|
บล.กรุงศรีอยุธยา : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 25/06/53
|
|
|
|
|
Friday, 25 June 2010 14:01 |
|
Market Recap and Trend: คาด SET ปรับลดลงทดสอบแนวรับบริเวณ 792 จุด และอาจพัก ฐานไปที่ระดับ 760-780 จุดในระยะสัปดาห์ แม้ว่า SET จะซื้อขายในกรอบแคบๆ ในช่วงเช้า แต่แรงขายหุ้นในช่วงปลายตลาดส่ง ผลให้ SET ปรับลดลงแรง 1.66% ปิดตลาดที่ 793.19 จุด นำโดยกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่เกือบ ทุกกลุ่มด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 30,718 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นสุทธิ 903 ล้านบาท สำหรับแนวโน้ม SET วันนี้ มีแนวโน้มปรับลดลงไปที่ระดับ 792 จุด และอาจพักฐานไป ที่ระดับ 760-780 จุด ในระยะสัปดาห์ จากโมเมนตัมตลาดหุ้นโลกที่อ่อนแอลงระยะสั้นๆ ทั้งนี้ ตลาดหุ้น Dow Jones ปรับลดลง 1.41% เมื่อคืนที่ผ่านมาจากความกังวลต่อกฎระเบียบทางการ เงินที่เข้มงวดขึ้น โดยในคืนวันนี้จะมีการประกาศตัวเลข GDP 1Q53 โดยคาดว่าจะขยายตัว 3.0% ขณะที่ World Bank ล่าสุดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยขยายตัว 6.1% ลดลงจากเดิมที่ 6.2% เล็กน้อย เนื่องจากปัญหาการเมืองในช่วงที่ผ่านมา
Investment Strategy: SET หลุด 792 จุด แนะนำลดสัดส่วนหุ้นในพอร์ตลงเหลือ 60%... รอทยอยสะสมอีกครั้งบริเวณ 760-780 จุด การปรับลดลงแรงของ SET เมื่อวานนี้ และแนวโน้มตลาดหุ้นโลกที่อ่อนแอลง ทำให้ SET มีแนวโน้มปรับลดลงต่ำกว่าจุด Trailing Stop ที่บริเวณ 792 จุดมากขึ้น ทำให้เราเปลี่ยน กลยุทธ์จาก Selective เป็น Trailing Stop โดยในกรณีที่ SET ไม่สามารถยืนได้ที่ระดับ 792 จุดเราแนะนำนักลงทุนลดสัดส่วนหุ้นในพอร์ตลงเหลือ 60% เพื่อจำกัดความเสี่ยงจากการพักฐาน ของ SET ไปก่อน โดยอาจรอสะสมหุ้นกลับอีกครั้งบริเวณ 760-780 จุด ขณะที่เราคงมุมมอง เป็นบวกต่อ SET ในระยะกลาง-ยาว ต่อไป จาก 1.แนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง 2.ผล การดำเนินงานบริษัทจดทะเบียนขยายตัวเฉลี่ย 18% ในปี 53-54 และ 3.Valuation ที่น่าสนใจ เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นภูมิภาค...สำหรับกลุ่มหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่ RCL – เก็งกำไร ธุรกิจเรือคอนเทนเนอร์เริ่มมีการฟื้นตัว จากค่าระวางเรือ และปริมาณ การขนส่งที่เพิ่มมากขึ้น SAT – ทยอยสะสม ได้รับผลบวกจากการขยายตัวของธุรกิจผลิตรถยนต์โดยตรง
Fu tures Strategy : ปิดสถานะ LONG ไปแล้วที่ Trailing Stop เมื่อวานนี้ แนะนำ Trading ในกรอบ 540- 554 จุด ไปก่อน (ดูรายละเอียดใน Derivative Strategy)
AUTO : หุ้นหลายๆ ตัวเริ่มมี SENTIMENT อ่อนแอลงใน Auto Matrix
Recommended Portfolio: พอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทน +2.4% ต่ำกว่าอัตรา ผลตอบแทน SET ที่ +2.9% (Update วันที่ 21 มิ.ย. 53) พอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทน +2.4% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะที่ SET มีอัตรา ผลตอบแทน -2.9% หรือพอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทนต่ำกว่า SET อยู่ 0.5% ในขณะที่ ถ้าพิจารณาตั้งแต่จัดทำพอร์ตจำลอง (ก.ย. 49) มีอัตราผลตอบแทน +182% ดีกว่าตลาดที่มีอัตรา ผลตอบแทน +13% อยู่ 150% โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา STANLY เป็นหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทน สูงที่สุดในพอร์ตหรือมีอัตราผลตอบแทน +5.5%…สำหรับสัปดาห์นี้ถือหุ้นทั้ง 6 ตัวต่อเนื่องจาก สัปดาห์ก่อน ได้แก่ STANLY (ได้รับผลดีจากอุตสาหกรรมรถยนต์ฟื้นตัว) CPALL (การขยาย สาขา และเพิ่มกำไรขั้นต้นส่งผลดีต่อผลการดำเนินงาน) TUF (คาดผลการดำเนินงานขยายตัวดี ต่อเนื่องในปี 2010) BBL (คาดผลการดำเนินงาน 2Q53 ออกมาดีตามเศรษฐกิจที่ขยายตัว และ บันทึกกำไรจากการขายหุ้น ACL ประมาณ 2 พันล้านบาท) TICON (ให้อัตราผลตอบแทนจาก เงินปันผลสูง ธุรกิจโรงงานให้เช่าฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจ) และ PTTCH (กำไรขยายตัวสูง 100% ปีนี้ และ 50% ปีหน้า และมีลุ้นข่าวดีจากการปลดล็อกโครงการโรงแยกก๊าซ 6 จาก โครงการที่มีอันตรายในเขตมาบตาพุด)
ตลาดต่างประเทศ และประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในตลาดโลก ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลดลง ดัชนีดาวโจนส์ปิดลดลง 1.41% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิด ลดลง 1.68% นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ หลังจากกระทรวงพาณิชย์ สหรัฐรายงาน ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนพ.ค.ร่วงลง 1.1% มาอยู่ที่ระดับ 1.92 แสนล้าน ดอลลาร์ ขณะที่กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผย จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานในรอบสัปดาห์ที่ สิ้นสุด ณ วันที่ 19 มิ.ย.ลดลงเพียง 19,000 ราย สู่ระดับ 457,000 รายซึ่งแม้ว่าตัวเลขดังกล่าว ปรับตัวลดลง แต่จำนวนคนว่างงานยังนับว่าอยู่ในระดับที่สูงมาก นอกจากนี้ ตลาดยังถูกกดดันหลัง จากบริษัทค้าปลีกรายใหญ่ของสหรัฐเปิดเผยตัวเลขคาดการณ์ผลประกอบการที่อ่อนแอ และความ วิตกกังวลเกี่ยวกับการใช้มาตรการยกเครื่องระบบการเงินของสหรัฐ ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ปิดเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. ปิด เพิ่มขึ้น 16 เซนต์ มาปิดที่ 76.51 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อเก็งกำไร หลังจากสัญญาร่วงลงเมื่อ 2 วันทำการที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ภาวะการซื้อขายในตลาดค่อนข้าง ซบเซา เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงวิตกกังวลว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เป็นไปอย่างล่าช้า ในสหรัฐ อาจส่งผลให้ดีมานด์พลังงานลดน้อยลงด้วย นอกจากนี้ รายงานสต็อกน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้น เหนือความคาดหมายและยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนที่ร่วงลงของสหรัฐ ยังเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ บรรยากาศการซื้อขายผันผวน ดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก นักลงทุนเทขายค่าเงินดอลลาร์ หลังจากเฟด ปรับลดมุมมองเศรษฐกิจและประเมินเศรษฐกิจอย่างระมัดระวัง โดยในการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อ วันพุธที่ผ่านมา เฟดออกแถลงการณ์ว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ 'ยังคงดำเนินต่อไป' ขณะที่ ตลาดแรงงานค่อยๆปรับตัวดีขึ้นและตัวเลขการใช้จ่ายภาคครัวเรือนยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ก็ถูก จำกัดด้วยอัตราว่างงานที่อยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ เฟดระบุว่าวิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรปส่งผล ให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยลบจากกระทรวง พาณิชย์สหรัฐรายงานว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนพ.ค.ร่วงลง 1.1% มาอยู่ที่ระดับ 1.92 แสน ล้านดอลลาร์ หลังจากเพิ่มขึ้น 3.0% ในเดือนเม.ย. ดัชนีค่าระวางเรือเทกองปิดลดลง 13 จุดมาที่ 2502 จุด ความต้องการขนส่งสินค้าเกษตร ลดลงตามปัจจัยฤดูกาล กอปรกับกองเริ่มใหม่เพิ่มเข้ามา ยังคงกดดันให้ค่าระวางเรือมีแนวโน้ม อ่อนตัวลงในระยะนี้ โดยภาพรวมทิศทางค่าระวางเรือจนถึงสิ้นปีนี้ยังคงถูกกดดันโดยอุปทานกอง เรือใหม่ที่เพิ่มเข้ามา โดยเฉพาะช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้มีกองเรือใหม่เพิ่มขึ้นแล้วกว่า 12% ของ DWT เรือทั้งหมดที่มีกำหนดส่งมอบ ซึ่งหากมีการส่งมอบตามกำหนดการ จะมีจำนวน กองเรือที่เพิ่มขึ้นจนถึงปี 55คิดเป็น DWT เพิ่มขึ้นกว่า 57% ของกองเรือที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน
News Comment Economic News • ธนาคารโลกปรับประมาณการอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยปีนี้จาก 6.2% เป็น 6.1% สาเหตุที่ปรับลงเล็กน้อย เนื่องจากการส่งออกของไทยขยายตัวได้ต่อเนื่อง ทั้งนี้ จากเดือน พ.ค.การส่งออกสูงถึง 42% อย่างไรก็ตาม ธนาคารโลกเผยการพึ่งพาการส่งออกเพียง อย่างเดียว อาจส่งผลให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูง เพราะเศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวน ดังนั้น การพึ่งแรงผลักดันจากภายนอกทำให้เศรษฐกิจไทยยังอ่อนไหว สำหรับฐานะการคลังของไทยและ ระดับหนี้ของภาครัฐ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ระดับที่เหมาะสม รวมทั้งสถานะทางการเงิน ภาคธุรกิจและภาคการเงินของไทยยังเข้มแข็ง ส่งผลให้ไทยมีความยืดหยุ่นในการนำมาตรการ กระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ มาใช้ส่วนในอนาคตรัฐบาลควรหาวิธีลดภาวะงบประมาณขาดดุลลง เพื่อ ให้เสถียรภาพด้านเศรษฐกิจมหภาคของไทยดำเนินได้ต่อเนื่อง ขณะเดียวกันนางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยสำหรับเศรษฐกิจครึ่งหลังของปีนี้ คาดว่าจะได้รับผล กระทบจากการท่องเที่ยวที่ชะลอตัวลง จากปัญหาการเมืองภายในประเทศ ทั้งนี้ยอมรับว่า สถานการณ์ความไม่สงบภายในประเทศส่งผลให้ที่ผ่านมานักลงทุนชะลอการลงทุนออกไป ขณะที่ การส่งออกเริ่มฟื้นตัวต่อเนื่อง การลงทุนเพื่อรองรับการส่งออกอาจเริ่มกลับมา นอกจากนี้ เผย กรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 0-0.25% จะมีผลให้ดอกเบี้ยนโยบาย ของไทยหรือไม่ คาดว่าการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่14 ก.ค.นี้ คงนำ เรื่องดังกล่าวเข้าร่วมพิจารณาด้วย แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับสหรัฐและประเทศไทย ขณะนี้ สถานการณ์แตกต่างกันประเทศไทยอยู่ในภูมิภาคเอเชียที่เศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น เห็นได้จากการส่ง ออกไตรมาสแรกของไทยขยายตัวต่อเนื่อง ดังนั้นการใช้นโยบายการเงินการคลังแบบผิดปกติคง ต้องน้อยลง (ที่มา – เดลินิวส์)
Industry News กลุ่มที่อยู่อาศัย : ไทยถูกจัดอันดับ 39 จาก 81 แห่งด้านดัชนีความโปร่งใสของตลาด อสังหาริมทรัพย์ ประเทศไทยขยับขึ้นอันดับ 39 ในรายงานดัชนีความโปร่งใสตลาดอสังหาริมทรัพย์โลก โดยยังคงได้รับการจัดให้อยู่กลุ่มตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่มีดัชนีความโปร่งใสระดับปานกลาง อย่าง ไรก็ดีรายงานดัชนีความโปร่งใสตลาดอสังหาริมทรัพย์โลกฉบับประจำปี 2553 แสดงให้เห็นว่า ดัชนีความโปร่งใสของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยมีพัฒนาการที่ดีขึ้นต่อเนื่อง โดยได้ขยับอันดับขึ้น มาอยู่ที่ 39 จากตลาดอสังหาริมทรัพย์ 81 แห่งที่ครอบคลุมในรายงานฉบับนี้เทียบกับที่เคยอยู่ใน อันดับที่ 45 ในรายงานฉบับปี 2551รายงานดัชนีความโปร่งใสตลาดอสังหาริมทรัพย์โลก (Global Real Estate Transparency Index) เป็นรายงานฉบับรายสองปี ซึ่งโจนส์ แลง ลา ซาลล์จัดทำขึ้นร่วมกับบริษัทในเครือ คือ ลาซาลล์ อินเวสต์ เม้นท์ แมนเนจเม้นท์ ซึ่งเป็น บริษัทบริหารการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของโลก (ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ)
ความเห็นและคำแนะนำ : รายงานดัชนีความโปร่งใสตลาดอสังหาริมทรัพย์โลก (GRETI) ประจำปี 2553 ที่ถูกจัด พิมพ์ขึ้นทุกๆ 2 ปีแสดงถึงภาพกว้างเกี่ยวกับความโปร่งใสของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในแต่ละ ประเทศ ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในหลายๆดัชนีที่เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของตลาดอสังหาริมทรัพย์และ อาจนำมาสู่การตัดสินใจเลือกลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในประเทศต่างๆ (ดูจากความสัมพันธ์ตาม กราฟที่แสดงข้างล่าง) อันดับของประเทศไทยในปี 53 ขยับขึ้นเล็กน้อยมาที่อันดับ 39 ซึ่งเป็น อันดับรองจากประเทศในภูมิภาคเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ สิงคโปร์ ฮ่องกง มาเลเชีย ญี่ปุ่น และ ไต้หวัน แม้ว่าอันดับของไทยไม่ได้ขยับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ชี้ให้เห็นว่า ไทยได้พัฒนาปัจจัยพื้นฐานของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะกฎระเบียบ ด้านอสังหาริมทรัพย์ที่เอื้อต่อการลงทุนจากนักลงทุนต่างประเทศ อสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่ อาศัยและประเภทรีสอร์ทหรือโรงแรมในแหล่งท่องเที่ยวของไทยที่ได้รับการสนับสนุนทางการเงิน จากนักลงทุนต่างชาติจะได้รับประโยชน์จากความโปร่งใสที่ดีขึ้นในระยะยาว สำหรับ อสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย เรามองว่า ในระยะยาว คอนโดมิเนียมซึ่งมีข้อจำกัดในการลง ทุนจากนักลงทุนต่างชาติที่น้อยกว่าโครงการแนวราบจะได้รับประโยชน์จากความโปร่งใสในระยะ ยาวโดยเฉพาะคอนโดมิเนียมระดับ High-end ในเขต CBD ของกรุงเทพฯ และคอนโดมิเนียม ในแหล่งท่องเที่ยว เช่น พัทยา หัวหิน และสมุย เนื่องจากดัชนีข้างต้นแสดงถึงมุมมองเชิงกว้างใน ระยะยาวและไม่ได้ชี้ถึงปัจจัยบวกหรือปัจจัยลบในระยะสั้นที่มีต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ในไทย ดังนั้นมุมมองของเราที่มีต่อภาพรวมอุตสาหกรรมในไทยยังไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือ ผู้ประกอบการ รายใหญ่ยังมีความได้เปรียบในแง่ของการเปิดโครงการใหม่และเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดเข้ามา แทนที่ผู้ประกอบการรายกลางและเล็ก เราคงน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มที่อยู่อาศัยไว้ที่ “เท่ากับ ตลาด” และเลือกหุ้น QH (มูลค่าพื้นฐาน 3 บาท) เป็น Top Pick ของกลุ่ม
Company News BGH สรุปผลประชุม Analyst meeting เมื่อวานนี้ • ผู้บริหารให้ข้อมูลแนวโน้มผลประกอบการใน 2Q53 ยังมีโอกาสปรับตัวดีขึ้น YoY โดย ตัวเลข 2 เดือน เม.ย-พ.ค ซึ่งได้ผลกระทบจากปัจจัยทางการเมือง มีผลให้ผู้ป่วยต่างประเทศปรับ ลดลงตามจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ยังได้ผลชดเชยจากการเติบโตของกลุ่มลูกค้าในประเทศ (สัด ส่วนรายได้ต่างประเทศ : ในประเทศ เท่ากับ 42:58) ส่งผลให้ระดับรายได้รวมยังเติบโต 3-4% จากปีก่อน • ยังมีโอกาปรับเพิ่มประมาณการในปี 53 โดยผู้บริหารตั้งเป้าหมายยอดขายในปี 53 เติบโต 7-8% จากปีก่อน ซึ่งสูงกว่าประมาณการแบบอนุรักษ์นิยมของเราที่คาดว่าจะเติบโตเพียง 2% ในขณะที่สถานการณ์ความรุนแรงทางการเมืองส่งผลประกอบการของบริษัทน้อยกว่าที่เรา คาดไว้และกำไรใน 1Q53 คิดเป็น 40% ของประมาณการกำไรทั้งปีของเราที่ 1,887 ล้านบาท ซึ่งมีโอกาสที่เราจะปรับเพิ่มประมาณการหลังจาก Preview ผลประกอบการใน 2Q53 ในช่วงต้น เดือนหน้า • แนวโน้มระยะยาวคาดยังคงเติบโตดีต่อเนื่อง จากกลยุทธ์ในการเปิดโรงพยาบาลใหม่ ต่อเนื่อง และเข้าซื้อธุรกิจโรงพยาบาลที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง โดยมีแผนเปิดให้บริการโรง บาลแห่งใหม่ที่หัวหิน ขนาด 60 เตียง ใน 2H54และ ล่าสุดบริษัทซื้อที่ดินที่ปากช่อง นครราชสีมา เพื่อสร้างโรงพยาบาลแห่งใหม่ขนาด 60-80 เตียง คาดว่าจะเปิดให้บริการใน 2 ปีข้างหน้า และได้ มีการเข้าซื้อหุ้นโรงพยาบาลกรุงธน 20.2% • เรายังคงเลือก BGH เป็นหุ้น Top pick ของกลุ่ม ด้วยผลประกอบการที่มีแนวโน้มเติบ โตดีกว่ากลุ่มอุตสาหกรรม (กำไรเติบโต 9% สูงกว่ากลุ่มที่ 5% และยังมีโอกาสปรับเพิ่มประมาณ การ) มูลค่าพื้นฐานก่อนปรับประมาณการที่ 31.50 บาท แนะนำ ทยอยซื้อสะสม CCET: แจ้งเพิกถอนบ.ย่อย Avaplas ออกจากตลาดและทำคำเสนอซื้อหุ้นส่วนที่เหลือ =>เก็งกำไร /มูลค่าพื้นฐาน 3.9 บาท (ปี 54) CCET แจ้งตลาดได้ขอเพิกถอนบริษัท Avaplas ผู้ผลิตแม่พิมพ์หัวฉีดพลาสติก บริษัท ย่อยที่ CCET ถือหุ้นอยู่ 58.96% ออกจากการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ พร้อมกันนี้ได้ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์สัดส่วน 35.54% จากผู้ถือหุ้นคู่สัญญา (Undertaking Shareholder) ทำให้ถือหุ้นใน Avaplas รวม 94.5% ในมูลค่าเงินลงทุน 555 ล้านบาท (ราคา ซื้อหุ้นละ 0.1 เหรียญดอลลาร์สิงคโปร์ และอัตราแลกเปลี่ยนที่ 23.42 บาทต่อเหรียญ ดอลลาร์สิงคโปร์) พร้อมเตรียมทำคำเสนอซื้อหุ้นส่วนที่เหลือ 5.5% จากผู้ถือหุ้นรายย่อย โดยเงิน ที่ใช้ซื้อมาจากสินเชื่อสถานบันการเงิน
ความเห็นนักวิเคราะห์ คาดประโยชน์ที่จะได้จาก Avapas จะเป็นการลดต้นทุนการผลิตลง ซึ่งเป็นผลระยะยาว มากกว่า ขนาด Avaplas ถือว่าไม่มากนักเพียง 30% ของคาดการณ์กำไรปี 53 และ 15% ของ เงินสดที่มีอยู่ และการใช้เงินกู้เข้าซื้อก็ไม่กระทบสภาพคล่องทางการเงินแต่อย่างใด คาด Net D/E ปี 53 จะอยู่ที่ 1.72 เท่าแม้ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับกลุ่มอิเล็กโทรนิกส์ แต่ก็ลดลงจาก 2.75 เท่าในปี 51 และก็เป็นปกติของ CCET ในฐานะธุรกิจประกอบสินค้าอิเล็กโทรนิกส์ ที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้นมาก หนี้ส่วนใหญ่จึงเป็นหนี้ระยะสั้น
คงคำแนะนำ “เก็งกำไร” ด้วยมูลค่าพื้นฐาน 3.9บาท (ปี54) เราเริ่มใช้กำไรต่อหุ้นปี 54 ในการประเมินมูลค่า โดยอิงกับ P/E เป้าหมายระดับ 10 เท่าซึ่งเป็นระดับสูงสุดที่ซื้อขายในช่วง 12 เดือน ได้มูลค่าพื้นฐานใหม่ที่ 3.9 บาท มี Upside จากราคาปิดไม่มาก จึงคงคำแนะนำ “เก็งกำไร” สะท้อนการฟื้นตัวของผลการดำเนินงานในปี 53 ที่คาดว่าจะต่อเนื่องไปยังปีหน้าตามการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมอิเล็กโทรนิกส์โลก อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาหุ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมาจนใกล้ราคาเป้าหมายปี 53 ที่ 3.7 บาท น่าจะเป็นการเข้ามาเก็งกำไรในประเด็น Avaplas จึงควรระมัดระวังการขายทำกำไรในระยะสั้น
|
Comments