|
บล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะหุ้น 08/03/53
|
|
|
|
|
Monday, 08 March 2010 09:44 |
|
บล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 08/03/53
กลยุทธ์การลงทุน คาดดัชนีหุ้นจะลักษณะการแกว่งตัวขึ้นในเชิงบวก เช่นเดียวกับกับตลาดต่างประเทศ โดยมีกรอบการเคลื่อนไหวระหว่าง 730–740 จุด เช่นเดิม ทั้งนี้คาดว่ายังมี Fund Flow เป็น ปัจจัยขับเคลื่อน และหุ้นเด่นนำตลาดยังกระจุกตัวในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น TTA, RCL, PTTEP, BANPU ราคาน้ำมันดิบยังปรับตัวขึ้นต่อ ขณะที่คาดหมายเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่า ราคาน้ำมันดิบโลกสัปดาห์นี้ ยังมีโอกาสขยับขึ้นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 3 โดยล่าสุดราคา น้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า (Nymex) ขึ้นมายืนเหนือ 80 เหรียญฯต่อบาร์เรล (อยู่ที่ 81.5 เหรียญฯ) เป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน คาดว่าน่าจะได้รับแรงหนุนจากตัวเลขการปลดคนงานใน เดือน ก.พ. ต่ำกว่าคาด โดยปลดเพียง 3.6 หมื่นตำแหน่ง เทียบกับที่คาดไว้ 5 หมื่นตำแหน่ง นอก จากนี้น่าจะเกิดจากตลาดคาดการณ์ต่อแนวโน้มเงินดอลลาร์สหรัฐ จะกลับมามีทิศทางอ่อนค่าเมื่อ เทียบกับยูโรป เนื่องจากปัญหาในยุโรปน่าจะผ่อนคลายลง โดยเฉพาะหลังสมาชิกในกลุ่มสหภาพ ยุโรป มีแผนที่จะเข้าช่วยเหลือประเทศกรีซ 25 พันล้านยูโร (หรือราว 32.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ) นอกเหนือจากที่กรีซได้เสนอแผนการตัดขาดดุลงบประมาณประจำปีลงจากเดิมราวครึ่งหนึ่ง และ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมายังสามารถขายพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี วงเงิน 6.8 พันล้านเหรียญฯ สำเร็จ อย่างไรก็ตามผลการสำรวจนักวิเคราะห์ในต่างประเทศ ต่อทิศทางราคาน้ำมันดิบโลกใน สัปดาห์ กลับให้ภาพที่ขัดแย้งกัน กล่าวคือผู้ตอบสัดส่วนราว 38% ในอัตราเท่ากัน 2 กลุ่ม มีความ เห็นในทางตรงกันข้าม คือกลุ่มแรกคาดว่าราคาน้ำมันดิบจะลดลง แต่อีกกลุ่มคาดว่าราคาน้ำมัน จะเพิ่มขึ้น ขณะที่เหลือเพียง 24% ของผู้ตอบเท่านั้น ที่มีความเห็นเป็นกลาง โดยคาดว่าราคา น้ำมันจะทรงตัว จากสัปดาห์ก่อนหน้า
ต่างชาติยังคงซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยทั้ง Spot และ Futures เชื่อเงินยังทุนไหลเข้าต่อ วานนี้นักลงทุนต่างชาติยังคงมีสถานะซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย ทั้งตลาด Spot และ Futures ทำให้ช่วงกว่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มียอดซื้อสะสมสุทธิในตลาด Spot ราว 18.5 พันล้าน บาท และซื้อสะสมสุทธิในตลาด Futures กว่า 6.34 พันล้านบาท ด้วยสัญญาณการซื้อสุทธิทั้ง 2 ตลาดเช่นนี้ ทำให้เชื่อว่า Fund Flows จะยังคงหลั่งไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยต่อไป โดยได้รับปัจจัย หนุนจากเงินบาทที่ยังคงมีแนวโน้มแข็งค่า ตามภูมิภาคเอเซีย เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจเอเซียที่ ฟื้นตัวเร็วกว่า และได้ดุลการค้ากั คู่แข่งขันอย่างต่อเนื่อง
เรือทุกลำกำลังมุ่งหน้าสู่เหนือ ทั้งดัชนี Howe Robinson Index, ปริมาณขนส่ง, BDI ขยับขึ้น ต่อ ดังที่นำเสนอมาตลอดว่า ดัชนี Howe Robinson Index ซึ่งเป็นตัวแทนของดัชนีค่า ระวางเรือคอนเทนเนอร์ ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 7 และปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทได้เปิดเผยตัวเลขอัตราการขนส่ง หรือ lifting ในเดือน ม.ค. 2553 เพิ่มขึ้นถึง 20% เมื่อ เทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อน เป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 1 ปี ทั้งนี้เป็นการเพิ่มขึ้นของตู้ ขนส่งสินค้าประเภท COC (ตู้คอนเทนเนอร์ RCL รับจ้างขนให้) 22% และ SOC (ตู้ คอนเทนเนอร์ที่เป็นของ RCL เอง) 17% เป็นการยืนยันว่า RCL จะกลับมามีกำไรในอีก 1-2 งวดข้างหน้า หรืออาจจะเร็วกว่านี้ หากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอาเซียนเร็วกว่าที่คาด และที่ สำคัญ การเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน ซึ่งให้ลดภาษีการค้ากันเหลือ 0% มีผลตั้งแต่ ต้นปี 2553 น่าจะเอือต่อธุรกรรมของ RCL ซึ่งกระจุกอยู่ในอาเซียนถึง 80% ของปริมาณธุรกรรมรวม และ เช้านี้พบว่าดัชนีค่าระวางเรือเทกอง (BDI) ยังดีดตัวขึ้นต่อเนื่อง 121 ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 3,242 จุด จึงยังแนะนำซื้อหุ้นในกลุ่มเรือเทกองที่ราคาหุ้นมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับ BDI ใน ระดับสูงกว่า 85% โดยเฉพาะ TTA ที่ได้ประโยชน์สูงสุดจาดดัชนี BDI ขาขึ้น
แนะนำผู้ที่ถือ PHATRA ให้นำไปแลกเป็นบริษัท ทุนภัทร จำกัด ซึ่งเป็นบริษัท โฮลดิ้ง คอมพานี บ่ายวันศุกร์ บริษัทหลักทรัพย์ภัทร (PHATRA) แจ้งตลาดถึงแผนการปรับโครงสร้าง ธุรกิจใหม่ โดยการจัดตั้งบริษัท โฮลดิ้ง คอมพานีขึ้นใหม่ คือ บริษัททุนภัทร จำกัด เพื่อทำหน้าที่ ในการลงทุนในหลักทรัพย์ ขณะเดียวกัน บริษัท โฮลดิ้ง จะเข้าถือหุ้น PHATRA ทั้ง 100% ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการประกอบธุรกิจนายหน้า และการลงทุน เพื่อป้องกันความขัดแย้ง กันของผลประโยชน์ โดยบริษัทฯ ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับอัตราการแปลงสภาพหุ้น PHATRA ไปเป็นหุ้นบริษัททุนภัทร อยู่ที่ 1:1 และหลังจากนี้หุ้น PHATRA จะถูกถอนออกจาก ตลาด แต่จะนำบริษัท ทุนภัทร จำกัด เข้ามาจดทะเบียนฯแทน อย่างไรก็ตามคาดว่าการปรับโครง สร้างดังกล่าวจะไม่ทำให้ผลประกอบการของบริษัท ทุนภัทร จำกัด แตกต่างจาก PHATRA เดิม กล่าวคือคาดว่ารายได้ธุรกิจระหว่างนายหน้า ต่อรายได้อื่น ๆ คือ กำไรจากเงินลงทุน ดอกเบี้ยและ เงินปันผลรับ จะมีสัดส่วนราว 70:30 ทั้งนี้ประมาณการกำไรในปี 2553 จะอยู่ในระดับ 287 ล้าน บาท หรือหุ้นละ 1.35 บาท ลดลงจาก 427 ล้านบาท และ 2 บาทในปี 2552 ซึ่งได้คำนึงถึงผล กระทบจากค่าธรรมเนียมแบบขั้นบันไดที่เริ่มใช้ในปี 2553 ทั้งนี้พบว่าราคาหุ้น PHATRA ล่าสุดมีค่า PER ปี 2553 ที่ 11.4 เท่า ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับมูลค่าที่เหมาะสมในปี 2553 จึง แนะนำให้นักลงทุนที่มีหุ้น PHATRA นำไปแลกเป็นหุ้นบริษัท ทุนภัทร เชื่อว่าเป็น 1 ใน ธุรกิจ หลักทรัพย์ ที่จะอยู่รอดในระยะยาว
|
Comments