| Italexit ไม่น่ากังวล แม้พรรค M5Sผู้ต่อต้านEUชนะเลือกตั้งอิตาลี |
|
|
|
| Tuesday, 06 March 2018 18:52 | |||
|
EIC ธนาคารไทยพาณิชย์ ออกบทวิเคราะห์ เรื่อง Italexit ไม่น่ากังวล แม้พรรค M5S ผู้ต่อต้าน EU ชนะการเลือกตั้งอิตาลี โดยระบุว่า ผลการนับคะแนนในคืนวันเลือกตั้ง ที่ 4 มี.ค. (ตามเวลาอิตาลี) เผยว่าพรรค Five Star Movement (M5S) ซึ่งมีแนวคิดต่อต้านสหภาพยุโรป (EU) มีคะแนนเสียงเป็นอันดับ 1 อยู่ที่ 32% ขณะที่พรรค Democratic Party (PD) ของอดีตนายกรัฐมนตรี Matteo Renzi ผู้มีแนวคิดสนับสนุน EU ได้รับคะแนนเสียงเป็นอันดับที่ 2 ที่ 19% ทั้งนี้ เนื่องจากไม่มีพรรคการเมืองใดคร องเสียงได้เกิน 40% ส่งผลให้ยังต้องมีการเจรจาเพื่อ รวมกลุ่มจัดตั้งรัฐบาลร่วมในระย ะต่อไป นับตั้งแต่ช่วงหลังวิกฤตในปี 2008 จนถึงช่วงต้นปี 2017 กระแสต่อต้าน EU ในอิตาลีและความนิยมของพรรค M5S ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัญหาในภาค ธนาคารที่มีระดับหนี้เสียต่อสิน เชื่อรวมสูงถึง 16% ในปี 2016 โดยอิตาลีเคยประสบปัญหาจากกฎเกณ ฑ์ของ EU ในประเด็นที่รัฐบาลอิตาลีต้องกา รนำเงินจากภาษีของประชาชนไปช่วย เหลือภาคธนาคารที่กำลังประสบปั ญหา (bail out) แต่เนื่องจากกฎเกณฑ์ของ EU กำหนดให้ผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้ข องธนาคารที่ประสบปัญหาต้องรับผล สูญเสียอย่างน้อย 8% ของหนี้สินของธนาคาร ก่อนที่ภาครัฐจะใช้เงินเข้าช่วย เหลือได้ (bail in) ซึ่งจะทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งสู ญเสียเงินเป็นจำนวนมาก โดยมีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ออก มาแสดงความไม่พอใจและต้องการให้ อิตาลีออกจาก EU อย่างไรก็ดี ปัญหาดังกล่าวได้คลี่คลายลงภายห ลังจากที่รัฐบาลอิตาลีสามารถหาช่ องทางช่วยเหลือธนาคารเหล่านั้น และช่วยระงับไม่ให้เกิดวิกฤตจาก ปัญหาหนี้ดังกล่าวเอาไว้ได้ อีไอซีมองว่าการแยกตัวออกจาก EU ของอิตาลี (Italexit) ไม่เป็นความเสี่ยงที่น่ากังวลใน ปี 2018 แม้พรรค M5S สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เศรษฐกิจอิตาลีที่เติบโตสอดคล้อ งกับประเทศอื่นๆในยูโรโซนนับตั้ งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา สนับสนุนให้ระดับหนี้เสียต่อสิน เชื่อรวมของอิตาลีลดลงจาก 16.4% ในปี 2016 สู่ระดับ 14.2% ในไตรมาส 3 ปี 2017 ทั้งนี้ เศรษฐกิจที่เติบโตดี ประกอบกับความกังวลในปัญหาหนี้เ สียที่เริ่มบรรเทาลง ช่วยให้ชาวอิตาลีมีความพึงพอใจใ นการอยู่ร่วมกับ EU มากขึ้น สะท้อนผ่านความนิยมในเงินสกุลยู โรของชาวอิตาลีเพิ่มขึ้นโดยอยู่ ที่ 45% ในปี 2017 จาก 41% ในปี 2016[1] และส่งผลให้การแยกตัวออกจาก EU ไม่เป็นประเด็นสำคัญที่พรรคการเ มืองฝ่ายต่อต้าน EU ของอิตาลีใช้ในการหาเสียงสำหรับ การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา โดยเฉพาะ Di Maio ผู้นำคนใหม่ของพรรค M5S ที่ได้แสดงวิสัยทัศน์ว่าต้องการ อยู่ใน EU ต่อไป แต่อาจมีการจัดตั้งประชามติเพื่ อแก้ไขความสัมพันธ์บางประการที่ ส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจอิตาลี ทั้งนี้ ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจอิตาลี ที่เพิ่มสูงขึ้นสะท้อนผ่านส่ วนต่างระหว่างผลตอบแทนพันธบั ตรอิตาลีและพันธบัตรเยอรมนี[2]ที่ ลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ EU อนุมัติเงินช่วยเหลือ Monte dei Pashi ซึ่งเป็นธนาคารที่ประสบปัญหาหนี้ เสียร้ายแรงที่สุดในอิตาลี (รูปที่ 1) อย่างไรก็ดี การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ ECB ที่เร็วเกินคาด อาจทำให้ปัญหาหนี้เสียและแนวคิด ต่อต้าน EU ปะทุขึ้นอีกครั้ง แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ แข็งแกร่งและความเสี่ ยงทางการเมืองในยูโรโซนที่ ลดลงสนับสนุนให้ ECB สามารถเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ ยได้เร็วขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ ECB ที่เร็วเกินคาด จะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมในอิตาลี เพิ่มขึ้นเร็วและกระทบต่อปัญหาห นี้เสียที่มีอยู่เดิมอย่างหลีกเ ลี่ยงไม่ได้ ปัญหาหนี้เสียดังกล่าวอาจจุดประ กายแนวคิดต่อต้าน EU ในอิตาลีให้กลับมาได้อีกครั้ง และอาจนำไปสู่ Italexit ในระยะต่อไป ทั้งนี้ อีไอซีคาดว่า ECB อาจสิ้นสุดมาตรการเข้าซื้อพั นธบัตรได้ภายในปี 2018 และเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแ รกในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2019 เศรษฐกิจยูโรโซนมีแนวโน้มเติบโต ได้ต่อเนื่องในปี 2018 จากความเสี่ยงทางการเมืองในอิตา ลีที่ลดลง ความกังวลต่อ Italexit ที่ผ่อนคลายลงเป็นปัจจัยสำคัญที่ ทำให้มุมมองการเติบโตทางเศรษฐกิ จยูโรโซนเพิ่มสูงขึ้น โดยอีไอซีมองว่าเศรษฐกิจยูโรโซน ในปี 2018 จะเติบโตได้ราว 2.3% ต่อเนื่องจากปี 2017 ที่เติบโตราว 2.5% และจะสนับสนุนให้ความต้องการสิน ค้าส่งออกจากไทยไปยูโรโซนเติบโต ได้อย่างต่อเนื่อง โดยไทยมีสัดส่วนในการส่งออกไปยั งกลุ่มประเทศดังกล่าวถึง 9% ของส่งออกทั้งหมด นำโดย เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เงินยูโรมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่ องในปี 2018 จากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจยูโรโซนที่มีแนวโน้มเติ บโตแข็งแกร่ง ด้วยความเสี่ยงทางการเมืองที่ลด ลงอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับทิศทางการดำเนินนโยบาย การเงินของ ECB ที่อาจยุติมาตรการผ่อนคลายทางกา รเงินได้เร็วขึ้น สนับสนุนให้เงินยูโรยังมีแนวโน้ มแข็งค่าได้ต่อที่ 1.28 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อยูโรในช่วงสิ้น ปี 2018 จากปัจจุบันอยู่ที่ราว 1.24 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อยูโร อย่างไรก็ดี ค่าเงินบาทต่อยูโรมีแนวโน้มอ่อน ค่าลงเล็กน้อย โดยอาจอยู่ที่ราว 39 บาทต่อยูโรในช่วงสิ้นปี 2018 จากปัจจุบันอยู่ที่ราว 38.7 บาทต่อยูโร เนื่องจากเงินบาทเทียบดอลลาร์สห รัฐฯมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นได้ช้า กว่าการแข็งค่าของเงินยูโรเทียบ ดอลลาร์สหรัฐฯ
|






![]() | Today | 742 |
![]() | All days | 742 |
Comments