Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Hot News นักลงทุนต่างชาติยังมั่นใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทย
นักลงทุนต่างชาติยังมั่นใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทย PDF Print E-mail
Monday, 16 September 2013 20:58

บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้มีการจัดงานสัมมนาให้กับนักลงทุนสถาบันภายในประเทศ ในหัวข้อเรื่อง Thailand’s Attractiveness As An Investment Destination โดยได้เชิญประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ประจำอาเซียนและเอเชียใต้ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) ผู้ช่วยผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (IEAT) และ กรรมการผู้จัดการบริษัทไทคอน (TICON) มาเป็นผู้ร่วมอภิปราย โดยมีคุณ สุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิจัย เป็นผู้ดำเนินรายการ 

 

ทั้งนี้ จากความเห็นของผู้อภิปรายทั้ง 4 ท่าน ซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนของ นักลงทุนญี่ปุ่น ผู้ประกอบการธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมของรัฐ ผู้ประกอบการอุตสาหกรรม และ ผู้ประกอบการธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมของเอกชน ได้ข้อสรุปตรงกันว่า นักลงทุนต่างชาติยังคงมั่นใจในการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะ นักลงทุนญี่ปุ่น ในขณะที่นักลงทุนจีนเป็นกลุ่มใหม่ที่มีการเติบโตสูงน่าจับตา ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ และ นิคมอุตสาหกรรมยังคงเป็นอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตดีในระยะยาว ส่วน ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ได้แก่ ภาวะอุปทานตึงตัวของนิคมอุตสาหกรรม ปัญหาแรงงาน และ ความล่าในเรื่องขบวนการ EIA และ HIA

 

สรุปสาระสำคัญจากการสัมมนาคือ สำหรับนักลงทุนญี่ปุ่น โดยอ้างอิงจากผลการสำรวจของหอการค้าญี่ปุ่น (ซึ่งได้จัดทำมาเป็นเวลากว่า 29 ปีแล้ว) พบว่านักลงทุนชาวญี่ปุ่นส่วนมากยังคงมุมมองเชิงบวกต่อประเทศไทย โดยการเคลื่อนไหวของค่าเงินนั้นไม่ได้เป็นปัจจัยใช้พิจารณาในการลงทุน นักลงทุนบางรายมีแผนที่จะทำการลงทุนเพิ่มเติม ผลตอบรับที่เป็นบวกนี้ได้ส่งผ่านมายังการขอรับการส่งเสริมการลงทุนสุทธิ (BOI) ของนักลงทุนชาวญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้นกว่า 18.2% ใน 1H56 จากผลการสำรวจ นักลงทุนยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับการพัฒนาระบบถนน (62% ของผู้ตอบแบบสำรวจ) การเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน (38%) การพัฒนาระบบรถไฟ (37%) และการศึกษา (33%). ความสามารถของแรงงานนั้นเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการนั้นกังวลเสมอมา (36%) ธุรกิจชิ้นส่วนรถยนต์จะยังคงเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดของการลงทุนของชาวญี่ปุ่น แต่ผู้ประกอบการ SME ชาวญี่ปุ่นก็เริ่มเข้ามาทำการลงทุนมากขึ้น ตามคำบอกกล่าวของ TICON และ IEAT

 

ด้านสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยยังคงมีมุมมองเป็นบวก โดยยังคงคาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตในปี 2556 สนับสนุนโดย 1) เศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว 2) ตลาดคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์โลกที่กำลังฟื้นตัว 3) การขยายตัวของภาคการบริโภคจากการขยายตัวของภาคการผลิต 4) การใช้จ่ายของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสำหรับการลงทุน และ 5) ความกดดันของอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงต่ำ โดย FTI ได้ทำการจัดกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมออกเป็น 11 กลุ่มด้วยกัน เพื่อให้ง่ายต่อการพัฒนา วางแผน เพื่อคงความสามารถในการแข่งขันไว้ กลุ่มกระดาษ/ บรรจุภัณฑ์ดูจะมีข้อได้เปรียบ เนื่องจากอุปสงค์ยังคงสูงจากการขยายตัวของภาคการผลิต โดยเฉพาะธุรกิจอาหาร ซึ่ง TICON ยังพบว่าการขยายตัวของธุรกิจที่มีมูลค่าเพิ่มอย่างธุรกิจอาหารและเครื่องปรุงอาหารยังคงเพิ่มขึ้นย่างต่อเนื่องในนิคมอุตสาหกรรม

 

 

 

อุปทานในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่ตึงตัว : การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (IEAT) ได้กล่าวว่าอุปทานในนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่นั้นค่อนข้างตึงตัว ส่วนการจัดทำการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) และผลกระทบต่อสุขภาพ (HIA) ยังทำให้การพัฒนาพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมใช้เวลานานขึ้น การลงทุนจากชาวจีนก็ยังเพิ่มสูงขึ้น ทั้งจากชาวจีนใหญ่และฮ่องกง จากการรายงานล่าสุด พบว่า นักลงทุนชาวจีนกำลังมองหาพื้นที่ในปราจีนบุรีสำหรับสร้างแหล่งผลิตรถยนต์ของนักลงทุนชาวจีน โดยเฉพาะรถบรรทุก สำหรับการส่งออก ดังนั้นผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์จะได้รับประโยชน์จากการย้ายมาของนักลงทุนชาวจีนกลุ่มนี้แน่นอน

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday1011
mod_vvisit_counterAll days1011

We have: 1009 guests online
Your IP: 216.73.216.162
Mozilla 5.0, 
Today: Apr 04, 2026

8279728