Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Hot News ตลาดรถยนต์ปี 63 คาดดีที่สุดคือระดับทรงตัวจากปี 62
ตลาดรถยนต์ปี 63 คาดดีที่สุดคือระดับทรงตัวจากปี 62 PDF Print E-mail
Sunday, 15 December 2019 19:05

•             ตลาดรถยนต์ในปี 2562 นี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ยอดขายรถยนต์โดยรวมตลอดทั้งปีน่าจะหดตัวลงประมาณร้อยละ 2.5 จากปี 2561 หรือคิดเป็นจำนวนรถยนต์ 1,015,000 คัน โดยมีปัจจัยกดดันที่สำคัญจากการเข้าควบคุมการปล่อยสินเชื่อของธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งแต่ช่วงกลางปี

•             สำหรับปี 2563 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงมองว่าตลาดน่าจำยังได้รับปัจจัยกดดันจากหลายทาง โดยเฉพาะความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อที่ดำเนินต่อมาจากปี 2562 ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ในประเทศปี 2563 มีโอกาสทรงตัวหรืออาจหดตัวได้ถึงร้อยละ 5 คิดเป็นตัวเลขยอดขาย 960,000 ถึง 1,015,000 คัน

•             อย่างไรก็ดี ท่ามกลางการหดตัวลงของรถยนต์ในหลายประเภท ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า รถยนต์อีโคคาร์ ซึ่งมีการเปิดตัวรุ่นใหม่ที่น่าสนใจออกมาหลายรุ่น โดยเฉพาะการวางกลยุทธ์นำตัวถังรถรุ่น B-Segment มาใส่เครื่องยนต์ที่เล็กลงน่าจะทำให้ตลาดอีโคคาร์กลับมาขยายตัวได้ในปี 2563 ส่วนรถยนต์ไฟฟ้ายังคงขยายตัวต่อเนื่องท่ามกลางกระแสการตอบรับที่ดีต่อรถยนต์ที่ทยอยออกมาหลายรุ่นอย่างต่อเนื่อง

ปี 2562 นับว่าเป็นปีแห่งความผันผวนและคาดเดาได้ค่อนข้างลำบากทีเดียวสำหรับตลาดรถยนต์ในประเทศ โดยในช่วงครึ่งแรกของปียอดขายรถยนต์ได้รับปัจจัยบวกจากการเร่งปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่ดำเนินต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2561 ทำให้ยอดขายช่วงครึ่งแรกของปี 2562 ขยายตัวจากช่วงเดียวกันในปีก่อนกว่าร้อยละ 7.1 ทว่าพอผ่านเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของปี สถาบันการเงินเริ่มมีความเข้มงวดกับการปล่อยสินเชื่ออย่างชัดเจนมากขึ้น ยังผลให้ยอดขายรถยนต์ในประเทศหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าสุดท้ายแล้วยอดขายรถยนต์ในประเทศทั้งปี 2562 อาจหดตัวลงประมาณร้อยละ 2.5 จากปี 2561 และปิดที่ตัวเลขประมาณ 1,015,000 คัน

สำหรับปี 2563 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงมีมุมมองเชิงลบต่อตลาดรถยนต์ โดยเฉพาะจากแรงกดดันของความเข้มงวดของการปล่อยสินเชื่อที่น่าจะยังคงปกคลุมตลาดรถยนต์ในประเทศต่อไปอีกปี ประกอบกับเศรษฐกิจในประเทศที่ยังคงมีทิศทางชะลอตัวจากแรงกดดันของสงครามการค้าโลก ทำให้มีโอกาสที่ยอดขายรถยนต์ในประเทศปี 2563 จะปิดตลาดที่ 960,000 ถึง 1,015,000 คัน ทรงตัวจากปี 2562 ถึงหดตัวกว่าร้อยละ 5 อย่างไรก็ดี ตลาดยังได้รับปัจจัยบวกจากการเปิดตัวรถยนต์อีโคคาร์หลายรุ่นที่น่าสนใจในช่วงปลายปี 2562 รวมถึงมีโอกาสที่รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่น่าจะมีการเปิดตัวเพิ่มอีกในตลาดปีหน้านี้ด้วย ซึ่งน่าจะช่วยพยุงให้บรรยากาศของตลาดรถยนต์ในประเทศปี 2563 คึกคักขึ้นมาได้บ้างในบางกลุ่มรถยนต์

อีโคคาร์และรถยนต์ไฟฟ้า...มีโอกาสเติบโตได้ดีท่ามกลางภาวะตลาดรถยนต์ไทยโดยรวมที่ซบเซา

แม้สถานการณ์โดยรวมของตลาดรถยนต์ในประเทศปี 2563 จะไม่เอื้อต่อการเติบโตของตลาดนัก เนื่องจากมีปัจจัยลบหลากหลายด้านที่เข้ามา โดยเฉพาะความเข้มงวดของการปล่อยสินเชื่อที่คาดว่าจะดำเนินต่อเนื่องไปจากช่วงครึ่งหลังของปี 2562 แต่ถึงกระนั้น ค่ายรถต่างก็พยายามใช้กลยุทธ์ต่างๆในการกระตุ้นตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ที่คาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีออกสู่ตลาด เพื่อกระตุ้นให้เกิดการซื้อรถยนต์เพิ่มขึ้น ซึ่งในปี 2563 นี้ คาดว่าประเภทรถยนต์ที่น่าสนใจและน่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาดมีอยู่ 2 กลุ่มด้วยกัน คือ รถยนต์อีโคคาร์ และรถยนต์ไฟฟ้า โดยมีประเด็นที่น่าสนใจในแต่ละกลุ่มดังนี้

•             รถยนต์อีโคคาร์ ค่ายรถต่างเร่งนำเสนอรุ่นใหม่ออกมาพร้อมกันหลายค่ายในช่วงปลายปี 2562 โดยได้มีการปรับโฉมทั้งไมเนอร์เชนจ์ และเมเจอร์เชนจ์ ซึ่งลูกเล่นใหม่ที่คาดว่าอาจจะเป็นตัวแปรดึงตลาดรถยนต์อีโคคาร์ที่หดตัวในปี 2562 ให้พลิกกลับมาเป็นบวกได้ในปี 2563 คือ การที่ค่ายรถเลือกใช้วิธีลดขนาดเครื่องยนต์ให้เล็กลงแต่เสริมแรงสมรรถนะเครื่องยนต์ให้ดีขึ้น เพื่อให้สามารถคงประสิทธิภาพการใช้งานและประหยัดน้ำมันได้ตามเกณฑ์มาตรฐานอีโคคาร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนำมาใช้กับรถยนต์ที่มีขนาดตัวถังใหญ่ขึ้น ซึ่งบางค่ายนำรถยนต์กลุ่ม B-Segment ที่ขายดีในตลาดปัจจุบันมาลงเครื่องใหม่ในขนาดที่เล็กลงแล้วขายในรูปแบบของอีโคคาร์ โดยคาดว่ากลยุทธ์ดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะทำให้คนหันมาซื้ออีโคคาร์มากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่ตัดสินใจเลือกซื้อรถโดยเปรียบเทียบราคากับอรรถประโยชน์ที่จะได้รับ ไม่ว่าจะเป็นขนาดรถและรูปลักษณ์ภายนอก ความเหมาะสมต่อการใช้งาน รวมถึงความสามารถในการประหยัดน้ำมันเป็นหลัก

จากทิศทางดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ยอดขายรถยนต์อีโคคาร์ในปี 2563 น่าจะทำตัวเลขได้ประมาณ 200,000 ถึง 210,000 คัน หรือขยายตัวกว่าร้อยละ 3 ถึง 8 หลังจากที่คาดว่าจะขายได้ 195,000 คัน หรือหดตัวกว่าร้อยละ 6.8 ในปี 2562 แต่เนื่องจากลูกเล่นการทำตลาดของรถยนต์อีโคคาร์รุ่นใหม่นี้ได้ไปดึงส่วนแบ่งการตลาดของรถยนต์นั่งขนาดเล็กกลุ่ม B-Segment เดิมมา ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ในกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะลดลง สอดคล้องกับที่ตลาดรถยนต์ขณะนี้กำลังเร่งนำเสนอรถยนต์นั่งในกลุ่มอีโคคาร์และอเนกประสงค์เป็นหลัก

•             รถยนต์ไฟฟ้า ในไทยปี 2563 คาดว่าจะมีสีสันมากขึ้นจากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาดอีกหลายรุ่นจากหลากหลายค่ายที่ได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอไปเรียบร้อยแล้ว ได้แก่

-              รถยนต์ไฮบริดรุ่นใหม่ที่คาดว่าจะลงมาเล่นในตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดเล็กมากขึ้น ซึ่งน่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาด เนื่องจากรถยนต์อเนกประสงค์อยู่ในกระแสความนิยมของตลาดปัจจุบันอยู่แล้ว นอกจากนี้ อาจมีรถยนต์นั่งขนาดเล็กในกลุ่มไฮบริดเข้ามาทำตลาดเช่นกัน เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการความทันสมัยในงบที่เข้าถึงได้มากขึ้น

-              รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดคาดมีหลากรุ่นที่จะเข้ามาทำตลาดมากขึ้น หลังค่ายรถยุโรปย้ายฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าบางรุ่นมาไทยเพื่อผลิตส่งออกไปจีน

-              รถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ คาดว่าจะเริ่มเป็นที่รับรู้ของผู้บริโภคมากขึ้น หลังในปี 2562 ค่ายรถจีนได้เข้ามาทำตลาดด้วยระดับราคาที่ไม่สูงเกินไปนัก เนื่องจากได้สิทธิประโยชน์ที่ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าผ่านข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างจีนกับไทย ส่งผลให้ทำยอดจองรถได้สูงเกินคาด ซึ่งในปี 2563 นี้ ค่ายรถมีโอกาสที่จะทำตลาดได้ดีต่อเนื่อง ประกอบกับในปีนี้อาจมีรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่จากค่ายอื่นที่น่าจะออกมาสู่ตลาดได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะค่ายที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอเรียบร้อยแล้ว

จากทิศทางดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในปี 2563 น่าจะทำตัวเลขได้ประมาณ 58,500 ถึง 65,000 คัน หรือขยายตัวกว่าร้อยละ 96 ถึง 118 หลังจากที่คาดว่าจะขายได้ 29,800 คัน หรือขยายตัวกว่าร้อยละ 50 ในปี 2562 โดยมีรายละเอียดยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าแต่ละประเภทดังตารางสรุปตัวเลขคาดการณ์ต่อไปนี้

โดยสรุป ตลาดรถยนต์ในประเทศของไทยช่วงปี 2563 นี้ คาดว่านอกจากจะเผชิญกับปัจจัยลบสำคัญจากความเข้มงวดของการปล่อยสินเชื่อที่ต่อเนื่องมาจากปี 2562 ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจในประเทศที่ยังอยู่ในภาวะชะลอตัว โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการมีงานทำของผู้บริโภคแล้ว ยังคงต้องติดตามมาตรการของภาครัฐด้วยว่าจะมีออกมาช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในส่วนนี้หรือไม่ ซึ่งหากไม่มีแรงกระตุ้นสำคัญอะไรออกมา จากบรรยากาศตลาดในปัจจุบันก็ดูจะเป็นความท้าทายมากที่จะผลักดันให้ตลาดเติบโตขึ้นมาปิดบวก ยกเว้นแต่ตลาดรถยนต์อีโคคาร์กับรถยนต์ไฟฟ้าที่อาจจะขยายตัวเป็นบวกได้ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าหากภาคส่วนต่างๆมีการส่งเสริมการรับรู้เกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า ภาคเอกชนมีการวางแนวทางการจัดการที่ชัดเจนเกี่ยวกับตลาดรถยนต์มือสองและแบตเตอรี่พร้อมไว้สำหรับผู้ซื้อ ขณะที่สถานีบริการชาร์จไฟฟ้าก็มีการขยายจำนวนให้ทั่วถึงมากขึ้น ก็น่าจะช่วยส่งเสริมความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และทำให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเติบโตเร็วกว่าที่คาดได้

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday312
mod_vvisit_counterAll days312

We have: 312 guests online
Your IP: 3.83.32.171
 , 
Today: Jan 25, 2020

6119656