Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Hot News ทีเอ็มบีแนะลดหนี้ภาคครัวเรือนต้องออกแรงช่วยกันหลายฝ่าย
ทีเอ็มบีแนะลดหนี้ภาคครัวเรือนต้องออกแรงช่วยกันหลายฝ่าย PDF Print E-mail
Thursday, 01 August 2013 07:39

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics มอง ปัญหาหนี้ครัวเรือน ต้องแก้ด้วยการส่งเสริมการออมทั้งระบบและใช้จ่ายให้น้อยลง  เป็นโจทย์ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินของประเทศในระยะยาว   

หนี้ครัวเรือนของไทยที่เกิดจากระบบสถาบันการเงิน เพิ่มขึ้นเร็วจนมีขนาดร้อยละ 75 ของ GDP ในไตรมาสแรกปีนี้  จากร้อยละ 57 ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2551   โดยมาจากธนาคารพาณิชย์ร้อยละ 42  สถาบันการเงินของรัฐร้อยละ 30  สหกรณ์ออมทรัพย์ร้อยละ 15 บริษัทบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลร้อยละ 10 และ อื่นๆ เช่น บริษัทประกัน โรงรับจำนำ อีกร้อยละ 3  สำหรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือนตามการปล่อยกู้ของธนาคารพาณิชย์ แบ่งหลักๆได้เป็นสินเชื่อเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ร้อยละ 46 สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ร้อยละ 29  และ สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคอื่นๆ (รวมสินเชื่อเงินสด) ร้อยละ 24  ซึ่งหากสังเกตการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเทียบกับสิ้นปี 2551 พบว่าสัดส่วนสินเชื่อด้านอสังหาริมทรัพย์ลดลงร้อยละ 8  ขณะที่สินเชื่อเช่าซื้อและบริโภคอื่นๆมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นร้อยละ 8   เห็นได้ชัดว่าการกู้เพื่อมาอุปโภคบริโภคนั้นมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ

 

สถานการณ์หนี้ที่เน้นการอุปโภคบริโภคอย่างการซื้อรถ เครดิตการ์ด  และสินเชื่อเงินสดต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  เป็นสัญญาณเตือนใจให้เราต้องกลับมาคิดใหม่ว่าควรปรับการบริหารการใช้จ่ายใหม่หรือไม่ เนื่องจากสถิติช่วงประมาณ 6 ปีที่ผ่านมา พบว่า การใช้จ่ายภาคเอกชนต่อหัวโดยประมาณว่าเป็นตัวแทนของครัวเรือนเพิ่มร้อยละ 5.4 ต่อปี

 

เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับ เงินฝากถัวเฉลี่ยต่อบัญชีที่มีวงเงินไม่เกิน 50 ล้านบาท  เพิ่มจาก 72,389 บาท เป็น  87,141 บาท ในช่วงเวลาเดียวกัน ส่วนประกันชีวิตมีจำนวนเงินเอาประกันต่อกรมธรรม์เพิ่มจาก 194,745 บาท เป็น 230,880 บาท   แสดงให้เห็นว่าการออมผ่านเงินฝากและการทำประกันชีวิต ซึ่งถือเป็นการออมขั้นพื้นฐานเพราะเข้าถึงได้ง่าย เพิ่มขึ้นในอัตราพอๆกันคือประมาณร้อยละ  3  ต่อปีเท่านั้น  ต่ำกว่าอัตราการขยายตัวของการใช้จ่าย

 

เราจึงต้องหันกลับมาใส่ใจและปรับตัวก่อนที่เหตุการณ์จะสายเกินแก้   ไม่ว่าจะเป็นการลดการบริโภคในสิ่งที่เกินตัวหรือเกินความจำเป็นโดยหันมาเก็บออมให้มากขึ้น การที่เราจะประสบความสำเร็จดังกล่าวได้ ต้องมีการร่วมกันในทุกภาคส่วน กล่าวคือ ด้านสถาบันการเงินควรนำเสนอผลิตภัณฑ์การออมที่หลากหลายแก่ผู้บริโภคให้ออมมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ขณะที่ทางการควรพิจารณาและดำเนินการออกกฎหมายสนับสนุนและสร้างแรงจูงใจให้เกิดการออมมากขึ้น  เช่น  การลดหรือยกเลิกอัตราภาษีดอกเบี้ยเงินฝากประจำ  การเพิ่มลดหย่อนภาษีเบี้ยประกันชีวิตให้มากกว่า 100,000 บาท เป็นต้น  รวมถึงการสร้างวินัยการออมที่ดูเหมือนเป็นการบังคับแต่จริงๆแล้วมีความสมัครใจเป็นพื้นฐานอย่างกองทุนการออมแห่งชาติที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 11 พฤษภาคม 2554 แต่ในทางปฏิบัติยังไม่เกิดขึ้น โดยกองทุนนี้เปิดโอกาสให้ประชาชนที่อยู่นอกระบบกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เป็นต้น สามารถออมโดยรัฐบาลช่วยสมทบเงินให้ส่วนหนึ่งด้วย เช่นเดียวกับกองทุนทั้งสองดังกล่าวที่ฝั่งรัฐบาลหรือนายจ้างจะช่วยจ่ายเงินสมทบออมให้   ซึ่งเมื่อเกิดแรงจูงใจที่ผู้บริโภคสามารถรู้สึกและสัมผัสได้ว่า การเก็บออมคุ้มค่ากว่าการใช้จ่าย  ระดับการออมก็จะเพิ่มขึ้น ส่วนการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นและการก่อหนี้ก็จะลดลงโดยปริยาย

 

การออมของประชาชนจึงมีความสำคัญมากต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินของประเทศ ทั้งในระยะสั้นและยาว เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจสังคมและคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมไทยที่จะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุในอนาคตอันใกล้นี้  เพราะเราคงไม่ควรหวังพึ่งน้ำบ่อหน้ามากนัก เนื่องจากจะไม่สามารถแน่ใจได้เลยว่า  เมื่อถึงเวลาต้องชะโงกหน้าเหนือบ่อแล้ว ท้ายสุดจะมีน้ำเหลือให้เราหรือไม่

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday983
mod_vvisit_counterAll days983

We have: 982 guests online
Your IP: 216.73.216.26
Mozilla 5.0, 
Today: Feb 06, 2026

8269128