Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home IR & PR “กันก่อนท่วม” ชูต้นแบบ Water Smart Communities เปลี่ยน “ผู้ประสบภัย” เป็น “ผู้จัดการน้ำ”
“กันก่อนท่วม” ชูต้นแบบ Water Smart Communities เปลี่ยน “ผู้ประสบภัย” เป็น “ผู้จัดการน้ำ” PDF Print E-mail
Friday, 04 September 2026 23:36

+ชู 7 ชุมชนต้นแบบ จาก “รู้ก่อน–เตรียมก่อน–ป้องกันก่อน” สู่ Water Economy

 

ศูนย์กันก่อนท่วม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ผนึกกำลังเครือข่ายพันธมิตร จัด Water Resilience Forum ครั้งที่ 3 “WATER SMART COMMUNITIES – คนเปลี่ยนน้ำ น้ำเปลี่ยนอนาคต” ณ หอประชุมคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ระดมผู้นำภาครัฐ–วิชาการ–ชุมชน ถอดบทเรียนชุมชนต้นแบบ ชี้ไทยมีทั้งความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และต้นแบบที่ทำได้จริง พร้อมผลักดันการจัดการน้ำเชิงป้องกันสู่ทุกจังหวัด ชี้ประเทศไทยต้องเปลี่ยนจากการรอรับมือเมื่อเกิดภัย ไปสู่การรู้ล่วงหน้า เตรียมพร้อม และจัดการน้ำก่อนเกิดความเสียหาย พร้อมเปลี่ยนน้ำจากความเสี่ยงให้เป็นต้นทุนสร้างคุณภาพชีวิตและมูลค่าทางเศรษฐกิจ (Water Economy)

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมแสดงวิสัยทัศน์เรื่อง “วิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และอนาคตของ Water Smart Communities”

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “มหาอุทกภัยปี 2554 สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจแก่ประเทศไทยประมาณ 1.43 ล้านล้านบาท คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 70 % ของงบประมาณแผ่นดิน ในขณะที่เหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ในปี 2568 โดยเฉพาะพื้นที่หาดใหญ่ สร้างความเสียหาย 25,000 ล้านบาท และในช่วงที่ผ่านมา สถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงที่จังหวัดน่าน กาญจนบุรี และอีกหลายพื้นที่ รวมถึงเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในเนปาล สะท้อนให้เห็นว่าความเสี่ยงจากน้ำและภัยธรรมชาติมีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น ความเสียหายที่แท้จริงอาจไม่ได้วัดเพียงมูลค่าทรัพย์สิน แต่รวมถึงผลกระทบต่อชีวิต อาชีพ และความต่อเนื่องของเศรษฐกิจ บทเรียนเหล่านี้สะท้อนว่า ต้นทุนของการรอให้น้ำท่วมแล้วจึงแก้ไข สูงกว่าการลงทุนเพื่อเตรียมพร้อมและป้องกันล่วงหน้าอย่างมหาศาล  ขณะที่ธนาคารโลกประเมินว่า หากเกิดน้ำท่วมขนาดใกล้เคียงมหาอุทกภัยปี 2554 อีกครั้งในปี 2030 ประเทศไทยอาจสูญเสียผลผลิตเกือบ 10% ของ GDP โจทย์สำคัญของประเทศไทยจึงไม่ใช่การรับมือน้ำท่วมได้ดีขึ้น แต่คือการทำให้แต่ละพื้นที่ รู้จักน้ำของตัวเอง รู้ความเสี่ยง และเตรียมพร้อมก่อนเกิดภัย”

ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานศูนย์กันก่อนท่วม นำเสนอ 4 แนวทาง “เปลี่ยนวิกฤตน้ำ สู่เศรษฐกิจมั่นคง” ได้แก่

•              Blue Infrastructure การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจจากน้ำเหนือ น้ำฝน และน้ำหนุน พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนแบบ PPP ระหว่างภาครัฐและเอกชน

•              Integrated Water Data Platform การเชื่อมโยงข้อมูลน้ำแบบ Real-time เพื่อคาดการณ์ เตือนภัย และวางแผนเชิงรุก

•              Water Smart Community เสริมพลังชุมชนให้ร่วมบริหารจัดการน้ำกับภาครัฐ ทั้งการรับมือและการใช้ประโยชน์จากน้ำอย่างยั่งยืน

•              ยกระดับการบริหารจัดการน้ำเป็นวาระแห่งชาติ เชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานด้านน้ำทุกภาคส่วนให้เป็นระบบเดียวกัน

7 ชุมชนต้นแบบ: เมื่อ “การจัดการน้ำ” กลายเป็น “โอกาส”

ภายในงานมีพิธีมอบเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติชุมชนต้นแบบแก่ผู้แทน 7 ชุมชนต้นแบบ สะท้อนว่าการจัดการน้ำไม่มีสูตรเดียว แต่เกิดจากคนในพื้นที่ที่เข้าใจปัญหา ร่วมมือกัน และออกแบบทางออกให้เหมาะกับบริบทของตัวเอง จึงสามารถเปลี่ยนจากวิกฤติน้ำเป็นความมั่นคง คุณภาพชีวิตที่ดี ความร่วมมือ และมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับพื้นที่ได้พร้อมกัน

•              เชียงดาว จ.เชียงใหม่ สะท้อนพลังของ “คนต้นน้ำสร้างอนาคตร่วมกัน” เมื่อชุมชนร่วมดูแลทรัพยากรต้นน้ำ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ทั้งพื้นที่ต้นน้ำและผู้คนปลายน้ำ

•              แพรกหนามแดง จ.สมุทรสงคราม แสดงให้เห็นว่า “น้ำสร้างมิตร” ได้ เมื่อความขัดแย้งระหว่างพื้นที่น้ำจืดและน้ำเค็มกว่า 20 ปี เปลี่ยนเป็นความร่วมมือด้วยข้อมูล งานวิจัย และภูมิปัญญาท้องถิ่น

•              ตาหลังใน จ.สระแก้ว แสดงพลังของ “ข้อมูลเปลี่ยนปัญหาเป็นแผน” เมื่อชุมชนรู้ว่าน้ำมีเท่าไร อยู่ที่ไหน และต้องการใช้เท่าไร ก่อนนำข้อมูลผ่าน COPIN มาวิเคราะห์และวางแผนจัดการน้ำ

•              ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ๙ ดี จ.บุรีรัมย์ แสดงให้เห็นว่า “จัดการน้ำ สร้างความมั่นคง สร้างรายได้” ผู้สูงอายุที่ไม่เคยมีรายได้ สามารถสร้างรายได้คนละ2,000-3,000 บาทต่อเดือน ผ่านแก้มลิง พลังงานแสงอาทิตย์ การพัฒนาพันธุ์ข้าว และพืชผล รวมทั้งพัฒนาเกษตรกร

•              นครปฐม ได้รับความเสียหายจากมหาอุทกภัย พ.ศ. 2554 รวมประมาณ 6,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมประมาณ 1,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม จังหวัดสามารถฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของประชาชนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันภาคเกษตรกรรมของจังหวัดมีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประมาณ 17,000 ล้านบาท( Gross Provincial Product ด้านเกษตรของจังหวัด ที่มา สภาพัฒน์)

•              คลองเปรมประชากร กรุงเทพฯ แสดงให้เห็นว่า “แก้น้ำ พร้อมแก้คุณภาพชีวิต” ด้วยการฟื้นฟูคลอง ระบบระบายน้ำ ที่อยู่อาศัย พื้นที่สาธารณะ และการมีส่วนร่วมของคนริมคลอง

•              ทรงวาด กรุงเทพฯ สะท้อนการ “อยู่กับน้ำ พร้อมสร้างเศรษฐกิจ” เมื่อชุมชนริมน้ำปรับตัวต่อความเสี่ยง ควบคู่กับการนำอัตลักษณ์และทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีผู้มาเยือนประมาณ 5,000 คนต่อวัน สร้างรายได้ทั้งย่าน 10-40 ล้านบาทต่อเดือน

จาก “Water Resilience” สู่ “Water Economy”

ภายในงานยังมีการจัดเวทีเสวนาเรื่อง  “ประเทศไทยจะทำอย่างไรให้ทุกจังหวัดก้าวสู่การเป็น Water Smart Community” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  โดยสรุปบทเรียนจากทั้ง 7 พื้นที่ว่า การจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพต้องเริ่มจากการเข้าใจพื้นที่ และเปลี่ยนจากการ “รอให้เกิดปัญหาแล้วจึงแก้” เป็น “รู้ก่อน–เตรียมก่อน–ป้องกันก่อน” หัวใจสำคัญคือการเชื่อมข้อมูลวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และพลังของชุมชน เข้าด้วยกัน เพื่อให้แต่ละพื้นที่รู้จักน้ำของตัวเอง เข้าใจความเสี่ยง และสามารถเตรียมรับมือได้ก่อนเกิดภัย

“การจัดการน้ำ (Water Resilience) จึงไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่ายเพื่อป้องกันภัย แต่คือการลงทุนเพื่ออนาคต”         ซึ่งเป็นหัวใจของแนวคิด Water Economy ที่ศูนย์กันก่อนท่วมมุ่งผลักดัน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนจากการ “รับมือกับน้ำ” ไปสู่การ “อยู่กับน้ำอย่างรู้เท่าทัน และใช้ประโยชน์จากน้ำเพื่อสร้างอนาคต”                    ทั้งความสามารถในการอยู่รอด ฟื้นตัว และเติบโตหลังเผชิญความเสี่ยง เมื่อชุมชนมีน้ำเพื่อการเกษตร มีความมั่นคงทางอาหาร มีระบบจัดการน้ำที่ดี เมืองมีพื้นที่ให้คนอยู่ร่วมกับน้ำ หรือสามารถนำทุนทางธรรมชาติและวัฒนธรรม   มาต่อยอดทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน ”ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์ศักดิ์ กล่าวปิดท้าย

++++++++++++++++++++++++++++++++++

This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it

 

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday1611
mod_vvisit_counterAll days1611

We have: 1610 guests online
Your IP: 216.73.217.117
Mozilla 5.0, 
Today: Sep 05, 2026

4554504