| พาณิชย์เซ็นFTAไทย-เปรูเจาะตลาดอเมริกาใต้ |
|
|
|
| Thursday, 18 November 2010 12:31 | |||
|
นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในวันนี้ได้มีการลงนามพิธีสาร เพิ่มเติมฉบับที่ 3 ภายใต้พิธีสารระหว่างไทยกับเปรู เพื่อเร่งเปิดเสรีทางการค้าสินค้าและอำนวยความสะดวกทางการค้าปี พ.ศ. 2548 กับนายคาร์ลอส โปซาดา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการค้าต่างประเทศและการท่องเที่ยว โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีของไทย ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ทำเนียบรัฐบาล คาดว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถบังคับใช้ความตกลงนี้ได้ภายในต้นปีหน้า การลงนามพิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ 3 ดังกล่าว ถือว่าเป็นความสำเร็จร่วมกันระหว่างประเทศไทยและเปรู ที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าสองฝ่ายให้เพิ่มมากขึ้น นายอลงกรณ์ กล่าวว่า การลงนามพิธีสารนี้ ทำให้พิธีสารอีก 3 ฉบับที่ได้ลงนามไปก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ช่วงปี 2548-2552 สามารถมีผลใช้บังคับด้วย โดยไทยและเปรูมีความเห็นร่วมกัน ที่จะให้ความตกลงการค้าเสรีไทย-เปรู มีผลบังคับใช้ได้ ภายในต้นปี 2554 ซึ่งจะส่งผลให้มูลค่าการค้า และการลงทุนของทั้งสองฝ่ายมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยไทยจะได้รับประโยชน์จากการที่เปรูยกเลิกภาษีสินค้าทันที รวม 3,985 รายการ หรือร้อยละ 54.2 ของรายการสินค้าทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าสูงถึงร้อยละ 77.17 ของการนำเข้าเฉลี่ยจากไทยในปี 2549-2552 (132.24 ล้านเหรียญสหรัฐ) ขณะที่ไทยจะยกเลิกภาษีทันทีให้กับการนำเข้าสินค้าจากเปรู จำนวน 3,844 รายการ หรือร้อยละ 46.3 ของรายการทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าร้อยละ 92.16 ของการนำเข้าเฉลี่ยจากเปรูในปี 2549-2552 (70.78 ล้านเหรียญสหรัฐ) ทั้งนี้ สินค้าส่งออกของไทยที่จะได้ประโยชน์ทันทีจากการลดภาษีเป็น 0 ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (ไทยส่งออกมากกว่าร้อยละ 70 ของสินค้าส่งออกไปเปรูหรือคิดเป็นมูลค่า 163 ล้านเหรียญสหรัฐ), เครื่องซักผ้า และส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์ยาง ส่วนด้านการนำเข้า เปรูเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากร และสินแร่ต่างๆ ได้แก่ สินแร่สังกะสี สินแร่ดีบุก รัตนชาติ ป่าไม้ สินค้าประมง เป็นต้น จึงเป็นโอกาสดีของผู้นำเข้าไทย ที่จะสามารถนำเข้าวัตถุดิบจากเปรูได้ในราคาถูกลง เปรูยังได้จัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีกับอีกหลายประเทศ ได้แก่ ชิลี สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก แคนาดา สิงคโปร์ และจีน และมีแผนที่จะเจรจา FTA กับเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น EFTA และออสเตรเลีย การที่เปรูได้จัดทำ FTA กับหลายประเทศ ทำให้ไทยสามารถใช้เปรูเป็นช่องทางในการขยายตลาดส่งออกไปสู่ตลาดลาตินอเมริกา และทวีปอเมริกาเหนือ โดยใช้เปรูเป็นฐานการผลิตหรือร่วมทำธุรกิจกับเปรู (Joint Venture) เพื่อส่งออกสินค้าไปยังตลาดที่ได้ทำความตกลง FTA กับเปรู ขณะที่สินค้าหรือธุรกิจที่มีศักยภาพ ได้แก่ เฟอร์นิเจอร์ เหมืองแร่ และประมง เป็นต้น นายอลงกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า พิธีสารฉบับนี้ ยังไม่รวมการเปิดตลาดสินค้าอ่อนไหวของไทย รวมทั้งสินค้าปลาป่น ซึ่งเป็นความกังวลของอุตสาหกรรมนี้ โดยรัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณจำนวน 12.8 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมปลาป่นไปแล้วตั้งแต่ปี 2551 จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการจัดทำระบบประกันคุณภาพ HACCP ของโรงงานผลิตปลาป่น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมปลาป่นไทย
|






![]() | Today | 924 |
![]() | All days | 924 |
Comments