| เอเจนซี่ฯชี้ปี53อสังหาฯส่อเค้าฟองสบูแต่ยังไม่แตก |
|
|
|
| Tuesday, 16 November 2010 11:19 | |||
|
ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส กล่าวว่า ในปี 2553 นี้ คาดว่าจะมีโครงการที่อยู่อาศัยทั้งหมด ถึง 398 โครงการ รวมจำนวน 107,508 หน่วย รวมมูลค่าถึง 278,885 ล้านบาท ซึ่งนับว่าเป็นปีที่เริ่มเกิด “ ฟองสบู่ ” คือมีจำนวนอสังหาริมทรัพย์มาก แต่ยังไม่ใช่ปีที่ฟองสบู่จะแตกฉับพลันจนเกิดการเสื่อมทรุด ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ในฐานะที่เป็นศูนย์ข้อมูลเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยที่สำรวจข้อมูลโครงการอสังหาริมทรัพย์เปิดใหม่ทั้งที่อยู่อาศัยและอื่น ๆ ทุกวันและรายงานผลออกมาทุกเดือนนั้น พบว่า หากเทียบกับปี 2552 จะพบว่ามีโครงการที่อยู่อาศัยเปิดใหม่ 283 โครงการ รวม 57,604 หน่วย รวมมูลค่า 182,994 ล้านบาท การนี้แสดงให้เห็นว่า ในปี 2553 นี้จะมีจำนวนโครงการเพิ่มขึ้น 41% จำนวนหน่วยที่อยู่อาศัยเปิดใหม่เพิ่มขึ้น 87% และมูลค่าโครงการเพิ่มขึ้น 53% นี่คือสัญญาณของ “ ฟองสบู่ ” ในแง่มุมที่มีโครงการใหม่เป็นจำนวนมาก แต่ยังไม่ใช่ห้วงเวลาที่ “ ฟองสบู่ ” จะแตก ในจำนวนที่อยู่อาศัยทั้งหมด 107,508 หน่วยที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2553 ทั้งปีนั้น ดร.โสภณ ให้ข้อมูลว่า จะเป็นห้องชุดถึง 55% (59,659 หน่วย) รองลงมาคือ ทาวน์เฮาส์ 26% และบ้านเดี่ยว 14% หากแยกพิจารณาเป็นระดับราคา จะพบว่า เป็นกลุ่มบ้านราคา 1.01-2.0 ล้านบาท จำนวนสูงถึง 40% อาจกล่าวได้ว่า บ้านราคาไม่เกิน 2.0 ล้านบาทนั้น มีขายรวมกันถึง 57% ของทั้งตลาด บ้านราคาเกิน 5 ล้านบาทขึ้นไป มีเปิดตัวทั้งหมดเพียง 10% ของทั้งตลาดเท่านั้น แสดงว่า กำลังซื้อระดับราคาสูงยังแทบไม่มีเลย โดยเฉพาะบ้านและห้องชุดระดับราคา 10-20 ล้านบาท หรือ 20 ล้านบาทขึ้นไป มีจำนวนรวมกันเพียง 1,059 หน่วย แสดงให้เห็นว่า ตลาดสำหรับผู้มีรายได้สูง หรือผู้ซื้อจากต่างประเทศ มีจำกัดมาก ทั้งนี้เป็นผลจากความไม่สงบทางการเมืองภายในประเทศนั่นเอง นักลงทุนต่างชาติหันไปลงทุนในประเทศที่มีความมั่นคงทางการเมืองสูง โดยเฉพาะสิงคโปร์ ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ยังวิเคราะห์ลึกลงไปในกรณีทั้งประเภทที่อยู่อาศัยและระดับราคา พบว่า สินค้าที่มีการเปิดตัวมากที่สุดในปี 2553 คือห้องชุดราคา 1-2 ล้านบาท โดยมีจำนวนสูงถึง 24,712 หน่วย หรือประมาณ 23% ของทั้งตลาด รองลงมาเป็นทาวน์เฮาส์ในระดับราคาเดียวกันนี้ซึ่งมีรวมกันประมาณ 15% ของทั้งตลาด ดร.โสภณ ให้ความเห็นว่า หากการเติบโตของตลาดที่อยู่อาศัย ในปี 2554 ยังพุ่งแรงเช่นในปี 2553 นี้ อาจทำให้เกิดภาวะฟองสบู่แตกฉับพลันได้ในปี 2555-2556 ที่โครงการต่าง ๆ เสร็จขึ้นมาพร้อมกันเป็นจำนวนมาก จนทำให้เกิดภาวะล้นตลาด ราคาขายต่อและค่าเช่าอาจตกต่ำลง สร้างความปั่นป่วนแก่สถาบันการเงินที่อำนวยสินเชื่อในอัตราสูง ๆ ในขณะนี้ และส่งผลต่อผู้ถือหุ้นรายย่อยของสถาบันการเงิน และเศรษฐกิจไทยโดยรวม หากเกิดภาวะฟองสบู่แตกฉับพลัน สินค้าอสังหาริมทรัพย์อื่น โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยประเภทอื่น ก็อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมไปด้วย เพราะหากราคาห้องชุดตกต่ำลง ก็อาจเป็นคู่แข่งของที่อยู่อาศัยประเภทอื่นได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามหากผู้ประกอบการไม่พัฒนาโครงการจนมากเกินไป หรือสถาบันการเงินไม่อำนวยสินเชื่ออย่างประมาทโดยมีสัดส่วนเงินกู้ต่อมูลค่าที่สูงเกินจริง ปัญหาฟองสบู่แตกฉับพลัน ก็คงไม่เกิดขึ้น ประธานเอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แนะว่า รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อบ้านด้วยการ “ บังคับใช้ ” พระราชบัญญัติการดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญา ( Escrow Account) แทนที่จะเป็นแบบ “ อาสาสมัคร ” เช่นปัจจุบัน การบังคับทำ Escrow Account อาจมีต้นทุนสูงขึ้นเล็กน้อย แต่ให้ความคุ้มครองที่ดีแก่ผู้ซื้อบ้าน ซึ่งเมื่อผู้ซื้อบ้านมีความมั่นใจ ก็จะซื้อบ้านมากยิ่งขึ้น เป็นการสร้างความมั่นคงแก่ผู้ประกอบการและตลาดที่อยู่อาศัยโดยรวม ให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป
|






![]() | Today | 1633 |
![]() | All days | 1633 |
Comments