|
นายกฯ ฝันใกล้ 5 ปีข้างหน้าทำงบประมาณแบบสมดุลได้
|
|
|
|
|
Friday, 06 August 2010 16:21 |
|
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “รัฐบาลกับการปฏิรูปประเทศไทย” ในการประชุมประจำปี 2553 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) เกี่ยวกับทิศทางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ที่อิมแพ็คเมืองทองธานีว่า แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 มีความสำคัญต่อประเทศ มาก เพราะเป็นตัวกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ให้พร้อมรับกับสถานการณ์ใหม่ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ระหว่างปี 2555 – 2559 อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการจัดทำแผนฯ จะแล้วเสร็จในกลางปีหน้า จากนั้นจะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ในส่วนของรัฐบาลได้เน้นให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น เพื่อให้เกิดการปรองดองและการพัฒนาประเทศไปสู่ความเป็นเอกภาพ สำหรับภาวะเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกช่วงที่ผ่านมา แม้จะมีความผันผวนและความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศ แต่พื้นฐานที่แข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของไทย ช่วยให้ประเทศผ่าวิกฤต มาได้ โดยครึ่งปีแรกเศรษฐกิจไทยโตได้ร้อยละ 10 ขณะที่ภาคการส่งออก การเกษตร อุตสาหกรรม และการลงทุนจากต่างประเทศปรับตัวดีขึ้น จึงมั่นใจว่าไทยจะผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจรอบนี้ไปได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินกู้ยืมของภาครัฐ เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงินการคลังของประเทศ และในการประชุมปลัดกระทรวงทุกกระทรวงในวันจันทร์ที่ 9 สิงหาคมนี้ จะมีการหารือกับกระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ พิจารณาความเป็นไปได้ในการจัดทำงบประมาณสมดุลให้ได้ภายใน 5 ปีข้างหน้า เนื่องจากภาวะการเงินการคลังของประเทศเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ จึงเชื่อว่าจะสามารถทำได้
นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวย้ำถึงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 อีกว่า ต้องมีเรื่องการปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรม และการนำนโยบายเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นตัวกำหนดการจัดทำแผน, การพัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพ ความมั่นคง มีความรู้ความสามารถ และมีจริยธรรม หากไม่สามารถพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้ จะทำให้สูญเสียความสามารถทางการแข่งขัน และเกิดความขัดแย้งภายในได้ โดยตั้งเป้าให้ระบบสวัสดิการของคนไทย มีคุณภาพที่ดีขึ้น ซึ่งในปี 2559 กำหนดให้มีระบบรัฐสวัสดิการเกิดขึ้น โดยไม่กระทบต่อฐานะทางการเงินการคลังของประเทศ เพื่อลดความขัดแย้งและความไม่เป็นธรรมในสังคมไทยลง ขณะที่การปฏิรูปการศึกษาประชาชนทุกคนต้องให้เรียนรู้ตลอดชีวิต โดยจะมีการปรับเปลี่ยนหลักสูตรและระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
นอกจากนี้ ในอนาคตจะให้ความสำคัญกับการบริการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประชา โดยเฉพาะเรื่องน้ำ เกษตรกรต้องมีเพียงพอในการทำการเกษตร เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและอาหาร รวมทั้งระบบการคมนาคมขนส่งต้องเป็นระบบมากขึ้นด้วย โดยอีก 5 ปีข้างหน้า ต้องมีความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะระบบรถไฟความเร็วสูง และระบบรางเชื่อมโยงไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
|
Comments