Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Hot News กสิกรไทยชี้บาทแข็งฉุดส่งออกรูปเงินบาทหด5%
กสิกรไทยชี้บาทแข็งฉุดส่งออกรูปเงินบาทหด5% PDF Print E-mail
Friday, 19 November 2010 17:14

          บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานว่า จากสภาพเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ประกอบกับค่าเงินบาทที่ยังมีแนวโน้มแข็งค่านี้ จะส่งผลให้การส่งออกของไทยในปี 2554 มีแนวโน้มอ่อนตัวลง โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงคาดว่า การส่งออกในรูปดอลลาร์ฯ อาจมีอัตราการขยายตัวชะลอลงเหลือเป็นตัวเลขหลักเดียว อยู่ในช่วงร้อยละ 6-10 จากที่คาดว่าอาจขยายตัวเกือบร้อยละ 27 ในปี 2553แต่ถึงกระนั้น จากฐานมูลค่าการส่งออกที่มีระดับสูงอย่างมาก คาดว่าไทยน่าจะยังคงมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมูลค่าสูงกว่า 8,000 ล้านดอลลาร์ฯ (หรือกว่า 200,000 ล้านบาท) แม้ว่าเป็นระดับที่ลดลงจากปี 2553 ที่คาดว่าจะสูงกว่า 14,000 ล้านดอลลาร์ฯ ก็ตาม

อย่างไรก็ตาม เมื่อผนวกกับแนวโน้มการไหลเข้าของเงินทุน ทั้งเงินลงทุนโดยตรงและเงินลงทุนในหลักทรัพย์ น่าจะเป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้ค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่องในปีข้างหน้า โดยเครือธนาคารกสิกรไทย คาดการณ์ว่า ค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นไปสู่ระดับ 28.0 บาทต่อดอลลาร์ฯ ภายในสิ้นปี 2554 ซึ่งจากทิศทางดังกล่าวนั้น หากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ นโยบายของทางการที่มีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยน รวมทั้งปัจจัยด้านราคา ไม่เปลี่ยนจากปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า มีความเป็นไปได้ที่อัตราการเติบโตของการส่งออกในรูปเงินบาทอาจหดตัวประมาณร้อยละ 1.5-5.0 ในปี 2554 จากที่คาดว่าอาจขยายตัวประมาณร้อยละ 17 ในปี 2553 โดยเป็นผลมาจากการที่ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ฯ เฉลี่ยทั้งปีอาจแข็งค่าขึ้นประมาณร้อยละ 11-12 เป็นสำคัญ

จากทิศทางการส่งออกในรูปมูลค่าบาท ซึ่งเป็นรายรับที่แท้จริงของผู้ส่งออกไทยที่มีโอกาสหดตัวลงนี้ อาจมีนัยเชิงนโยบายสำหรับภาครัฐในการหามาตรการบรรเทาผลกระทบ หรือช่วยเหลือผู้ประกอบการส่งออกโดยเฉพาะเอสเอ็มอีให้สามารถปรับตัวต่อแนวโน้มที่จะมาถึงนี้ อาทิ การผลักดันการขยายการส่งออกในเชิงปริมาณ โดยการส่งเสริมให้ผู้ส่งออกมีขยายการส่งออกไปยังตลาดใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบทางภาษีภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA เพื่อเข้าถึงตลาดการค้าที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งการส่งออกไปยังประเทศที่มีความตกลง FTA กับไทยส่วนใหญ่ขยายตัวสูงกว่าอัตราเฉลี่ยที่ร้อยละ 29.2 (YoY) ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2553

นอกจากนี้ ตลาดใหม่ที่มีศักยภาพน่าจับตามองยังได้แก่ กลุ่มรัสเซียและ CIS และกลุ่มลาตินอเมริกา ซึ่งในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้มีการเติบโตมากกว่าร้อยละ 70 ซึ่งในกรณีลาตินอเมริกา การที่ความตกลงการค้าเสรีไทย-เปรู น่าจะมีผลบังคับใช้ได้ภายในต้นปี 2554 นั้น นับเป็นช่องทางสำหรับไทยในการขยายตลาดในลาตินอเมริกาและทวีปอเมริกาเหนือ เนื่องจากเปรูมีความตกลงเขตการค้าเสรีกับกลุ่มประเทศดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรสนับสนุนผู้ประกอบการในการสร้างมูลค่าเพิ่มหรือการยกระดับราคาสินค้าส่งออกของไทย ซึ่งในส่วนนี้อาจต้องอาศัยการปรับตัวของผู้ประกอบการในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปสู่สินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และยกระดับคุณภาพมาตรฐานให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบทางการค้าของประเทศคู่ค้า ที่มีแนวโน้มใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีในรูปแบบใหม่ๆ ที่หลากหลายขึ้น ทั้งมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม และมาตรการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและธรรมาภิบาล หรือ CSR (Corporate Social Responsibility)

นอกจากนี้ ในส่วนของผู้ส่งออกรายย่อยที่อาจไม่มีความยืดหยุ่นเพียงพอในการปรับตัวอย่างทันท่วงที ภาครัฐอาจต้องมีการใช้มาตรการบรรเทาผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท เช่น มาตรการทางภาษี การสนับสนุนสภาพคล่อง และการเข้าถึงเครื่องมือในการลดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน เป็นต้น

 

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday1039
mod_vvisit_counterAll days1039

We have: 1035 guests online
Your IP: 216.73.216.242
Mozilla 5.0, 
Today: Jul 03, 2026

8177096