Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Hot News เหมราชฯประกาศกำไรสุทธิ9เดือนแรกปี58จำนวน2,074.4ล้าน
เหมราชฯประกาศกำไรสุทธิ9เดือนแรกปี58จำนวน2,074.4ล้าน PDF Print E-mail
Saturday, 14 November 2015 12:40

เหมราชฯ ประกาศกำไรสุทธิ 9 เดือนแรกประจำปี 2558 จำนวน 2,074.4 ล้านบาท ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว (กำไรสุทธิก่อนรวมกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่รับรู้เท่ากับ 2,470.2 ล้านบาท)

บริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน จำกัด (มหาชน) ประกาศผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกของปี 2558 สรุปได้ดังนี้

กำไรสุทธิ

ในไตรมาส 3 ปี 2558 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิทั้งสิ้น 462.0 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 4 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา กำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 0.046 บาทต่อหุ้น หรือลดลงร้อยละ 6 และมีกำไรสุทธิก่อนรวมกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่รับรู้ในไตรมาส 3 ปี 2558 จำนวน 775.2 ล้านบาท (ไม่รวมการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 313.18 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 66

สำหรับช่วง 9 เดือนแรกของปี 2558 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิทั้งสิ้น 2,074.4 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยมีกำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 0.209 บาทต่อหุ้น หรือลดลงร้อยละ 20

บริษัทฯ มีกำไรสุทธิลดลงเมื่อเทียบกับ 9 เดือนแรกของปี 2557 โดยสาเหตุหลักยังมาจากการโอนที่ดินลดลงในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2558 เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซาลงทั้งด้านการส่งออก และตลาดในประเทศ การขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่รับรู้จำนวน 395.8 ล้านบาทจากการลงทุนด้านพลังงาน (ค่าใช้จ่ายทางบัญชี ซึ่งไม่กระทบต่อกระแสเงินสด) อย่างไรก็ดี รายได้จากการให้บริการด้านสาธารณูปโภค และรายได้จากการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เชิงอุตสาหกรรมยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ บริษัทเหมราชฯ ยังคงอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ร้อยละ 57.8 เมื่อเทียบกับร้อยละ 53.7 ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2557 ถึงแม้ว่าจะมีรายได้ที่ลดลงก็ตาม (อัตรากำไรสุทธิจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 68.9 เมื่อเทียบกับร้อยละ 52.2 ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2557)

มร. เดวิด นาร์โดน กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ดังนี้

"บริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน จำกัด (มหาชน) มีผลการดำเนินงานและผลประกอบการในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2558 ในระดับที่น่าพอใจ เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับสภาวะทางเศรษฐกิจโดยรวม ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก บริษัทฯ มีรายได้จากการขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมลดลงร้อยละ 52 โดยรายได้ในส่วนนี้จะสามารถรับรู้ได้ก็ต่อเมื่อมีการโอนที่ดิน อย่างไรก็ตาม ในส่วนรายได้รวมจากการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ในทุกกลุ่มเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2557 ขณะที่รายได้จากระบบสาธารณูปโภคในนิคมอุตสาหกรรม (ไม่รวมพลังงาน) เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับเดียวกันของปีที่ผ่านมาเช่นกัน

สำหรับช่วง 9 เดือนแรกของปี 2558 บริษัทฯ สามารถขายที่ดินอุตสาหกรรมได้จำนวน 511 ไร่ (205 เอเคอร์ หรือ 82 เฮกตาร์) จากสัญญาจำนวน 18 สัญญา ซึ่งในจำนวนนี้เป็นลูกค้าใหม่จำนวน 14 ราย และจากการขยายกิจการของลูกค้ารายเดิม 4 ราย โดยร้อยละ 72 เป็นลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อุตสาหกรรมยานยนต์

ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2558 ลดลงร้อยละ 14 ขณะที่ปริมาณการผลิตรถยนต์โดยรวมกลับเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ส่วนยอดการส่งออกรถยนต์เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 จึงส่งผลให้มูลค่าการส่งออกยานยนต์ในช่วงดังกล่าวเพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มูลค่าการส่งออกยานยนต์คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 15.10 ของมูลค่าการส่งออกของไทยทั้งหมด และบริษัทเหมราชฯ ก็ยังคงเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งของนักลงทุนข้ามชาติรายใหญ่

สำหรับช่วง 9 เดือนแรกของปี 2558 ยอดการเช่าพื้นที่โรงงานสำเร็จรูปภายใต้กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าเหมราชอินดัสเตรียล (HPF) มีจำนวนใกล้เคียงกับที่ผ่านมาที่ 298,818 ตร.ม. ในขณะที่บริการคลังสินค้าให้เช่าของเหมราชฯ มียอดการเช่าพื้นที่เพิ่มขึ้น 1,343 ตารางเมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 2 จากยอดรวมของปี 2557

สำหรับธุรกิจโรงไฟฟ้า โครงการโรงไฟฟ้าอิสระ (IPP) เก็คโค่-วัน ขนาด 660 เมกะวัตต์ ซึ่งเหมราชถือหุ้นอยู่ร้อยละ 35 และบริษัทโกลว์ถือหุ้นอีกร้อยละ 65 (Engie group) สามารถผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้ร้อยละ 95 ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2558 บริษัทเหมราชฯ ได้รับส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมทุนในธุรกิจไฟฟ้าและสาธารณูปโภค (ไม่รวมกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง) เป็นจำนวน 1,245.9 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า นอกจากนี้ บริษัทเหมราชฯ ยังได้ลงนามในข้อตกลงถือหุ้นกับบริษัท บี.กริม และบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ ในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2558 เพื่อพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าขนาดเล็กอีก 7 โครงการ ซึ่งแต่ละโครงการมีกำลังการผลิตที่ 126 เมกะวัตต์ โดยคาดว่าจะเริ่มผลิตกระแสไฟฟ้าได้ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไป การลงทุนครั้งนี้จะช่วยส่งผลให้กำลังการผลิตไฟฟ้าในส่วนที่เหมราชถือครองเพิ่มขึ้นจาก 318 เมกะวัตต์ เป็นทั้งสิ้น 538 เมกะวัตต์ ภายในปี 2562

ส่วนการผนึกกันระหว่างดับบลิวเอชเอ และเหมราช จะทำให้ทั้งสองบริษัทสามารถนำเสนอสินค้าและบริการด้านนิคมอุตสาหกรรม ระบบสาธารณูปโภค โรงไฟฟ้า และโลจิสติกส์ที่ครบวงจรให้แก่ลูกค้า และสร้างเสริมความสำเร็จร่วมกันต่อไป

บริษัทฯ มีแหล่งรายได้จากหลายธุรกิจหลัก คือ ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม ธุรกิจสาธารณูปโภค ธุรกิจพลังงาน และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และผลการดำเนินงานช่วง 9 เดือนแรกของปี 2558 ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างผลกำไรจากการลงทุนที่ก่อให้เกิดรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยกลยุทธ์ของบริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นการสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาวเป็นหลัก"

รายได้รวมและผลการดำเนินงานช่วง 9 เดือนแรกของปี 2558

ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2558 บริษัทฯ มีรายได้รวมทั้งสิ้น 3,587.3 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับในช่วงเดียวกันของปี 2557 ที่มีรายได้รวม 5,149.6 ล้านบาท โดยรายได้มาจากธุรกิจหลักจำนวน 3,616.3 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 31 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2557 รายได้จากการขายที่ดินอุตสาหกรรมในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2558 มีจำนวน 1,406.3 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 52 โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ร้อยละ 56 ซึ่งนับรวมถึงรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนจำนวน 33.5 ล้านบาทในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากการขายที่ดินอุตสาหกรรมที่มีการลงนามสัญญาซื้อขายไปแล้วแต่รอการรับรู้อีกจำนวน 2,152 ล้านบาทในช่วง 3-12 เดือนข้างหน้า ด้วยวิธีการรับรู้รายได้ทั้งจำนวนเมื่อมีการโอน

รายได้จากระบบสาธารณูปโภคในนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 1,350.2 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 ทั้งนี้รายได้รวมจากระบบสาธารณูปโภคซึ่งรวมถึงรายได้จากระบบสาธารณูปโภคในนิคมอุตสาหกรรม เงินปันผลจากบริษัทด้านพลังงานและสาธารณูปโภค และรายได้จากระบบสาธารณูปโภคและบริการอื่น ๆ เพิ่มขึ้นเป็น 1,495.7 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตร้อยละ 10

รายได้จากการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์และบริการต่างๆ ได้แก่ โรงงานสำเร็จรูปและคลังสินค้าให้เช่า การให้เช่าฐานวางท่อ และการให้เช่าสำนักงานเพิ่มขึ้นเป็น 691.0 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 เนื่องจากมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการให้เช่าฐานวางท่อที่เพิ่มขึ้นเป็น 114.6 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 18 จากอัตราการเช่าและใช้งานที่เพิ่มขึ้น ส่วนรายได้จากโรงงานให้เช่ามีการเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 374.4 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 14 ขณะที่รายได้จากการให้เช่าคลังสินค้าเพิ่มขึ้นเป็น 113.9 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้นร้อยละ 13

บริษัทฯ มีกำไรขั้นต้นจำนวน 2,046.6 ล้านบาท มีกำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA) จำนวน 2,028.7 ล้านบาท ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2558 โดยมีอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) และอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA Margin) อยู่ที่ร้อยละ 57 และร้อยละ 57 ตามลำดับ

 

เหตุการณ์สำคัญจากช่วง 9 เดือนแรกของปี 2558

บริษัทฯ มียอดขายที่ดินอุตสาหกรรมจำนวน 511 ไร่ จาก 18 สัญญา โดยในจำนวนนี้เป็นลูกค้าใหม่จำนวน 14 ราย และจากการขยายกิจการของลูกค้าเดิมจำนวน 4 ราย ทำให้ปัจจุบันเหมราชฯ มีลูกค้ารวมทั้งสิ้น 660 รายจากสัญญาซื้อขายทั้งสิ้น 993 สัญญา ซึ่งในจำนวนนี้เป็นลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์จำนวน 228 ราย จากสัญญาซื้อขายจำนวน 347 สัญญา

พื้นที่เช่าและขายของโรงงานสำเร็จรูปลดลงสุทธิ 3,252 ตารางเมตร รวมพื้นที่เช่าทั้งหมด 298,818 ตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่การเช่าภายใต้บริษัทเหมราชจำนวน 188,596 ตารางเมตร และภายใต้กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าเหมราชอินดัสเตรียล (HPF) นับตั้งแต่ช่วงสิ้นปี 2557 110,222 ตารางเมตร (เหมราชฯ ถือหุ้นร้อยละ 23.12)

พื้นที่คลังสินค้าให้เช่าเพิ่มขึ้นสุทธิ 1,343 ตารางเมตร หรือร้อยละ 2 จากปี 2557 รวมพื้นที่เช่าทั้งหมด 83,778 ตารางเมตร

โครงการเก็คโค่-วัน โครงการโรงไฟฟ้าอิสระ (IPP) พลังงานถ่านหิน กำลังการผลิต 660 เมกะวัตต์ ซึ่งเหมราชฯถือหุ้นร้อยละ 35 และบริษัทโกลว์ ถือหุ้นร้อยละ 65 (จีดีเอฟ ซุเอซ กรุ๊ป) ดำเนินการผลิตกระแสไฟฟ้าได้ร้อยละ 95

เหตุการณ์หลังไตรมาส 3 ของปี 2558

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2558 บริษัท ดับบลิวเอชเอ เวนเจอร์ โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้เข้าซื้อหุ้นของเหมราชฯ คิดเป็นร้อยละ 92.88 จากจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน จำกัด (มหาชน) โดยก่อนหน้านี้ ได้มีการขอซื้อหุ้นร้อยละ 22.53 จากผู้ถือหุ้นที่เป็นกลุ่มผู้ก่อตั้งบริษัทฯ ไปแล้วสองราย

ทริส เรตติ้ง ได้ประกาศลดอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่มีประกันของบริษัทฯ จาก "A" ลงมาเป็น "BBB+" ด้วยแนวโน้ม "Stable" เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2558

ในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1 ประจำปี 2558 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2558 ผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติการถอนหุ้นของบริษัทออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

งบดุลรวมสำหรับงวด 9 เดือน สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2558

ณ วันที่ 30 กันยายน 2558 บริษัทฯ ได้แสดงสินทรัพย์รวม จำนวน 32,044 ล้านบาท หนี้สินรวมจำนวน 19,278 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้น จำนวน 12,766 ล้านบาท สำหรับสัดส่วนของหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ อยู่ที่ 1.44 เท่า โดยมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเป็นจำนวน 905 ล้านบาท

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday751
mod_vvisit_counterAll days751

We have: 750 guests online
Your IP: 216.73.216.162
Mozilla 5.0, 
Today: Apr 04, 2026

8236776