Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Hot News ซีไอเอ็มบี ไทย เผยปี'53กำไร829ล้าน
ซีไอเอ็มบี ไทย เผยปี'53กำไร829ล้าน PDF Print E-mail
Friday, 21 January 2011 11:58

         นายสุภัค  ศิวะรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยผลการดำเนินงานของธนาคารและบริษัทย่อย ก่อนการตรวจสอบ สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2553 ธนาคารมีกำไรสุทธิจำนวน 829 ล้านบาท ปรับตัวสูงขึ้นถึงจำนวน 827 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2552 ที่มีผลกำไรสุทธิเพียง 2 ล้านบาท

รายได้รวมสำหรับปี 2553 จำนวน 6.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 522.8 ล้านบาท หรือร้อยละ 8 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2552 ที่มีรายได้รวม 6.3 พันล้านบาท มาจากการเพิ่มขึ้นของทั้งรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย

สำหรับรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นจำนวน 213.2 ล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ 5 เป็นผลจากการขยายสินเชื่อและค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลดลง ประกอบกับการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญลดลงในปีนี้จำนวน 367.7 ล้านบาทหรือร้อยละ 31 

ส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น  309.6 ล้านบาท หรือร้อยละ 19 เนื่องจากมีกำไรจากตราสารอนุพันธ์เพื่อค้าเพิ่มขึ้นจากการไถ่ถอนเงินฝากที่มีอนุพันธ์แฝงในไตรมาสที่ 2/2553 รวมทั้ง กำไรจากรายการพิเศษคือ การขายอาคารสำนักงานใหญ่ที่สาทร และการขายบริษัทย่อย 3 บริษัท ได้แก่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนบีที จำกัด บริษัทบีที ประกันภัย จำกัดและบริษัทบริหารสินทรัพย์สาทร จำกัด และการขายหุ้นในบริษัทเวิลด์คลาส เรนท์ อะ คาร์ จำกัด

อัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (Net Interest Margin – NIM) ปรับสูงขึ้นเป็น ร้อยละ 4.1 จากร้อยละ 3.3 ในปี 2552 สะท้อนประสิทธิภาพในการบริหารยอดเงินฝากคงค้างและต้นทุนดอกเบี้ยเงินฝาก

"ผลประกอบการปี 2553 เป็นอีกก้าวของการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย และยังเป็นการสะท้อนถึงความแข็งแกร่งที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเกิดจากการปรับโครงสร้างองค์กร และการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มซีไอเอ็มบี โดยธนาคารใช้ยุทธศาสตร์ในการปรับพอร์ตสินเชื่อและปรับโครงสร้างที่มาของรายได้ ควบคู่ไปกับการบริหารต้นทุน จนทำให้ธนาคารมีอัตราการเติบโตทั้งทางด้านสินเชื่อ และเงินฝากเป็นตัวเลขในระดับ 2 หลัก และมีผลกำไรสูงขึ้น"

ขณะเดียวกัน ด้านคุณภาพสินทรัพย์นั้น ธนาคารมีระบบการบริหารความเสี่ยงที่ดี อีกทั้งยังได้แยก good bank ออกจาก bad bank ทำให้อัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ณ สิ้นปี 2553 ปรับลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 3.1% เปรียบเทียบกับปี 2552 ที่สูงถึง 14.9% 

เงินให้สินเชื่อของกลุ่มธนาคาร ณ สิ้นปี 2553 อยู่ที่ 93.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 9  เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2552 ส่วนใหญ่มาจากการขยายตัวของสินเชื่อรายย่อยและสินเชื่อ SME ขณะที่ยอดเงินฝากและตั๋วแลกเงิน ณ สิ้นปี 2553 อยู่ที่จำนวน 109 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2552 ที่ 97 พันล้านบาท หรือร้อยละ 11 ทำให้อัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากของกลุ่มธนาคาร (รวมตั๋วแลกเงิน) อยู่ที่ร้อยละ 86.4 สำหรับเฉพาะธนาคารอัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (รวมตั๋วแลกเงิน) อยู่ที่ร้อยละ 83.3

จากการดำเนินการตามนโยบายของธนาคารในการเพิ่มคุณภาพสินทรัพย์ และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน  และการขายบริษัทบริหารสินทรัพย์ สาทร จำกัด  พร้อมกับการขายสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ให้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ สาทร จำกัด นั้น ทำให้สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ก่อนหักเงินสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ (Gross NPLs) ลดลงเหลือเพียงจำนวน 2.9 พันล้านบาท คิดเป็นเป็นอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อเงินให้สินเชื่อทั้งสิ้น (NPL ratio) ที่ร้อยละ 3.1 ลดลงจากปี 2552 ที่ร้อยละ 14.9 เนื่องจากการขายบริษัทบริหารสินทรัพย์ สาทร จำกัด ออกจากกลุ่มการเงินซีไอเอ็มบี ไทยไปกลุ่มการเงินซีไอเอ็มบีมาเลเซีย  และการขายสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ดังกล่าวเป็นการดำเนินตามยุทธศาสตร์การแยก bad bank ออกจาก good bank  ซึ่งจะช่วยทำให้การบริหารสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้และการพัฒนาสินเชื่อมีประสิทธิภาพและคล่องตัวมากขึ้น

อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อเงินให้สินเชื่อสำหรับปี 2553 อยู่ที่ร้อยละ 0.9 เทียบกับร้อยละ 1.4 ในปีก่อน สะท้อนประสิทธิภาพการบริหารหนี้ด้อยคุณภาพและคุณภาพสินเชื่อที่ดีขึ้น อัตราส่วนเงินสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ ณ สิ้นปี 2553 อยู่ที่ร้อยละ 91.4 ปรับตัวดีขึ้นมากจากปี 2552 ที่ร้อยละ 62.2 ตามนโยบายการตั้งสำรองที่เข้มงวดและเพื่อลดความผันผวนของรายได้ในกรณีเศรษฐกิจชะลอตัว

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้นจำนวน 56 ล้านบาทหรือร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับปี 2552 สาเหตุส่วนใหญ่มาจากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานและค่าใช้จ่ายการตลาดเพิ่มขึ้น อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้สำหรับปี 2553 อยู่ที่ร้อยละ 78 ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2552 ที่ร้อยละ 83 (หลังจากได้มีการจัดประเภทรายการใหม่สำหรับปี 2552 เกี่ยวกับการดำเนินงานที่ยกเลิก) สะท้อนการดำเนินการปรับโครงสร้างองค์กร ที่ทำให้ประสิทธิภาพในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น

ในไตรมาส 4 ธนาคารได้เพิ่มทุนจำนวน 3 พันล้านบาท ทำให้เงินกองทุนของธนาคาร ณ สิ้นปี 2553 มีจำนวน 17.2 พันล้านบาท อัตราส่วนเงินกองทุนรวมต่อสินทรัพย์เสี่ยงร้อยละ 14.7 โดยเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ร้อยละ 9.0  

 

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday475
mod_vvisit_counterAll days475

We have: 475 guests online
Your IP: 216.73.216.27
Mozilla 5.0, 
Today: Feb 13, 2026

8190672