Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Daily Research บล.กรุงศรีอยุธยา : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 25/06/53
บล.กรุงศรีอยุธยา : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 25/06/53 PDF Print E-mail
Friday, 25 June 2010 14:01

Market Recap and Trend: คาด SET ปรับลดลงทดสอบแนวรับบริเวณ 792 จุด และอาจพัก
ฐานไปที่ระดับ 760-780 จุดในระยะสัปดาห์
แม้ว่า SET จะซื้อขายในกรอบแคบๆ ในช่วงเช้า แต่แรงขายหุ้นในช่วงปลายตลาดส่ง
ผลให้ SET ปรับลดลงแรง 1.66% ปิดตลาดที่ 793.19 จุด นำโดยกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่เกือบ
ทุกกลุ่มด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 30,718 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นสุทธิ 903
ล้านบาท สำหรับแนวโน้ม SET วันนี้ มีแนวโน้มปรับลดลงไปที่ระดับ 792 จุด และอาจพักฐานไป
ที่ระดับ 760-780 จุด ในระยะสัปดาห์ จากโมเมนตัมตลาดหุ้นโลกที่อ่อนแอลงระยะสั้นๆ ทั้งนี้
ตลาดหุ้น Dow Jones ปรับลดลง 1.41% เมื่อคืนที่ผ่านมาจากความกังวลต่อกฎระเบียบทางการ
เงินที่เข้มงวดขึ้น โดยในคืนวันนี้จะมีการประกาศตัวเลข GDP 1Q53 โดยคาดว่าจะขยายตัว
3.0% ขณะที่ World Bank ล่าสุดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยขยายตัว 6.1% ลดลงจากเดิมที่
6.2% เล็กน้อย เนื่องจากปัญหาการเมืองในช่วงที่ผ่านมา

Investment Strategy: SET หลุด 792 จุด แนะนำลดสัดส่วนหุ้นในพอร์ตลงเหลือ 60%...
รอทยอยสะสมอีกครั้งบริเวณ 760-780 จุด
การปรับลดลงแรงของ SET เมื่อวานนี้ และแนวโน้มตลาดหุ้นโลกที่อ่อนแอลง ทำให้
SET มีแนวโน้มปรับลดลงต่ำกว่าจุด Trailing Stop ที่บริเวณ 792 จุดมากขึ้น ทำให้เราเปลี่ยน
กลยุทธ์จาก Selective เป็น Trailing Stop โดยในกรณีที่ SET ไม่สามารถยืนได้ที่ระดับ 792
จุดเราแนะนำนักลงทุนลดสัดส่วนหุ้นในพอร์ตลงเหลือ 60% เพื่อจำกัดความเสี่ยงจากการพักฐาน
ของ SET ไปก่อน โดยอาจรอสะสมหุ้นกลับอีกครั้งบริเวณ 760-780 จุด ขณะที่เราคงมุมมอง
เป็นบวกต่อ SET ในระยะกลาง-ยาว ต่อไป จาก 1.แนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง 2.ผล
การดำเนินงานบริษัทจดทะเบียนขยายตัวเฉลี่ย 18% ในปี 53-54 และ 3.Valuation ที่น่าสนใจ
เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นภูมิภาค...สำหรับกลุ่มหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่
RCL – เก็งกำไร ธุรกิจเรือคอนเทนเนอร์เริ่มมีการฟื้นตัว จากค่าระวางเรือ และปริมาณ
การขนส่งที่เพิ่มมากขึ้น
SAT – ทยอยสะสม ได้รับผลบวกจากการขยายตัวของธุรกิจผลิตรถยนต์โดยตรง

Fu tures Strategy :
ปิดสถานะ LONG ไปแล้วที่ Trailing Stop เมื่อวานนี้ แนะนำ Trading ในกรอบ 540-
554 จุด ไปก่อน (ดูรายละเอียดใน Derivative Strategy)

AUTO :
หุ้นหลายๆ ตัวเริ่มมี SENTIMENT อ่อนแอลงใน Auto Matrix

Recommended Portfolio: พอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทน +2.4% ต่ำกว่าอัตรา
ผลตอบแทน SET ที่ +2.9% (Update วันที่ 21 มิ.ย. 53)
พอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทน +2.4% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะที่ SET มีอัตรา
ผลตอบแทน -2.9% หรือพอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทนต่ำกว่า SET อยู่ 0.5% ในขณะที่
ถ้าพิจารณาตั้งแต่จัดทำพอร์ตจำลอง (ก.ย. 49) มีอัตราผลตอบแทน +182% ดีกว่าตลาดที่มีอัตรา
ผลตอบแทน +13% อยู่ 150% โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา STANLY เป็นหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทน
สูงที่สุดในพอร์ตหรือมีอัตราผลตอบแทน +5.5%…สำหรับสัปดาห์นี้ถือหุ้นทั้ง 6 ตัวต่อเนื่องจาก
สัปดาห์ก่อน ได้แก่ STANLY (ได้รับผลดีจากอุตสาหกรรมรถยนต์ฟื้นตัว) CPALL (การขยาย
สาขา และเพิ่มกำไรขั้นต้นส่งผลดีต่อผลการดำเนินงาน) TUF (คาดผลการดำเนินงานขยายตัวดี
ต่อเนื่องในปี 2010) BBL (คาดผลการดำเนินงาน 2Q53 ออกมาดีตามเศรษฐกิจที่ขยายตัว และ
บันทึกกำไรจากการขายหุ้น ACL ประมาณ 2 พันล้านบาท) TICON (ให้อัตราผลตอบแทนจาก
เงินปันผลสูง ธุรกิจโรงงานให้เช่าฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจ) และ PTTCH (กำไรขยายตัวสูง
100% ปีนี้ และ 50% ปีหน้า และมีลุ้นข่าวดีจากการปลดล็อกโครงการโรงแยกก๊าซ 6 จาก
โครงการที่มีอันตรายในเขตมาบตาพุด)

ตลาดต่างประเทศ และประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในตลาดโลก
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลดลง ดัชนีดาวโจนส์ปิดลดลง 1.41% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิด
ลดลง 1.68% นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ หลังจากกระทรวงพาณิชย์
สหรัฐรายงาน ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนพ.ค.ร่วงลง 1.1% มาอยู่ที่ระดับ 1.92 แสนล้าน
ดอลลาร์ ขณะที่กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผย จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานในรอบสัปดาห์ที่
สิ้นสุด ณ วันที่ 19 มิ.ย.ลดลงเพียง 19,000 ราย สู่ระดับ 457,000 รายซึ่งแม้ว่าตัวเลขดังกล่าว
ปรับตัวลดลง แต่จำนวนคนว่างงานยังนับว่าอยู่ในระดับที่สูงมาก นอกจากนี้ ตลาดยังถูกกดดันหลัง
จากบริษัทค้าปลีกรายใหญ่ของสหรัฐเปิดเผยตัวเลขคาดการณ์ผลประกอบการที่อ่อนแอ และความ
วิตกกังวลเกี่ยวกับการใช้มาตรการยกเครื่องระบบการเงินของสหรัฐ
ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ปิดเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. ปิด
เพิ่มขึ้น 16 เซนต์ มาปิดที่ 76.51 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อเก็งกำไร
หลังจากสัญญาร่วงลงเมื่อ 2 วันทำการที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ภาวะการซื้อขายในตลาดค่อนข้าง
ซบเซา เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงวิตกกังวลว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เป็นไปอย่างล่าช้า
ในสหรัฐ อาจส่งผลให้ดีมานด์พลังงานลดน้อยลงด้วย นอกจากนี้ รายงานสต็อกน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้น
เหนือความคาดหมายและยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนที่ร่วงลงของสหรัฐ ยังเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้
บรรยากาศการซื้อขายผันผวน
ดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก นักลงทุนเทขายค่าเงินดอลลาร์ หลังจากเฟด
ปรับลดมุมมองเศรษฐกิจและประเมินเศรษฐกิจอย่างระมัดระวัง โดยในการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อ
วันพุธที่ผ่านมา เฟดออกแถลงการณ์ว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ 'ยังคงดำเนินต่อไป' ขณะที่
ตลาดแรงงานค่อยๆปรับตัวดีขึ้นและตัวเลขการใช้จ่ายภาคครัวเรือนยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ก็ถูก
จำกัดด้วยอัตราว่างงานที่อยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ เฟดระบุว่าวิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรปส่งผล
ให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยลบจากกระทรวง
พาณิชย์สหรัฐรายงานว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนพ.ค.ร่วงลง 1.1% มาอยู่ที่ระดับ 1.92 แสน
ล้านดอลลาร์ หลังจากเพิ่มขึ้น 3.0% ในเดือนเม.ย.
ดัชนีค่าระวางเรือเทกองปิดลดลง 13 จุดมาที่ 2502 จุด ความต้องการขนส่งสินค้าเกษตร
ลดลงตามปัจจัยฤดูกาล กอปรกับกองเริ่มใหม่เพิ่มเข้ามา ยังคงกดดันให้ค่าระวางเรือมีแนวโน้ม
อ่อนตัวลงในระยะนี้ โดยภาพรวมทิศทางค่าระวางเรือจนถึงสิ้นปีนี้ยังคงถูกกดดันโดยอุปทานกอง
เรือใหม่ที่เพิ่มเข้ามา โดยเฉพาะช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้มีกองเรือใหม่เพิ่มขึ้นแล้วกว่า 12%
ของ DWT เรือทั้งหมดที่มีกำหนดส่งมอบ ซึ่งหากมีการส่งมอบตามกำหนดการ จะมีจำนวน
กองเรือที่เพิ่มขึ้นจนถึงปี 55คิดเป็น DWT เพิ่มขึ้นกว่า 57% ของกองเรือที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน

News Comment
Economic News
• ธนาคารโลกปรับประมาณการอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยปีนี้จาก
6.2% เป็น 6.1% สาเหตุที่ปรับลงเล็กน้อย เนื่องจากการส่งออกของไทยขยายตัวได้ต่อเนื่อง ทั้งนี้
จากเดือน พ.ค.การส่งออกสูงถึง 42% อย่างไรก็ตาม ธนาคารโลกเผยการพึ่งพาการส่งออกเพียง
อย่างเดียว อาจส่งผลให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูง เพราะเศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวน ดังนั้น
การพึ่งแรงผลักดันจากภายนอกทำให้เศรษฐกิจไทยยังอ่อนไหว สำหรับฐานะการคลังของไทยและ
ระดับหนี้ของภาครัฐ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ระดับที่เหมาะสม รวมทั้งสถานะทางการเงิน
ภาคธุรกิจและภาคการเงินของไทยยังเข้มแข็ง ส่งผลให้ไทยมีความยืดหยุ่นในการนำมาตรการ
กระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ มาใช้ส่วนในอนาคตรัฐบาลควรหาวิธีลดภาวะงบประมาณขาดดุลลง เพื่อ
ให้เสถียรภาพด้านเศรษฐกิจมหภาคของไทยดำเนินได้ต่อเนื่อง ขณะเดียวกันนางธาริษา วัฒนเกส
ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยสำหรับเศรษฐกิจครึ่งหลังของปีนี้ คาดว่าจะได้รับผล
กระทบจากการท่องเที่ยวที่ชะลอตัวลง จากปัญหาการเมืองภายในประเทศ ทั้งนี้ยอมรับว่า
สถานการณ์ความไม่สงบภายในประเทศส่งผลให้ที่ผ่านมานักลงทุนชะลอการลงทุนออกไป ขณะที่
การส่งออกเริ่มฟื้นตัวต่อเนื่อง การลงทุนเพื่อรองรับการส่งออกอาจเริ่มกลับมา นอกจากนี้ เผย
กรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 0-0.25% จะมีผลให้ดอกเบี้ยนโยบาย
ของไทยหรือไม่ คาดว่าการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่14 ก.ค.นี้ คงนำ
เรื่องดังกล่าวเข้าร่วมพิจารณาด้วย แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับสหรัฐและประเทศไทย ขณะนี้
สถานการณ์แตกต่างกันประเทศไทยอยู่ในภูมิภาคเอเชียที่เศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น เห็นได้จากการส่ง
ออกไตรมาสแรกของไทยขยายตัวต่อเนื่อง ดังนั้นการใช้นโยบายการเงินการคลังแบบผิดปกติคง
ต้องน้อยลง (ที่มา – เดลินิวส์)

Industry News
กลุ่มที่อยู่อาศัย : ไทยถูกจัดอันดับ 39 จาก 81 แห่งด้านดัชนีความโปร่งใสของตลาด
อสังหาริมทรัพย์
ประเทศไทยขยับขึ้นอันดับ 39 ในรายงานดัชนีความโปร่งใสตลาดอสังหาริมทรัพย์โลก
โดยยังคงได้รับการจัดให้อยู่กลุ่มตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่มีดัชนีความโปร่งใสระดับปานกลาง อย่าง
ไรก็ดีรายงานดัชนีความโปร่งใสตลาดอสังหาริมทรัพย์โลกฉบับประจำปี 2553 แสดงให้เห็นว่า
ดัชนีความโปร่งใสของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยมีพัฒนาการที่ดีขึ้นต่อเนื่อง โดยได้ขยับอันดับขึ้น
มาอยู่ที่ 39 จากตลาดอสังหาริมทรัพย์ 81 แห่งที่ครอบคลุมในรายงานฉบับนี้เทียบกับที่เคยอยู่ใน
อันดับที่ 45 ในรายงานฉบับปี 2551รายงานดัชนีความโปร่งใสตลาดอสังหาริมทรัพย์โลก
(Global Real Estate Transparency Index) เป็นรายงานฉบับรายสองปี ซึ่งโจนส์ แลง ลา
ซาลล์จัดทำขึ้นร่วมกับบริษัทในเครือ คือ ลาซาลล์ อินเวสต์ เม้นท์ แมนเนจเม้นท์ ซึ่งเป็น
บริษัทบริหารการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของโลก (ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ)

ความเห็นและคำแนะนำ :
รายงานดัชนีความโปร่งใสตลาดอสังหาริมทรัพย์โลก (GRETI) ประจำปี 2553 ที่ถูกจัด
พิมพ์ขึ้นทุกๆ 2 ปีแสดงถึงภาพกว้างเกี่ยวกับความโปร่งใสของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในแต่ละ
ประเทศ ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในหลายๆดัชนีที่เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของตลาดอสังหาริมทรัพย์และ
อาจนำมาสู่การตัดสินใจเลือกลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในประเทศต่างๆ (ดูจากความสัมพันธ์ตาม
กราฟที่แสดงข้างล่าง) อันดับของประเทศไทยในปี 53 ขยับขึ้นเล็กน้อยมาที่อันดับ 39 ซึ่งเป็น
อันดับรองจากประเทศในภูมิภาคเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ สิงคโปร์ ฮ่องกง
มาเลเชีย ญี่ปุ่น และ ไต้หวัน แม้ว่าอันดับของไทยไม่ได้ขยับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ชี้ให้เห็นว่า
ไทยได้พัฒนาปัจจัยพื้นฐานของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะกฎระเบียบ
ด้านอสังหาริมทรัพย์ที่เอื้อต่อการลงทุนจากนักลงทุนต่างประเทศ อสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่
อาศัยและประเภทรีสอร์ทหรือโรงแรมในแหล่งท่องเที่ยวของไทยที่ได้รับการสนับสนุนทางการเงิน
จากนักลงทุนต่างชาติจะได้รับประโยชน์จากความโปร่งใสที่ดีขึ้นในระยะยาว สำหรับ
อสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย เรามองว่า ในระยะยาว คอนโดมิเนียมซึ่งมีข้อจำกัดในการลง
ทุนจากนักลงทุนต่างชาติที่น้อยกว่าโครงการแนวราบจะได้รับประโยชน์จากความโปร่งใสในระยะ
ยาวโดยเฉพาะคอนโดมิเนียมระดับ High-end ในเขต CBD ของกรุงเทพฯ และคอนโดมิเนียม
ในแหล่งท่องเที่ยว เช่น พัทยา หัวหิน และสมุย เนื่องจากดัชนีข้างต้นแสดงถึงมุมมองเชิงกว้างใน
ระยะยาวและไม่ได้ชี้ถึงปัจจัยบวกหรือปัจจัยลบในระยะสั้นที่มีต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ในไทย
ดังนั้นมุมมองของเราที่มีต่อภาพรวมอุตสาหกรรมในไทยยังไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือ ผู้ประกอบการ
รายใหญ่ยังมีความได้เปรียบในแง่ของการเปิดโครงการใหม่และเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดเข้ามา
แทนที่ผู้ประกอบการรายกลางและเล็ก เราคงน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มที่อยู่อาศัยไว้ที่ “เท่ากับ
ตลาด” และเลือกหุ้น QH (มูลค่าพื้นฐาน 3 บาท) เป็น Top Pick ของกลุ่ม

Company News
BGH สรุปผลประชุม Analyst meeting เมื่อวานนี้
• ผู้บริหารให้ข้อมูลแนวโน้มผลประกอบการใน 2Q53 ยังมีโอกาสปรับตัวดีขึ้น YoY โดย
ตัวเลข 2 เดือน เม.ย-พ.ค ซึ่งได้ผลกระทบจากปัจจัยทางการเมือง มีผลให้ผู้ป่วยต่างประเทศปรับ
ลดลงตามจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ยังได้ผลชดเชยจากการเติบโตของกลุ่มลูกค้าในประเทศ (สัด
ส่วนรายได้ต่างประเทศ : ในประเทศ เท่ากับ 42:58) ส่งผลให้ระดับรายได้รวมยังเติบโต 3-4%
จากปีก่อน
• ยังมีโอกาปรับเพิ่มประมาณการในปี 53 โดยผู้บริหารตั้งเป้าหมายยอดขายในปี 53
เติบโต 7-8% จากปีก่อน ซึ่งสูงกว่าประมาณการแบบอนุรักษ์นิยมของเราที่คาดว่าจะเติบโตเพียง
2% ในขณะที่สถานการณ์ความรุนแรงทางการเมืองส่งผลประกอบการของบริษัทน้อยกว่าที่เรา
คาดไว้และกำไรใน 1Q53 คิดเป็น 40% ของประมาณการกำไรทั้งปีของเราที่ 1,887 ล้านบาท
ซึ่งมีโอกาสที่เราจะปรับเพิ่มประมาณการหลังจาก Preview ผลประกอบการใน 2Q53 ในช่วงต้น
เดือนหน้า
• แนวโน้มระยะยาวคาดยังคงเติบโตดีต่อเนื่อง จากกลยุทธ์ในการเปิดโรงพยาบาลใหม่
ต่อเนื่อง และเข้าซื้อธุรกิจโรงพยาบาลที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง โดยมีแผนเปิดให้บริการโรง
บาลแห่งใหม่ที่หัวหิน ขนาด 60 เตียง ใน 2H54และ ล่าสุดบริษัทซื้อที่ดินที่ปากช่อง นครราชสีมา
เพื่อสร้างโรงพยาบาลแห่งใหม่ขนาด 60-80 เตียง คาดว่าจะเปิดให้บริการใน 2 ปีข้างหน้า และได้
มีการเข้าซื้อหุ้นโรงพยาบาลกรุงธน 20.2%
• เรายังคงเลือก BGH เป็นหุ้น Top pick ของกลุ่ม ด้วยผลประกอบการที่มีแนวโน้มเติบ
โตดีกว่ากลุ่มอุตสาหกรรม (กำไรเติบโต 9% สูงกว่ากลุ่มที่ 5% และยังมีโอกาสปรับเพิ่มประมาณ
การ) มูลค่าพื้นฐานก่อนปรับประมาณการที่ 31.50 บาท แนะนำ ทยอยซื้อสะสม
CCET: แจ้งเพิกถอนบ.ย่อย Avaplas ออกจากตลาดและทำคำเสนอซื้อหุ้นส่วนที่เหลือ
=>เก็งกำไร /มูลค่าพื้นฐาน 3.9 บาท (ปี 54)
CCET แจ้งตลาดได้ขอเพิกถอนบริษัท Avaplas ผู้ผลิตแม่พิมพ์หัวฉีดพลาสติก บริษัท
ย่อยที่ CCET ถือหุ้นอยู่ 58.96% ออกจากการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์
พร้อมกันนี้ได้ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์สัดส่วน 35.54% จากผู้ถือหุ้นคู่สัญญา (Undertaking
Shareholder) ทำให้ถือหุ้นใน Avaplas รวม 94.5% ในมูลค่าเงินลงทุน 555 ล้านบาท (ราคา
ซื้อหุ้นละ 0.1 เหรียญดอลลาร์สิงคโปร์ และอัตราแลกเปลี่ยนที่ 23.42 บาทต่อเหรียญ
ดอลลาร์สิงคโปร์) พร้อมเตรียมทำคำเสนอซื้อหุ้นส่วนที่เหลือ 5.5% จากผู้ถือหุ้นรายย่อย โดยเงิน
ที่ใช้ซื้อมาจากสินเชื่อสถานบันการเงิน

ความเห็นนักวิเคราะห์
คาดประโยชน์ที่จะได้จาก Avapas จะเป็นการลดต้นทุนการผลิตลง ซึ่งเป็นผลระยะยาว
มากกว่า ขนาด Avaplas ถือว่าไม่มากนักเพียง 30% ของคาดการณ์กำไรปี 53 และ 15% ของ
เงินสดที่มีอยู่ และการใช้เงินกู้เข้าซื้อก็ไม่กระทบสภาพคล่องทางการเงินแต่อย่างใด คาด Net
D/E ปี 53 จะอยู่ที่ 1.72 เท่าแม้ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับกลุ่มอิเล็กโทรนิกส์ แต่ก็ลดลงจาก
2.75 เท่าในปี 51 และก็เป็นปกติของ CCET ในฐานะธุรกิจประกอบสินค้าอิเล็กโทรนิกส์
ที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้นมาก หนี้ส่วนใหญ่จึงเป็นหนี้ระยะสั้น

คงคำแนะนำ “เก็งกำไร” ด้วยมูลค่าพื้นฐาน 3.9บาท (ปี54)
เราเริ่มใช้กำไรต่อหุ้นปี 54 ในการประเมินมูลค่า โดยอิงกับ P/E เป้าหมายระดับ 10
เท่าซึ่งเป็นระดับสูงสุดที่ซื้อขายในช่วง 12 เดือน ได้มูลค่าพื้นฐานใหม่ที่ 3.9 บาท มี Upside
จากราคาปิดไม่มาก จึงคงคำแนะนำ “เก็งกำไร” สะท้อนการฟื้นตัวของผลการดำเนินงานในปี 53
ที่คาดว่าจะต่อเนื่องไปยังปีหน้าตามการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมอิเล็กโทรนิกส์โลก อย่างไรก็ตาม
การปรับขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาหุ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมาจนใกล้ราคาเป้าหมายปี 53 ที่ 3.7 บาท
น่าจะเป็นการเข้ามาเก็งกำไรในประเด็น Avaplas จึงควรระมัดระวังการขายทำกำไรในระยะสั้น                



Written by :
พิราบขาว
 

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday823
mod_vvisit_counterAll days823

We have: 822 guests online
Your IP: 216.73.217.109
Mozilla 5.0, 
Today: Jul 02, 2026

4342800