|
บล.ฟินันเซีย ไซรัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 25/06/53
|
|
|
|
|
Friday, 25 June 2010 14:02 |
|
ตลาดปรับลง ยังน่าหาจังหวะทยอยเลือกหุ้นเข้ารับ เพื่อรอลุ้นทำกำไรตอนดีด! แนวโน้ม: ความกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกกลับมากดดันตลาดหุ้นอีกครั้ง หลัง วันก่อนเฟดปรับลดมุมมองที่มีต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐช่วงหลังที่ แสดงท่าทีอ่อนแอลง ส่งผลให้มีแรงขายในตลาดหุ้นทั่วโลก ซึ่ง FSS คาดว่า SET ก็น่าจะถูกกด ดันจากปัจจัยดังกล่าวเช่นกัน นอกจากนี้ปัจจัยภายในประเทศโดยเฉพาะด้านการเมืองก็กลับมา เป็นปัจจัยลบอีกครั้ง หลังจากที่ช่วงนี้เริ่มมีการพบระเบิดบ่อยครั้งขึ้น ทำให้จากที่นักลงทุนเคยคาด หวังไว้ว่ารัฐบาลอาจจะมีการยกเลิกการประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉินฯ หลังจากที่ประกาศดังกล่าวจะ หมดอายุในต้นเดือน ก.ค. นั้น มีแนวโน้มที่จะยังต้องใช้ต่อไป เพียงแต่อาจลดจำนวนพื้นที่ที่จะอยู่ ภายใต้ พรก.ดังกล่าวลงบ้างเท่านั้น แต่สำหรับ กทม.คาดว่าจะยังต้องใช้ พรก.ฉุกเฉินฯ ต่อไป ทำ ให้โอกาสที่ตลาดจะยังพักตัวลงต่อเนื่องในช่วงนี้ยังเป็นไปได้ อย่างไรก็ตามเรายังคาดหมายการ พักตัวเพียงระยะสั้น ก่อนที่จะมีรอบรีบาวด์ขึ้นได้อีกครั้งในสัปดาห์หน้า โดยกรอบดัชนีระยะนี้ยังมี สิทธิแกว่งตัวอยู่เหนือ 770 จุดและมีลุ้นดีดกลับขึ้นไปสูงกว่า 800 จุดอีกครั้งได้ กลยุทธ์: ดังนั้นตลาดปรับตัวลงช่วงนี้จึงถือเป็นจังหวะน่าสนใจทยอยเลือกหุ้นเข้ารับ เพื่อ ที่จะเทรดดิ้งขึ้นไปขายทำกำไรเมื่อตลาดดีดกลับขึ้นได้ในรอบถัดไป โดยหุ้นที่น่าดูจังหวะเข้ารับ เพื่อเทรดดิ้ง ได้แก่ DTAC, KK, TTW, PDI, LST, HANA, QH, BECL, TSTH, TMB, ESSO เป็นต้น
ประเด็นสำคัญวันนี้ ความเสี่ยงที่พึงระวัง สถานการณ์ในต่างประเทศที่ยังไม่นิ่งทำให้เราเชื่อมาตลอดว่าต่าง ชาติจะยังไม่เพิ่มเม็ดเงินในตลาดหุ้นเอเชียอย่างมีนัยสำคัญแม้ว่าเศรษฐกิจของเอเชียจะแข็ง แกร่งเพียงใดก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญที่เรากังวลเพราะกระทบต่อ Fund flow กำลังเกิดขึ้นคือ 1. กฎหมายปฏิรูปสถาบันการเงินฉบับใหม่ของโอบามาที่มีความพยายามทำให้เสร็จก่อน 4 ก.ค. โดยได้ผ่านสภาล่างไปแล้ว ตอนนี้อยู่ที่วุฒิสภา สาระสำคัญคือห้ามไม่ให้แบงก์ทำธุรกรรมเสี่ยงเกิน ไปและไม่โปร่งใส อาจห้ามแบงก์ไม่ให้มี Proprietary trading (เพราะเท่ากับแบงก์นำเงินทุน มาทำให้เกิดความเสี่ยง) เป็นต้น 2. ผล Stress tests ของแบงก์ในยุโรปที่จะเสร็จสิ้นไม่เกินครึ่ง หลังของเดือน ก.ค. หากแบงก์ตั้งสำรองไม่พอ จะทำให้เกิดการเพิ่มทุนส่งผลให้สภาพคล่องตึงตัว กลุ่มรับเหมายังอยู่เรดาร์ การเปิดซองราคารถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินสัญญาที่ 1 และ 2 อาจ ไม่ใช่วันจันทร์หน้า (28) ตามที่กำหนดเดิม แต่เชื่อว่าไม่เกินสัปดาห์หน้า ซึ่งทาง รฟท. คาดว่าจะ อยู่ในสิ้นเดือน มิ.ย. นี้ ปัจจุบันคณะกรรมการ รฟม. อยู่ระหว่างการตรวจสอบสัญญา 1 และ 2 ซึ่ง ต้องใช้เวลาในการพิจารณาอย่างละเอียด เพราะเป็นการก่อสร้างใต้ดินซึ่งมีความซับซ้อนมากกว่า ผู้ที่ยื่นซองของสัญญาที่ 1 และ 2 มีรายชื่อเดียวกันคือ CK, ITD, SN Joint venture (STEC+NWR) ทั้งนี้ CK เป็นบริษัทที่เคยทำงานก่อสร้างใต้ดินจึงถือว่ามีความชำนาญ น่าจะ เป็นตัวเก็ง อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ยื่นซองมีโอกาสเท่ากันทุกราย สำหรับหุ้นในกลุ่มรับเหมาที่ราคา laggard ที่สุดนับตั้งแต่ต้นเดือน มิ.ย. คือ UNIQ (+3%) รองลงมาคือ ITD (+12%) NWR (+19%) SYNTEC (+19%) PLE (+21%) CK (+27%) ส่วนหุ้นที่ outperform สุดคือ STEC (+34%) BAY เรามีมุมมองที่แย่ลงและปรับเป้าหมายลงเป็น 23.70 บาทจากเดิม 26 บาท เพราะสินเชื่อโตไม่ดีเท่าที่ควร 6M10 คาดว่าจะเพิ่มเพียง 1%YTD ต่ำกว่ากลุ่มที่ขยายตัว 4% YTD นอกจากนี้ สิ่งที่น่าจะ surprise ตลาดคือ BAY มีความเสี่ยงที่จะตั้งด้อยค่าสำหรับสินเชื่อ ในดูไบเวิร์ลเพิ่ม มากสุดไม่เกิน 400 ล้านบาท หรือไม่เกิน 5% ของกำไรต่อปี LANNA ได้รับผลบวกจากเงินหยวนที่แข็งค่า ทำให้แนวโน้มราคาถ่านหินมีแนวโน้มปรับ ขึ้น ขณะที่อุปทานตึงตัวต่อเนื่อง LANNA มีแผนซื้อเหมืองใหม่ที่มีขนาดใหญ่กว่าปัจจุบันเท่าตัว พร้อมกับการนำบริษัทลูกที่ทำธุรกิจเอทานอลเข้าตลาดต้นปีหน้า ราคาหุ้น LANNA ที่ laggard BANPU ทำให้ Valuation ถูกกว่า BANPU โดยมี PE 7.8 เท่า ขณะที่ BANPU มี PE 13 เท่า เราจึงแนะนำซื้อ LANNA โดยมีประเมินราคาเป้าหมาย 22 บาท
Technical View : “ตลาดเริ่มไหลย้อนกลับลงมาพักตัวแล้ว ถือเป็นจังหวะน่าสนใจตาม ดูแรงซื้อจากแนวรับต่างๆ เพื่อรอลุ้นโอกาสดีดขึ้นรอบใหม่ให้เทรดดิ้งต่อได้ ..ส่วนจะซื้อถือให้รับ แค่บางส่วนเมื่อดัชนีต่ำกว่า 790 จุด..ที่เหลือรอต่ำอีกหน่อย” แนวรับ : 790-786** , 780-777*** แนวต้าน : 800*** , 808-812*, 820**
Technical Picks: DTAC (Bt 36 เป้าเทคนิค 39-40 cut loss ถ้าหลุด 34.50) KK (Bt 27.75 เป้าเทคนิค 30-31 cut loss ถ้าหลุด 27) TTW (Bt 4.44 เป้าเทคนิค 4.70-4.80 cut loss ถ้าหลุด 4.34)
|
Comments