| หอการค้าฯชี้ปรับขึ้นค่าแรง300บาทเอกชนเล็งย้ายฐานหนี |
|
|
|
| Wednesday, 13 June 2012 19:37 | |||
|
นายภูมินทร์ หะรินสุต รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยถึง ผลกระทบของนักธุรกิจจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท ที่ได้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 ที่ผ่านมาว่า
การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำได้ย่างเข้าสู่เดือนที่ 3 แล้ว จากการที่หอการค้าไทยได้ทำการสำรวจทัศนะของสมาชิกใน 7 จังหวัดนำร่องที่มีการปรับขึ้นค่าแรง ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต สมุทรปราการ สมุทรสาคร ปทุมธานี นครปฐม และนนทบุรี พบว่าสมาชิกส่วนใหญ่ยืนยันว่าได้รับผลกระทบ ซึ่งมีมากถึง 82.4% มีเพียง 17.6% ที่ไม่ได้รับผลกระทบ
โดยผลกระทบที่ได้รับส่วนใหญ่เป็นเรื่องค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการที่สูงขึ้น ความสามารถในการแข่งขันลดลง ยอดจำหน่ายสินค้าลดลงจากการขึ้นราคาสินค้า และค่าจ้างแรงงานสูงขึ้นแต่ประสิทธิภาพการทำงานเท่าเดิม
ทั้งนี้ จากการติดตามของหอการค้าไทยพบว่า สมาชิกใน 7 จังหวัดนำร่อง ส่วนใหญ่ 92.2% ปรับตัวได้ มีเพียง 7.8% ที่ปรับตัวไม่ได้ โดยในการปรับตัว 13.25% มีการปรับลดคนงานลงด้วยการเลิกจ้างบางส่วน อีก 50% ไม่มีการปรับลดคนงาน และอีก 36.75% มีการปรับตัวด้านอื่นๆ เช่น ไม่รับแรงงานเพิ่ม ปรับปรุงการบริหารจัดการภายในบริษัท พยายามปรับตัวเพื่อให้สามารถดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลได้ ใช้เทคโนโลยีแทนพนักงานและเพิ่มงานให้แรงงานทำงานมากขึ้น เป็นต้น
สิ่งที่น่าเป็นห่วงกรณีที่จะมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาททั่วประเทศในต้นปี 56 เชื่อว่าจะเกิดผลกระทบอย่างมากต่อธุรกิจในหลายจังหวัดที่อาจพิจารณาย้ายฐานการผลิตเพื่อการปรับตัว หรือลงทุนประเภทเครื่องจักรจำนวนมากเพื่อลดจำนวนแรงงาน ดังนั้น หากไม่มีมาตรการรองรับที่ดี รัฐบาลจะต้องมีมาตรการเพิ่มเติม คือ 1.เร่งให้มีการพัฒนาฝีมือแรงงานตามสาขาประเภทธุรกิจให้มีประสิทธิภาพและตรงตามที่ผู้ประกอบการต้องการ 2.ควรมีสถาบันการเงินเฉพาะกิจในการเพิ่มสภาพคล่องให้เข้ากับสถานประกอบการ 3.เอื้ออำนวยความสะดวกหรือลดการนำส่งประกันสังคม และ 4.เปิดโอกาสให้แรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานได้มากขึ้นและสะดวกมากขึ้นเพื่อ รองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC)
ทั้งนี้ จากเดิมหอการค้าไทยคาดว่าการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำน่าจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อประชาชน และจะกระตุ้นให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ(GDP)ในปี 55 ปรับเพิ่มขึ้นอีก 1.1-1.4% นั้น แต่จากสถานการณ์หลังการปรับค่าจ้างขั้นต่ำผ่านไป 3 เดือน ประเมินว่า GDP จะปรับเพิ่มขึ้นได้อีกเพียง 0.5-0.7% เนื่องจากแรงงานที่ได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้นไม่ได้นำเงินไปใช้จ่ายเท่าที่ควร แต่กลับมีการเก็บออมมากขึ้นจากความกังวลต่อปัญหาความมั่นคงของธุรกิจที่เกรงว่านายจ้างอาจจะปิดกิจการ หรือปรับลดจำนวนคนงานหลังจากมีต้นทุนในการดำเนินธุรกิจสูงขึ้นจากการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงาน
ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ และธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า จากการสำรวจสถานภาพธุรกิจไทยในปัจจุบันพบว่า หลังจากปรับขึ้นค่าแรงผู้ประกอบการ 47.2% ปรับตัวโดยการเพิ่มราคาสินค้า 34.2% ลดสวัสดิการ 32.1% ลดจำนวนแรงงาน 8.5% ใช้เครื่องจักร และ 7.6% จ้างแรงงานต่างด้าว ขณะที่การเยียวยาจากภาครัฐ ผู้ประกอบการ 94.5% ยังไม่ได้รับ มีเพียง 5.5% ที่ได้รับการเยียวยา ส่วนมาตรการปรับลดภาษีนิติบุคคลผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่ได้ประโยชน์ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี
|






![]() | Today | 689 |
![]() | All days | 689 |
Comments