Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Hot News วายแอลจี มองราคาทองคำปี60อยู่ที่1,090–1,260ดอลลาร์/ออนซ์
วายแอลจี มองราคาทองคำปี60อยู่ที่1,090–1,260ดอลลาร์/ออนซ์ PDF Print E-mail
Friday, 30 December 2016 10:17

นางพวรรณ์  นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด  เปิดเผยถึง ภาพรวมการเคลื่อนไหวของราคาทองคำตลาดโลกในปี 2559 โดยในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปีราคาทองคำพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องและขึ้นไปแตะจุดสูงสุดของปีที่ระดับ 1,375 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ซึ่งประเด็นหลักที่ช่วยหนุนราคาทองคำ  ได้แก่  การชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด  และการทำประชามติของสหราชอาณาจักรที่ต้องการออกจากสหภาพยุโรปหรือ EU (Brexit)  ตลาดจนความไม่แน่นอนทางการเมืองจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในเดือนพฤศจิกายน จนกระทั่งในไตรมาส 4 ราคาทองมีการปรับตัวลดลงต่อเนื่องหลังนักลงทุนเชื่อมั่นว่านโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะช่วยหนุนภาวะเศรษฐกิจและหนุนอัตราเงินเฟ้อให้ปรับตัวสูงขึ้น  ปัจจัยดังกล่าวถือเป็นปัจจัยบวกต่อสกุลเงินดอลลาร์และสินทรัพย์เสี่ยงโดยเฉพาะตลาดหุ้น  นอกจากนี้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดในการประชุมวันที่ 13-14 ธันวาคมพร้อมทั้งส่งสัญญาณว่าเฟดอาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในปี 2560 แทนที่จะปรับขึ้นเพียง 2 ครั้งตามที่คาดการณ์ไว้ในเดือนกันยายน ส่งผลให้ดัชนีดอลลาร์แข็งค่าขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 14 ปีและเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันให้ราคาทองปรับตัวลดลงเช่นเดียวกัน

 

อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำตลาดโลกในปี  2559 (ณ 27 ธ.ค.59) ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 78.14 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 7.4% จากราคาเปิดในช่วงต้นปี 2559 ที่  1,060.71 ดอลลาร์ต่อออนซ์  โดยมีกรอบการเหวี่ยงตัวจากจุดต่ำสุดถึงจุดสูงสุดในระดับ  314.29 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 30% จากราคาเปิด  ขณะที่ราคาทองคำในประเทศนั้นปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกันถึง 1,200 บาทต่อบาททองคำ หรือ ประมาณ 6.5%

 

นางพวรรณ์ กล่าวว่า สำหรับภาพรวมราคาทองคำในตลาดโลกปี 2560 วายแอลจีประเมินกรอบความเคลื่อนไหวราคาทองคำมีแนวรับที่  1,090 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 18,600 บาทต่อบาททองคำ และแนวต้านอยู่ที่ 1,260 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 21,500 บาทต่อบาททองคำ โดยเบื้องต้นจับตาแนวรับบริเวณ 1,090 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากยืนได้อย่างแข็งแกร่งยังมีโอกาสที่ราคาทองคำจะขยับขึ้นและทดสอบแนวต้าน 1,200  ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากไม่ผ่านจะมีการอ่อนตัวลงเพื่อตั้งฐานราคาอีกครั้ง  แต่หากผ่าน 1,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ราคาทองคำมีแนวโน้มจะปรับตัวขึ้นต่อเพื่อทดสอบแนวต้านสำคัญถัดไปในโซน 1,250-1,260 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ซึ่งหากราคาทองคำสามารถกลับไปยืนเหนือโซนดังกล่าวได้มีโอกาสทดสอบ High เดิมของปี 2559 บริเวณ 1,375 ดอลลาร์ต่อออนซ์  อย่างไรก็ตาม  หากราคาทองคำหลุดแนวรับระดับ 1,090 ดอลลาร์ต่อออนซ์จะส่งผลให้เกิดแรงขายและกดดันให้ราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวลงต่อเพื่อทดสอบทดสอบ Low ของปี 2558บริเวณ 1,045 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

ส่วนกลยุทธ์การลงทุนนั้น แนะนำให้นักลงทุนเข้าซื้อเมื่อราคาย่อตัวลงมาบริเวณแนวรับ และรอไปขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวขึ้นไปหรือตามบริเวณแนวต้านต่างๆ อย่างไรก็ตามวายแอลจีเน้นย้ำว่านักลงทุนระยะสั้นควรวางแผนการลงทุนที่ชัดเจน มีจุดเข้าซื้อ จุดขายทำกำไร หรือจุดตัดขาดทุน และปฏิบัติตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัด

 

สำหรับประเด็นหลักที่อาจเป็นปัจจัยกดดันความเคลื่อนไหวของราคาทองคำในปี 2560 คือ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด หากเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ 3 ครั้งตามคาดหรือปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอัตราที่รวดเร็วมากกว่า 3 ครั้งอาจยิ่งหนุนให้สกุลเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรให้พุ่งขึ้นซึ่งเป็นปัจจัยหนักที่จะกดดันราคาทองคำ  นอกจากนี้การคาดการณ์ในเชิงบวกต่อนโยบายของนาย โดนัลด์ ทรัมป์จะกระตุ้นความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงของนักลงทุนต่อเนื่องในปีหน้าซึ่งความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้เกิดแรงขายทองคำที่อยู่ในสินทรัพย์ปลอดภัยเช่นกัน  ทั้งนี้  นับตั้งแต่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเป็นต้นมา  กองทุน SPDR ซึ่งเป็นกองทุน ETF ทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีการลดการถือครองทองคำต่อเนื่องมากกว่า 130 ตันสะท้อนความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยที่ลดลง  ตลอดจนอุปสงค์ทองคำในจีนและอินเดียที่อาจซบเซาต่อเนื่องซึ่งทำให้ราคาทองคำขาดปัจจัยหนุนและกดดันการฟื้นตัวของราคาทองคำในปีหน้าได้

 

ทั้งนี้ยังคงมีปัจจัยบวกที่จะสนับสนุนราคาทองคำได้ คือ นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ  นางเทเรซา เมย์  จะเริ่มต้นกระบวนการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป(อียู) หรือ Brexit ก่อนสิ้นเดือนมีนาคม 2017 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจาที่จะต้องเสร็จสิ้นภายใน 2 ปี คือต้นปี 2019 และหากการเจรจาในปี 2017 เป็นไปอย่างไม่ราบรื่นอาจกลับมาหนุนทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยได้  และถึงแม้การเจรจาจะราบรื่นโดยอังกฤษได้รับเงื่อนไขที่ดีเมื่อออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป ก็จะยิ่งกระตุ้นให้อีกหลายประเทศในสหภาพยุโรปทั้ง เยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี เนเธอร์แลนด์ สเปน ต้องการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปเช่นกันซึ่งความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นจะส่งผลหนุนราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยตลาดจนความไม่แน่นอนทางการเมืองในยุโรป ซึ่งในปี 2017 จะมีการจัดการเลือกตั้งทั้งในเยอรมัน, ฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์  หากเกิดการพลิกขั้วอำนาจทางการเมืองไปสู่พรรคการเมืองฝ่ายขวาจัดก็อาจนำมาซึ่งการจัดทำประชามติขอแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปทั้งในฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์ได้  นอกจากนี้หากในปีหน้าธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้น้อยกว่าคาดการณ์ที่ 3 ครั้ง  หรือหากนโยบายอย่างเป็นทางการของนายโดนัล ทรัมป์สร้างความผิดหวังและทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลงอาจส่งผลให้สกุลเงินดอลลาร์กลับมาอ่อนค่าและหนุนราคาทองคำให้ฟื้นตัวได้เช่นกัน

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday594
mod_vvisit_counterAll days594

We have: 731 guests online
Your IP: 216.73.216.162
Mozilla 5.0, 
Today: Apr 06, 2026

8197024