|
ส่งออกเดือนมิ.ย. 53 โตสูงสุดเป็นประวัติการณ์
|
|
|
|
|
Wednesday, 21 July 2010 12:11 |
|
นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การส่งออกของไทยเดือนมิ.ย. 2553 มีมูลค่า 1.80 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นการขยายตัว 46.3% ซึ่งเป็นการเร่งตัวขึ้นจากเดือนพ.ค. 2553 ที่ขยายตัว 42.1%
ทั้งนี้การส่งออกของไทยในเดือนมิ.ย.นับเป็นตัวเลขการส่งออกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่มีการเก็บสถิติการส่งออก ซึ่งสินค้าทุกหมวดขยายตัวเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันปีก่อน โดยสินค้าเกษตรอุตสาหกรรมเกษตรเพิ่มขึ้น 33.3% โดยสินค้าที่มีปริมาณและมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นได้แก่ ยางพารา มันสำปะหลัง น้ำตาล สินค้าอาหารประเภททะเลแช่แข็ง สินค้าอาหารกระป๋อง กุ้งแช่แข็งและแปรรูป รวมไปถึงไก่แช่แข็งและแปรรูป อย่างไรก็ตามยังมีสินค้าในหมวดดังกล่าวที่มีปริมาณและมูลค่าลดลง ได้แก่ สินค้าข้าว เนื่องจากได้รับปัญหาการแข่งขันด้านราคากับเวียดนาม ปากีสถาน และอินเดีย รวมถึงค่าเงินบาทที่แข็งค่ากว่าเมื่อเทียบกับคู่แข่ง สินค้าอุตสาหกรรมสำคัญเพิ่มขึ้น 52.6% โดยสินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกเพิ่มสูงขึ้นได้แก่ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ รวมถึงอัญมณีที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และสินค้า อื่นๆ เพิ่มขึ้น 35.3%
อย่างไรก็ตามตลาดการส่งออกสำคัญได้ปรับตัวสูงขึ้นทั้งตลาดหลักและตลาดใหม่ โดยตลาดหลักมีการส่งออกเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 โดยในเดือนมิ.ย. การส่งออกในตลาดหลักขยายตัว 44.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเป็นการเพิ่มขึ้นทุกตลาด โดยเฉพาะตลาดอาเซียนที่ขยายตัว 51.2% ขณะที่ตลาดญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐฯ ก็นับเป็นการขยายตัวต่อเนื่องในอัตราที่สูงเช่นกัน โดยตลาดใหม่การส่งออกเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 10 โดยในเดือนมิ.ย. ขยายตัว 47.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน
'การส่งออกในเดือนมิ.ย. ที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ มาจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว รวมถึงได้รับสิทธิประโยชน์จากเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ AFTA ทำให้การค้าชายแดนในเดือนมิ.ย. ปรับตัวดีขึ้น โดยได้รับสิทธิประโยชน์กับประเทศที่มีพันธกรณี อีกทั้งการไปโรดโชว์ยังประเทศต่างๆ ได้รับการตอบรับที่ดี โดยล่าสุดเดินทางไปที่รัสเซียพบว่ามีความสนใจสินค้าทุกประเภทของไทย ซึ่งการเดินทางไปครั้งนี้ มียอดขาย สูงถึง 10,000 ล้านบาท'นางพรทิวากล่าว
การนำเข้าเดือนมิ.ย. 2553 มีมูลค่า 15,1716 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 37.9% ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวที่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนพ.ค. 2553 ที่ขยายตัว 55.1% แต่ขยายตัวเพิ่มขึ้นหากเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน
โดยสาเหตุให้การนำเข้าในเดือนมิ.ย. ขยายตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน มาจากสินค้าเชื้อเพลิงที่มีการนำเข้าเพิ่มขึ้น 21.4% เนื่องจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัว ทั้งภาคการผลิต การส่งออก และภาคการขนส่ง สินค้าทุนนำเข้าเพิ่มขึ้น 45.5% ปัจจัยหลักมาจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว และนักลงทุนต่างชาติยังมีความเชื่อมั่นในศักยภาพการเป็นแหล่งลงทุนของประเทศไทย ซึ่งสะท้อนจากข้อมูลการขอรับ การส่งเสริมลงทุนผ่านบีโอไอ ในครึ่งปีแรก 2553 ที่มีจำนวนโครงการเพิ่มขึ้น ถึง 4.63% และมูลค่าเพิ่มขึ้น7.4% ประกอบกับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้าง เช่น รถไฟฟ้าสายสีม่วง เป็นต้น สินค้าวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูป เพิ่มขึ้น 34.7% สอดคล้องกับภาคการส่งออกและภาคการบริโภคในประเทศที่ขยายตัวต่อเนื่อง สินค้าอุปโภคบริโภค เพิ่มขึ้น 41.5% เนื่องจากผู้ บริโภคเริ่มมีความเชื่อมั่นสถานการณ์การเมืองที่คลี่คลายลง ทำให้เพิ่มการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ประกอบกับผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีการส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นยอดขายภายหลังสถานการณ์การเมืองเข้าสู่ภาวะปกติ ยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง เพิ่มขึ้น 122.5%
สาเหตุจากยอดจำหน่ายรถยนต์ภายในประเทศรวมถึง ยอดการส่งออกที่ขยายตัวขึ้นมาก เนื่องจากกำลังซื้อของประชาชนเพิ่มขึ้นตามทิศทางเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมที่ดีขึ้น รวมถึงสินค้าเกษตรที่มีราคาปรับขึ้น เช่น ยางพารา และมันสำปะหลัง ทำให้เกษตรกร มีรายได้เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้การส่งออกครึ่งปีแรก 2553 (ม.ค.-มิ.ย.) มีมูลค่ารวม 93,066 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นการขยายตัว 36.6% ขณะที่การนำเข้า 6 เดือน มีมูลค่า 86,689 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 51.7% นอกจากนี้ ดุลการค้าในเดือนมิ.ย. 2553 ไทยเกินดุล 2,322 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ครึ่งปีแรก 2553 (ม.ค.-มิ.ย.) ไทยเกินดุลรวม 6,378 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสาเหตุมาจากการส่งออกที่เร่งตัวกว่าการนำเข้า นางพรทิวา กล่าวว่า การส่งออกของไทยช่วงครึ่งปีแรกที่ขยายตัวต่อเนื่องทำให้กระทรวงพาณิชย์ ตัดสินใจปรับประมาณการการส่งออกในปี 2553 เพิ่มเป็น ขยายตัว 19% มีมูลค่า 1.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่มีการทำสถิติมา จากเดิมที่คาดจะขยายตัวเพียง 14% หลังตัวเลขการส่งออก 6 เดือนที่ผ่านมามีมูลค่ารวมถึง 9.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 36.6%
ขณะที่แนวโน้มครึ่งปีหลัง การส่งออกจะยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะมีมูลค่าการส่งออกถึง 9.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวดีขึ้น ทำให้มั่นใจว่าจะสามารถรักษาฐานตลาดเก่า และใหม่ไว้ได้ ประกอบกับทางกระทรวงพาณิชย์ได้มีการกระตุ้นการส่งออกและมีการเจาะกลุ่มตลาดสินค้าในเชิงลึกมากขึ้น โดยได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์ไปศึกษาข้อมูลเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าตลาดใหม่ และทำให้การส่งออกสินค้าตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น 'ในไตรมาส 3 จะยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยมีมูลค่า 9.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแบ่งเป็นไตรมาส 3 ประมาณ 50,000 ล้านดอลล์ และไตรมาส 4 ประมาณ 40,000 ล้านดอลล์ โดยปัจจัยลบที่เคยกังวลอย่างวิกฤตการเงินกรีซ ปัญหาค่าเงินหยวนแข็งค่า ก็ไม่ได้มีกระทบต่อการส่งออกของไทยมากนัก'นางพรทิวา กล่าว
|
Comments