี้อย่างค่อยเป็นค่อยไปในการประชุมครั้งต่อๆไป ถ้าหากตัวเลขเศรษฐกิจยังคง ปรับตัวดีขึ้น นอกจากนี้ Fed ยังได้ปรับลดคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อและอัตราการว่างงาน โดยคาดว่าอัตราการว่างงานจะอยู่ในช่วง 6.3-6.6% ภายในสิ้นปี 2014 จากเดิมที่คาดไว้ที่ระดับ 6.4-6.8% - วุฒิสภาสหรัฐอนุมัติร่างกฎหมายงบประมาณระยะเวลา 2 ปี โดยจะผ่อนคลายมาตรการปรับลดงบรายจ่ายโดยอัตโนมัติ ทั้งนี้ วุฒิสภาลงมติด้วยคะแนนเสียง 64 ต่อ 36 และจะส่งร่างกฎหมายดังกล่าวให้กับประธานาธิบดีบารัค โอบามาเพื่อลงนามเป็นกฏหมายต่อไป ซึ่งนับเป็นความสำเร็จของสภาคองเกรสที่ไม่สามารถตกลงเรื่องงบประมาณมาตั้งแต่ปี 2552 - ยอดการเริ่มก่อสร้างบ้านใหม่ในเดือนพฤศจิกายนพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 6 ปี ซึ่งเป็นสัญญาณความแข็งแกร่งในตลาดที่อยู่อาศัย โดยตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านพุ่งขึ้น 22.7% สู่ระดับ 1.09 ล้านยูนิต ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 1990 และเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2551 ส่วนการอนุญาตก่อสร้างร่วงลง 3.1% ในเดือนพฤศจิกายน สู่ระดับ 1.01 ล้านยูนิต
ยุโรป: เยอรมนี - สถาบันวิจัยเศรษฐกิจ Ifo ของเยอรมนี รายงานว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนีเพิ่มขึ้นแตะ 109.5 ในเดือนธันวาคม จากระดับ 109.3 ในเดือนพฤศจิกายน ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นต่อภาวะทางธุรกิจในปัจจุบันปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 111.6 ในเดือนธันวาคม จาก 112.2 ในเดือนพฤศจิกายน ส่วนดัชนีคาดการณ์แนวโน้มทางธุรกิจเพิ่มขึ้นแตะ 107.4 ในเดือนธันวาคม จาก 106.3 ในเดือนที่แล้ว ซึ่งการเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจจาก Ifo เป็นไปในทิศทางเดียวกับความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจที่ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจยุโรป หรือ ZEW ได้เปิดเผยในวันก่อน
อังกฤษ - สำนักงานสถิติแห่งชาติของอังกฤษ รายงานว่า ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานของอังกฤษลดลง 36,700 คนในเดือนพฤศจิกายน สู่ระดับ 1.27 ล้านคน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2552 และลดลงมากกว่าตัวเลขที่นักเศรษฐศาสตร์โดย Consensus forecast ไว้ว่าจะลดลง 35,000 คน ขณะที่ตัวเลขอัตราว่างงานลดลงจาก 7.7% ในรอบ 3 เดือน (พฤษภาคม-กรกฎาคม) สู่ระดับ 7.4% ในรอบ 3 เดือนที่เริ่มตั้งแต่สิงหาคมจนสิ้นสุด ณ ตุลาคม และต่ำกว่าตัวเลขที่นักเศรษฐศาสตร์โดย Consensus forecast ไว้ว่าจะอยู่ที่ 7.6% โดยมีจำนวนผู้ว่างงานทั้งสิ้น 30.09 ล้านคน - ธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) ได้เปิดเผยรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินเมื่อต้นเดือนธันวาคม ว่าผู้กำหนดนโยบายของธนาคารกลางอังกฤษมีมติเป็นเอกฉันท์ที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ร้อยละ 0.50 ซึ่งเป็นระดับเดิมและผ่อนคลายเชิงปริมาณที่ 375 แสนล้านปอนด์ ในการประชุมที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 4-5 ธันวาคม โดยคณะกรรมการนโยบายการเงินเห็นว่าอัตราเงินเฟ้อได้ปรับลงและเข้าสู่ระดับใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ร้อยละ 2 นาที จึงยังคงเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายดังกล่าวยังมีความเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
เอเชีย : จีน - กระทรวงพาณิชย์ของจีนเปิดเผยว่า จีนได้รับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) คิดเป็นมูลค่า 1.055 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง 11 เดือนแรกของปีนี้ เพิ่มขึ้น 5.5% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ทั้งนี้เฉพาะในเดือนพฤศจิกายนจีนได้รับ FDI คิดเป็นมูลค่า 8.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 2.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อน - ราคาบ้านใหม่ในเมืองสำคัญของจีนในเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนใน 69 เมืองจาก 70 เมืองที่รัฐบาลจีนสำรวจ โดยราคาบ้านในเมือง Shenzhen ซึ่งอยู่ในทางใต้ของจีนมีราคาเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบเกือบ 3 ปี โดยมาตรการของหน่วยงานท้องถิ่นที่ใช้ในการควบคุมการเก็งกำไรไม่สามารถชะลอความต้องการในตลาดได้ โดยราคาบ้านใหม่ในเมือง Shenzhen and Guangzhou สูงขึ้น 21% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน ขณะที่ราคาบ้านในเซี่ยงไฮ้เพิ่มขึ้น 18% และราคาบ้านในปักกิ่งสูงขึ้น 16% ทั้งนี้นักสถิติของสำนักงานสถิติแห่งชาติของจีนเปิดเผยว่า ราคาบ้านโดยเฉลี่ยตามเมืองใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนพฤศจิกายนเมื่อเทียบกับเดือนตุลาคม ชะลอตัวลงจากที่ขยายตัว 0.7% เมื่อเดือนตุลาคม - อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินของจีนพุ่งขึ้นในวันนี้ แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ตลาดเผชิญกับวิกฤติสินเชื่อในเดือนมิถุนายน ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรระยะ 7 วันอยู่ที่ระดับ 6.1052% ในช่วงเที่ยงวันพุธที่ 18 ธันวาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน หลังมีผู้เสนออัตราดอกเบี้ยสูงถึง 7.5000% แต่ระดับดังกล่าวยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับสูงสุดของวันที่ 20 มิถุนายนซึ่งมีผู้เสนออัตราดอกเบี้ยสูงถึง 28% ซึ่งเป็นช่วงรุนแรงที่สุดของวิกฤติสภาพคล่อง
ญี่ปุ่น - กระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยข้อมุลระบุว่า การส่งออกของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 18.4% ในเดือนพฤศจิกายนเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน โดยเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 9 ติดต่อกัน ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าเยนที่อ่อนค่าและการฟื้นตัวของอุปสงค์ทั่วโลกกำลังช่วยหนุนการส่งออก ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ก่อนหน้านี้นักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับการสำรวจโดยรอยเตอร์คาดว่าการส่งออกจะเพิ่มขึ้น 17.9% ในเดือนพฤศจิกายน หลังเพิ่มขึ้น 18.6% ในเดือนตุลาคม สำหรับการนำเข้าเพิ่มขึ้น 21.1% ในเดือนพฤศจิกายน ใกล้เคียงกับตัวเลขคาดการณ์ที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 21.4% อันเนื่องจากการมีอุปสงค์สำหรับเชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อชดเชยการสูญเสียพลังงานนิวเคลียร์นับตั้งแต่เกิดภัยพิบัติที่โรงงานนิวเคลียร์ในฟูกูชิมาในปี 2554 จากการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวส่งผลให้ญี่ปุ่นขาดดุลการค้า 1.29 ล้านล้านเยน (1.256 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ในเดือนพฤศจิกายนเมื่อเทียบกับยอดขาดดุลฯ 1.319 ล้านล้านเยนที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ และขาดดุลการค้าเป็นเดือนที่ 17 ติดต่อกัน ทั้งนี้การส่งออกไปยังจีนซึ่งเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 33.1% ในขณะที่การนำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้น 19.4% ส่งผลให้ญี่ปุ่นขาดดุลการค้าต่อจีน 5.371 แสนล้านเยน ยอดส่งออกไปยังสหรัฐฯเพิ่มขึ้น 21.2% ขณะที่ยอดนำเข้าจากสหรัฐฯเพิ่มขึ้น 34.9%
ไทย - ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2556 จะขยายตัว 3% จากเดิมคาดการณ์ที่ 3.5% โดยไตรมาส 4 ปี 2556 คาดว่าจะขยายตัว 1% เป็นผลมาจากภาคธุรกิจการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศประมาณ 2,380,000 คน ขณะที่ภาพรวมในปี 2557 จะขยายตัวได้เพียง 4.5% ปรับลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 5.1% - สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร คาดการณ์ว่า ภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2557 จะขยายตัวในระดับ 10% ตามความต้องการซื้อที่ยังมีอยู่ แม้จะต้องเผชิญกับปัจจัยลบ ทั้งปัญหาการเมือง ต้นทุนค่าก่อสร้างที่สูงขึ้น รวมถึงการเข้มงวดสินเชื่อมากขึ้น พร้อมระบุว่าจากต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งจากค่าวัสดุก่อสร้าง และต้นทุนที่ดินที่ปรับตัวสูงขึ้น จะทำให้ราคาคอนโดมิเนียมในปี 2557 มีโอกาสปรับขึ้น 10% และอสังหาริมทรัพย์ในแนวราบมีโอกาสปรับขึ้น 5%
Money Market - บาท/ดอลลาร์ เมื่อวันพุธ (18 ธ.ค.) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินบาทรวมทั้งเงินสกุลเอเซียส่วนใหญ่ในช่วงเช้าวันนี้ก่อนการแถลงการผลประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯในคืนนี้ โดยนักลงทุนจับตาความชัดเจนเกี่ยวกับเวลาที่เหมาะสมในการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯจะเริ่มลดขนาดมาตรการ QE - เยน/ดอลลาร์ เมื่อวันพุธ (18 ธ.ค.) ค่าเงินเยนอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ก่อนเสร็จสิ้นการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯในวันนี้ โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯจะเริ่มลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ทางด้านธนาคารกลางญี่ปุ่น นักวิเคราะห์คาดว่านโยบายการเงินของญี่ปุ่นจะยังคงผ่อนคลายต่อไป ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ค่าเงินเยนยังมีแนวโน้มอ่อนลง โดยวันนี้กระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยว่าการส่งออกของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 18.4% ในเดือนพฤศจิกายนเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน โดยเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 9 ติดต่อกัน ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าเยนที่อ่อนค่าและการฟื้นตัวของอุปสงค์ทั่วโลกกำลังช่วยหนุนการส่งออกของญี่ปุ่น - ยูโร/ดอลลาร์ เมื่อวันพุธ (18 ธ.ค.) ค่าเงินยูโรแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ ซึ่งสวนทางกับหลายสกุลเงินที่อ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯก่อนการแถลงผลประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯในคืนนี้ อย่างไรก็ดีค่าเงินยูโรได้อ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงตลาดสหรัฐฯ
Capital Market - ตลาดสหรัฐฯ เมื่อวันพุธ (18 ธ.ค.) ตลาดหุ้นสหรัฐปิดทะยานขึ้นในวันพุธ โดยดัชนีดาวโจนส์และ S&P 500 ปิดที่ระดับสูงเป็นประวัติการณ์หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศเริ่มลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือ QE ลง โดยจะลดการซื้อสินทรัพย์รายเดือนลง 1 หมื่นล้านดอลลาร์เหลือ 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ พร้อมทั้งระบุว่าอัตราดอกเบี้ยจะยังคงอยู่ที่ระดับต่ำต่อไปนานกว่าที่สัญญาไว้ก่อนหน้านี้ - ตลาดหุ้นเอเชีย เมื่อวันพุธ (18 ธ.ค.) ดัชนีตลาดหุ้นญี่ปุ่นสูงขึ้นในช่วงเช้าวันนี้ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่านักลงทุนต่างประเทศส่วนใหญ่ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อญี่ปุ่น โดยมองว่าค่าเงินเยนจะยังคงอ่อนลง นโยบายการเงินของญี่ปุ่นจะยังคงผ่อนคลาย และกำไรของบริษัทต่างๆจะยังคงเพิ่มขึ้น ขณะที่วันนี้กระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยข้อมุลการส่งออกของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 18.4% ในเดือนพฤศจิกายนเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน โดยเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 9 ติดต่อกัน โดยปิดตลาดวันนี้ดัขนีนิกเกอิเพิ่มขึ้น 2.02% สำหรับดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปรับตัวลดลง โดยวันนี้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินของจีนพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ตลาดเผชิญกับวิกฤติสินเชื่อในเดือนมิถุนายน ขณะที่สำนักงานสถิติแห่งชาติของจีนรายงานว่าราคาบ้านใหม่ในเมืองสำคัญของจีนในเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนใน 69 เมืองจาก 70 เมืองที่รัฐบาลจีนสำรวจ ซึ่งชี้ว่าจีนยังมีปัญหาจากการเพิ่มขึ้นมากอย่างต่อเนื่องของราคาบ้านในเมืองสำคัญ โดยปิดตลาดวันนี้ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตลดลง 0.13% - ตลาดหุ้นไทย เมื่อวันพุธ (18 ธ.ค.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวสูงขึ้นตามทิศทางตลาดหุ้นเอเซียส่วนใหญ่ก่อนการแถลงผลประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯในคืนนี้ โดยปิดตลาดวันนี้ SET INDEX เพิ่มขึ้น 12.68 จุด
โดย สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 19 ธันวาคม 2556
|






![]() | Today | 829 |
![]() | All days | 829 |
Comments