|
MPA NIDA เตือนแบงก์ชาติรับมือบาทแข็งแนะตรึงดอกเบี้ยนโยบายรอดู
|
|
|
|
|
Tuesday, 11 May 2010 14:02 |
|
ผู้อำนวยการหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต คณะรัฐประศาสน ศาสตร์ นิด้า หรือ MPA NIDA เตือนรับมือเงินบาทแข็งค่า กระทบส่งออกในครึ่งปี หลัง หลังต่างชาติหนีวิกฤติเศรษฐกิจประเทศกรีซลามยุโรป โยกเงินลงทุนเข้าตลาด หุ้น-ตลาดเงินเอเชีย แนะแบงก์ชาติตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายถึงปลายปี รอดูท่าที เศรษฐกิจโลกและปัจจัยการเมืองในไทย หวั่นซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลง
รศ.ดร.มนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหา บัณฑิต คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (MPA NIDA) เปิดเผยว่า จากปัญหาวิกฤติทางการเงินของประเทศกรีซ ที่มีหนี้สาธารณะสูงถึง 115% ของจีดีพี ทำให้ต้องขอเข้ารับการช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่าง ประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และสหภาพยุโรป (อียู) จนกระทั่งลุกลามสู่ประเทศสเปนและ โปรตุเกส ส่งผลให้สถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือประกาศปรับลดอันดับเครดิต ของประเทศเหล่านี้ลง ทำให้มีความเป็นไปได้ที่นักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนในตลาดหุ้น และตลาดเงินยุโรป อาจจะโยกเงินและเพิ่มสัดส่วนเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นและตลาด เงินเอเชียแทน เพื่อหาผลตอบแทนจากการลงทุนมากขึ้น ทั้งนี้ จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ค่าเงินสกุลเอเชียมีทิศทางแข็งค่ามาก ขึ้นจากการไหลเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งรวมถึงค่าเงินบาทของไทยที่ อาจแข็งค่าขึ้นจากระดับปัจจุบัน ซึ่งอยู่ที่ 32.33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และหากค่า เงินบาทของไทยแข็งค่ามากเกินไปย่อมส่งผลต่อการส่งออกที่ประเทศไทยยังต้อง พึ่งพิงในสัดส่วนที่สูงถึง 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมทางเศรษฐกิจ(จีดีพี) ซึ่งจะมีผล กระทบต่อการพยุงเศรษฐกิจของไทยในปีนี้ให้เป็นไปตามอัตราการเติบโตเป้าหมาย ในระดับ 4.5% “ผลกระทบที่เกิดจากวิกฤติการเงินของยุโรป อาจจะไม่กระทบโดยตรงกับ ประเทศไทย แต่ยังต้องจับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งตลาดหุ้น อัตรา ดอกเบี้ย การส่งออก และค่าเงินบาท โดยเฉพาะเรื่องของค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็ง ค่าขึ้น หลังต่างชาติโยกเงินเข้ามาลงทุนในตลาดเอเชียและในไทยมากขึ้น ซึ่งแบงก์ ชาติอาจจะเข้ามาดูแลเสถียรภาพของค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าเกินไปจนส่งผลเสียต่อ การแข่งขันในการส่งออกสินค้าของไทย” รศ.ดร.มนตรี กล่าว ผู้อำนวยการหลักสูตร MPA NIDA กล่าวว่า ขณะทิ่ทิศทางอัตราดอกเบี้ยใน ช่วงครึ่งปีหลังเชื่อว่ายังอยู่ในภาวะทรงตัว และเชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะยังไม่ปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงนี้จากปัจจุบันที่ 1.25% จนกว่าจะ ถึงไตรมาส 4 เนื่องจากยังต้องรอประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจของไทยที่ได้รับผล กระทบจากปัญหาการเมืองและวิกฤติการเงินของยุโรป ที่ส่งผลต่อเป้าหมายการเติบ โตทางเศรษฐกิจของไทยที่อาจเติบโตต่ำกว่าเป้าที่วางไว้
|
Comments