Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Hot News Fedขึ้นดอกเบี้ยตามคาด พร้อมปรับdot plotเล็งขึ้นอีก2ครั้งในปีนี้
Fedขึ้นดอกเบี้ยตามคาด พร้อมปรับdot plotเล็งขึ้นอีก2ครั้งในปีนี้ PDF Print E-mail
Thursday, 14 June 2018 23:23

EIC ธนาคารไทยพาณิชย์ ออกบทวิเคราะห์ เรื่อง Fed ขึ้นดอกเบี้ยตามคาด พร้อมปรับ dot plot เล็งขึ้นอีก 2 ครั้งในปีนี้ โดยระบุว่า จากการประชุมคณะกรรมการนโยบายกา รเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) เมื่อวันที่ 12-13 มิถุนายน 2018 ที่ประชุม FOMC มีมติปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Fed funds rate) ขึ้น 25 bps ไปอยู่ที่ช่วง 1.75 – 2.00% นอกจากนี้ ประมาณการการขึ้นอัตราดอกเบี้ยน โยบาย (dot plot) แสดงให้เห็นว่าคณะกรรมการ FOMC ได้ปรับมุมมองการขึ้นดอกเบี้ยนโ ยบายขึ้น โดยมีแนวโน้มว่าจะขึ้นอัตราดอกเ บี้ยนโยบายรวม 4 ครั้งในปีนี้ (จากเดิมที่ 3 ครั้ง)  ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบาย สหรัฐฯ อยู่ในช่วง 2.25 - 2.50% ณ สิ้นปี 2018

Fed ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ ยตามเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่ง พร้อมกับมีมุมมองต่อการเติบโตขอ งเศรษฐกิจในระยะต่อไปที่ดีขึ้น โดยประเมินว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมาขยายตัวได้อย่าง แข็งแกร่ง (solid) ซึ่งดีขึ้นกว่าการประชุมครั้งก่ อนที่ขยายตัวได้ปานกลาง (moderate) โดยเฉพาะด้านตลาดแรงงานที่ Fed ระบุว่าการจ้างงานยังแข็งแกร่งแ ละอัตราการว่างงานยังลดลง (declined) ซึ่งบ่งชี้ถึงตลาดแรงงานที่ตึ งตัวขึ้นเมื่อเทียบกับรายงานครั้ งก่อนที่ระบุว่าอัตราการว่ างงานจะคงอยู่ในระดับต่ำ (stayed low) ทั้งนี้ สอดคล้องกับตัวเลขอัตราการว่างง านในเดือนพ.ค. ที่ลดลงสู่ระดับ 3.8% ต่ำสุดในรอบ 18 ปี ซึ่งลดลงเร็วกว่าที่ Fed เคยคาดการณ์ไว้ว่าจะแตะระดับ 3.8% ในสิ้นปีนี้ ส่งผลให้ Fed ปรับคาดการณ์อัตราการว่างงานปี 2018 ลงไปที่ 3.6% จากเดิม 3.8% นอกจากนี้ การใช้จ่ายภาคครัวเรือนก็กลับมา ฟื้นตัวขึ้นหลังจากที่ชะลอตัวลง ในการประชุมครั้งก่อน ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนยังคงเติ บโตอย่างแข็งแกร่ง สำหรับอัตราเงินเฟ้อยังปรับสู งขึ้นต่อเนื่อง โดยในเดือนเม.ย. อัตราเงินเฟ้อทั่วไป PCE อยู่ที่ 2.0% และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน PCE อยู่ที่ 1.8% ทำให้ Fed ปรับคาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไปปี 2018 ขึ้นไปที่ 2.1% จากเดิม 1.9% และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานขึ้ นไปที่ 2.0% จากเดิม 1.9% ซึ่งอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น มาจากทั้งการใช้จ่ายของผู้บริโภ คที่ขยายตัวต่อเนื่อง ค่าจ้างแรงงานที่ฟื้นตัว รวมถึงราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ ปรับสูงขึ้น

Fed ปรับคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยนโย บาย (dot plot) โดยมองว่าจะขึ้นดอกเบี้ยได้รวม 4 ครั้งในปี 2018 จากเดิม 3 ครั้ง เนื่องจาก 1) แนวโน้มของเศรษฐกิจที่ร้ อนแรงกว่าที่ Fed เคยคาดการณ์ไว้โดยเฉพาะอัตราการ ว่างงานที่ยังลดลงต่อเนื่อง นอกจากนี้ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงที่เหลือของปียังมีแนวโน้ มขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง จากการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวไ ด้สูง แรงกระตุ้นการลงทุนจากการปฏิรูป ภาษี เม็ดเงินใช้จ่ายของรัฐบาลจากการ เพิ่มงบประมาณขาดดุล และกำลังซื้อภาคครัวเรือนที่มีแ นวโน้มเติบโตจากตลาดแรงงานที่ตึ งตัว ส่งผลให้ Fed ปรับคาดการณ์การเติบโตของ GDP ปี 2018 ขึ้นเป็น 2.8% จากเดิม 2.7% 2) เศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและราคาน้ำ มันที่สูงขึ้นส่งผลให้อัตราเงิน เฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น และอยู่ในระดับเป้าหมายต่อเนื่อ ง ซึ่งจะสนับสนุนการปรับขึ้นอัตรา ดอกเบี้ยนโยบาย นอกจากนี้ ต้องจับตาผลกระทบจากสงครามการค้ าระหว่างสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้าที่สำคัญซึ่งอาจ ทำให้ราคาสินค้านำเข้าของสหรัฐฯ สูงขึ้น ส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ในระยะต่อไปได้เช่นกัน และ 3) ถึงแม้ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาแล้ว 6 ครั้งตั้งแต่ปลายปี 2015 และในการประชุมครั้งนี้เป็นครั้ งที่ 7 แต่ภาวะทางการเงินก็ยังอยู่ในระ ดับผ่อนคลายเมื่อเทียบกับในช่วง ปี 2015-17 (รูปที่ 1) ทำให้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยน โยบายรวม 4 ครั้งในปีนี้จะไม่ทำให้ภาวะทางก ารเงินตึงตัวจนเกินไป

การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและประ มาณการ dot plot ที่สูงขึ้น เป็นไปตามที่ตลาดส่วนใหญ่คาด จึงทำให้ตลาดการเงินไม่ได้ตอบสน องรุนแรง ภายหลังการประชุมของธนาคารกลางส หรัฐฯ (Fed) เสร็จสิ้นในวันที่ 13 มิถุนายน 2018 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงเล็กน้อย โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์ดาวน์โจน ส์ปิดตลาดลดลง 0.5% จากวันก่อนหน้า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ S&P 500 ลดลง 0.4% ขณะที่ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ฯ ปิดตลาดแข็งค่าขึ้น 0.3% ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีสูงขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 2.97% สำหรับเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงเช้าวันนี้อ่อนค่าลงเพียง เล็กน้อยเพียง 0.04% จากราคาปิดเมื่อวานนี้

การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 4 ครั้งในปี 2018 อาจทำให้เกิดความผันผวนในตลาดกา รเงินได้บ้าง แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ไทยระยะยาวจะยังคงปรับสูงขึ้ นอย่างช้าๆ โดยอีไอซีมองว่าการปรับขึ้นอัตร าดอกเบี้ยนโยบายอีก 2 ครั้งในปีนี้ตาม dot plot จะทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรั ฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็ นค่อยไปเท่านั้น เพราะคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อระยะ ยาวยังไม่ได้เปลี่ยนจากเดิมอย่า งมีนัยสำคัญ ซึ่งจะส่งผลต่ออัตราผลตอบแทนพัน ธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวให้ปรับสู งขึ้นอย่างช้าๆ นอกจากนั้น ความสัมพันธ์ในอดีตแสดงให้เห็ นว่าผลตอบแทนฯ ไทยมี sensitivity ต่อผลตอบแทนฯ ของสหรัฐฯ น้อยกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคด้ว ยเช่นกัน สำหรับภาวะการเงินโลกที่ จะทยอยตึงตัวขึ้นนั้น อาจทำให้เกิดความเสี่ยงแก่บางปร ะเทศที่มี ความเปราะบางทางเศรษฐกิจได้ แต่อีไอซีมองว่านักลงทุนจะเลือก ลงทุนตามความเข้มแข็งทางเศรษฐกิ จของประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ จึงทำให้ไทยเผชิญความเสี่ยงที่ ต่ำ เพราะเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพท างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งเมื่อเทีย บกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค

แม้ yield curve ของสหรัฐฯ จะมีความชันลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่อีไอซีมองว่าจะยังไม่เป็นตัว ส่งสัญญาณถึงภาวะเศรษฐกิจถดถอยไ ด้ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นเพิ่ มขึ้นเร็วกว่าอัตราดอกเบี้ยระยะ ยาว เห็นได้จากส่วนต่างระหว่างอัตรา ผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นและระย ะยาวที่แคบลง (รูปที่ 2) โดยสถานการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดก ารเงินเริ่มมีความกังวลเกี่ยวกั บภาวะ inverted yield curve ซึ่งหมายถึงดอกเบี้ยระยะยาวอยู่ ต่ำกว่าระยะสั้น ซึ่งที่ผ่านมาสามารถเป็นสั ญญาณชี้นำ (leading indicator) ของการเกิดเศรษฐกิจถดถอย (recession) ได้ อย่างไรก็ตาม อีไอซีมองว่าความเสี่ยงดังกล่าว ยังมีน้อย เนื่องจากสถานการณ์ตลาดเงินในปั จจุบันแตกต่างจากในอดีต กล่าวคือ 1) อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวที่ เพิ่มขึ้นช้ากว่าระยะสั้นเกิดจา กปัจจัยเฉพาะเชิงเทคนิค เช่น ความต้องการเข้าซื้อพันธบัตรระย ะยาวของธนาคารกลางและของกองทุนบำ เหน็จบำนาญที่มีอยู่มากในช่วงที่ ผ่านมา ทำให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวไม่ ปรับสูงขึ้นมากนัก และการสื่อสารทิศทางของอัตราดอก เบี้ยในอนาคต (forward guidance) ที่ช่วยปรับคาดการณ์ของนักลงทุน ซึ่งส่งผลต่อคาดการณ์เงินเฟ้อระ ยะยาวที่ไม่เพิ่มสูงขึ้นมาก เป็นต้น ซึ่งปัจจัยดังกล่าวแสดงให้เห็ นว่าส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ ยระยะสั้นและระยะยาวที่ แคบลงอาจไม่ได้เกิดจากสาเหตุที่ นักลงทุนไม่มั่นใจต่อเศรษฐกิ จในอนาคตที่จะนำไปสู่ recession เพียงอย่างเดียว และ 2) ถึงแม้ส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยร ะยะสั้นและระยะยาวจะแคบลง แต่ก็ยังมีความต่างอยู่ราว 40 bps ซึ่งยังไม่เข้าใกล้ภาวะ inverted yield curve นอกจากนี้ San Francisco Fed ประเมินว่าจะต้องเกิดภาวะ inverted yield curve ราว 6-24 เดือนก่อนที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจ ถดถอย

อีไอซีคาดว่า ธปท. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ไว้ที่ 1.50% ในปี 2018 ถึงแม้อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ จะกลับมาสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยขอ งไทยและมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่ องทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระ หว่างสหรัฐฯ และไทยกว้างขึ้น แต่ด้วยระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบล อยตัวภายใต้การจัดการ (managed float regime) อัตราเงินเฟ้อไทยที่ยังต่ำ และสถานะการเงินระหว่างประเทศที่ แข็งแกร่ง จะเป็นปัจจัยรองรับผลกระทบจากดอ กเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ ที่สูงขึ้นได้ เพราะค่าเงินบาทสามารถปรับอ่ อนค่าลงได้ อีกทั้งดุลบัญชีเดินสะพัดไทยที่ เกินดุลไปมากและเงินทุนสำรองที่ มีขนาดใหญ่สามารถรองรับความผันผ วนจากเงินทุนเคลื่อนย้ายได้ ดังนั้น ในการตัดสินนโยบายการเงินนั้น กนง. จึงน่าจะให้น้ำหนักต่อประเด็นกา รขึ้นดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ ค่อนข้างน้อย ทั้งนี้ ปัจจัยที่สนับสนุนการคงอัตราดอก เบี้ยนโยบายของไทยจะยังคงเป็นเรื่ อง 1) อัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ถึงแม้จะ ปรับสูงขึ้นตามราคาน้ำมันโลกและ เข้ากรอบเป้าหมาย แต่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ และ 2) แม้เศรษฐกิจในภาพรวมจะขยายตั วได้ดีกว่าคาด แต่ช่องว่างการผลิต (output gap) ในปัจจุบันยังคงเปิดอยู่

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday4379
mod_vvisit_counterYesterday30540
mod_vvisit_counterAll days77866578

We have: 227 guests online
Your IP: 54.80.247.119
 , 
Today: Jun 24, 2018

6102208