| เหมราชฯโกยรายได้ไตรมาสแรก2,045ล้านโต22% |
|
|
|
| Wednesday, 15 May 2013 17:54 | |||
|
บริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน จำกัด (มหาชน) ประกาศผลการดำเนินงานสำหรับไตรมาส 1 ปี 2556 สรุปได้ดังนี้ กำไรสุทธิในไตรมาส 1 ปี 2556 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิทั้งสิ้น 901.7 ล้านบาท และกำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 0.093 บาทต่อหุ้น หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา และมีกำไรสุทธิก่อนรวมกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่รับรู้ในไตรมาส 1 ปี 2556 จำนวน 692.2 ล้านบาท
การเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 1 ปี 2556 มาจากการเติบโตของทุกธุรกิจ อาทิ ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม ธุรกิจสาธารณูปโภค และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า โดยการเพิ่มขึ้นของยอดขายที่ดินนิคมอุตสาหกรรมเกิดจากการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ส่งผลให้มีการรับรู้รายได้ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้จากสาธารณูปโภคและอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าก็เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ในไตรมาสที่ 1 ปี 2556 บริษัทฯมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นจริงจากโครงการเก็คโค่-วัน จำนวน 209.5 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบจากกำไรอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง 130.3 ล้านบาทจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีกำไรจำนวน 290.4 ล้านบาทจากโครงการเก็คโค่-วัน ซึ่งเกิดจากค่าปรับผู้รับเหมาเนื่องมาจากโครงการล่าช้า
นายเดวิด นาร์โดน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ว่า “บริษัทฯ มีผลประกอบการที่แข็งแกร่งทั้งด้านการเงินและผลการดำเนินงานใน 3 เดือนแรกของปี 2556 รายได้รวมจากการดำเนินงานจำนวน 2,045 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 22 กำไรจากการดำเนินงานจำนวน 754 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 37 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 กำไรสุทธิก่อนรวมกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่รับรู้ 692 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงผลประกอบการที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ในปีที่ผ่านมายังมีค่าปรับจากผู้รับเหมาของโครงการเก็คโค่-วันจำนวน 290 ล้านบาท
นอกจากนี้รายได้ของบริษัทฯสะท้อนได้จากรายได้จากการขายที่ดินนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นร้อยละ 17 รายได้จากระบบสาธารณูปโภคในนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 เช่นเดียวกับรายได้จากการเช่าโรงงานสำเร็จรูปเพิ่มขึ้นร้อยละ 53 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว
ในช่วง 3 เดือนแรก ปี 2556 บริษัทฯสามารถขายและให้เช่าที่ดินไปแล้วกว่า 421 ไร่ (168 เอเคอร์ หรือ 67 เฮกตาร์ จากสัญญาจำนวน 24 สัญญา โดยในจำนวนนี้เป็นลูกค้าใหม่จำนวน 12 ราย และจากการขยายกิจการของลูกค้ารายเดิมจำนวน 12 ราย อีกทั้งตัวเลขการลงทุนจากต่างประเทศที่มีเข้ามาอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่อง เห็นจากข้อมูลของคณะกรรมการส่งเสริมการทุนหรือบีโอไอที่มีการอนุมัติโครงการการลงทุนในช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2556 มูลค่ารวม 271,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 47 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ด้วยเหตุที่คาดว่าจะมีลูกค้าจำนวนมาก บริษัท ฯ จึงได้ปรับเป้าการขายที่ดินเพื่ออุตสาหกรรมสำหรับปี 2556 เพิ่มขึ้นเป็น 1,800ไร่ (720 เอเคอร์ หรือ 288 เฮกตาร์) ในวันที่มีการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2556
ประเทศไทยยังคงเป็นตลาดที่น่าสนใจอย่างมากสำหรับการตั้งฐานการผลิต การร่วมทุน และการเติบโตทางธุรกิจ เนื่องจากปัจจัยสนับสนุนด้านต่างๆ ทั้งต้นทุน อัตราแลกเปลี่ยน โครงสร้างพื้นฐาน และการเข้าถึงตลาด ในไตรมาส 1 ปี 2556 บริษัท มาสด้า เพาเวอร์ เทรน แมนูแฟคเนอรริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้ซื้อที่ดิน จำนวน 131 ไร่ ที่นิคมฯ อีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง) เพื่อเป็นฐานการลงทุนด้านธุรกิจยานยนต์ ที่มีมูลค่าสูงถึง 15,000 ล้านบาท นอกจากนี้ภายหลังไตรมาส1 บริษัทได้มีการทำสัญญาเช่ากับบริษัท เซี่ยงไฮ้ ออร์โตโมทีฟ อินดัสทรี คอร์ปอเรชั่น หรือเอสเอไอซี ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์จากประเทศจีน และเครือเจริญโภคภัณฑ์ จำนวน 17,280 ตารางเมตร ซึ่งสอดคล้องกับมูลค่าของตลาดยานยนต์ และคลัสเตอร์รถยนต์ที่เพิ่มสูงขึ้น เราเชื่อว่าปัจจัยเหล่านี้จะยังคงสร้างแรงหนุนให้เกิดการลงทุนในประเทศไทยต่อไปในอนาคต
สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าเก็คโค่-วัน โครงการโรงไฟฟ้าอิสระกำลังการผลิต 660 เมกกะวัตต์ โดยบริษัทถือหุ้นร้อยละ 35 และได้เปิดดำเนินการผลิตไฟฟ้าเมื่อเดือน สิงหาคม 2555 จะมีการหยุดซ่อมบำรุงตามแผนงานเป็นเวลา 2 เดือน ในไตรมาสที่ 2 ปี 2556 ดังนั้นเราคาดว่าการดำเนินการจากโครงการพลังงานในปี 2556 จะต่ำกว่าอัตราปกติ อย่างไรก็ตามโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก 126 เมกกะวัตต์ (SPP) โครงการแรกที่บริษัทร่วมมือกับกัลฟ์ เจพี ได้เริ่มดำเนินการผลิตเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2556
นโยบายการลงทุนของบริษัทฯ ยังคงให้ความสำคัญกับธุรกิจหลักอย่างต่อเนื่อง อาทิ ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม ธุรกิจสาธารณูปโภค ธุรกิจพลังงาน ธุรกิจโรงงานสำเร็จรูป โลจิสติกส์พาร์คและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ดังจะเห็นได้จากภาพรวมของรายได้และผลการดำเนินงานในภาพรวมที่เติบโตจากโอกาสทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้น บริษัทฯ ตระหนักถึงความไม่แน่นอนของสภาพเศรษฐกิจโลกที่มีความเสี่ยง ผลกระทบจากค่าเงินและการชะลอตัวของการลงทุนในภาคธุรกิจการส่งออก อย่างไรก็ตามความเสี่ยงของบริษัทจากภาระผูกพันที่เพิ่มขึ้นของการลงทุนด้านอื่นๆ สะท้อนให้เห็นถึงการคาดการณ์ที่เพิ่มขึ้นของรายได้และกำไร บริษัทฯ ยังคงกลยุทธ์ในการสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว”
|






![]() | Today | 326 |
![]() | All days | 326 |
Comments