Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Daily Research บล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 25/06/53
บล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 25/06/53 PDF Print E-mail
Friday, 25 June 2010 14:07

กลยุทธ์การลงทุน
ความกังวลต่อวิกฤติการเงินในยุโรป กดดันตลาดหุ้นทั่วโลก  แต่เชื่อว่า Fund Flow ยัง
ไหลเข้าไทยและเอเซีย ตามทิศทางค่าเงินเอเซียที่แข็งค่า แนะนำให้ซื้อ/ถือ หุ้นที่เติบโตจาก
เศรษฐกิจในประเทศ ธ.พ. (KBANK, SCB, TCAP) สื่อสาร (ADVANC, DTAC) อสังหา/ก่อ
สร้าง (PS, LH, STEC, SYNTEC) และหุ้นในหมวดอาหารซึ่งยังเป็นที่ต้องการของโลก ใน
ภาวะภัยแล้ง (CPF, GFPT) และหุ้น laggards ในกลุ่มที่ทำ Window Dressing ADVANC,
CPF, SCC, TICON

หุ้นไทยปรับฐาน หลายเหตุผลถูกนำมาใช้ขายหุ้น แต่เชื่อมีโอกาสกลับไปยืนเหนือ 800 จุดอีกครั้ง
วานนี้มีหลายกระแสข่าวเข้ามากดดันตลาด แม้นักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อสุทธิตลอด
สัปดาห์ แต่นักลงทุนสถาบันไทยกลับเป็นผู้ขายสุทธิคือ  
1. การเสนอขาย IPO ของ Agricultural Bank of China วานนี้ โดยเตรียมเข้าจด
ทะเบียนในเซี่ยงไฮ้ และ ฮ่องกง พร้อมกัน จะระดมเงินทุนรวมราว 24.54 พันล้านเหรียญฯ (ราว
7.94 แสนล้านบาท  FX 32.36 บาทต่อเหรียญฯ) ซึ่งใช้เม็ดเงินใกล้เคียงกับเมื่อครั้งที่หุ้นของ
Industrial & Commercial Bank of China เข้าจดทะเบียนในปี  2551 ราว 21.9 พันล้าน
เหรียญฯ (ราว 7.6 แสนล้านบาท FX 34.5 บาทต่อเหรียญฯ )   การขายหุ้น IPO  ครั้งนี้ นอกจาก
จะดูดซับเงินจากตลาดหุ้นฯ แล้ว ความกังวลต่อราคาสินทรัพย์ในประเทศจีนที่กำลังสูงขึ้น จนทำ
ให้รัฐบาลจีนต้องใช้มาตรการเงินเข้มงวด ถือว่าเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นจีน อย่างไรก็ตามเพราะ
จีนเป็นผู้นำเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเซีย เชื่อว่าการขายหุ้น IPO ครั้งนี้น่าจะประสบความสำเร็จ (ผู้
สนใจคือ  Rabobank ของอังกฤษ เป็นสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อรายใหญ่สุดของโลก 250
ล้านเหรียญฯ  Temasek 200 ล้านเหรียญฯ และ Seven Group Holdings ประเทศ
ออสเตรเลีย  100 ล้านเหรียญ  เป็นต้น
2. การลาออกของนายกฯ ออสเตรเลียฯ  เนื่องจากคะแนนนิยมลดลง ส่วนหนึ่งเกิดจาก
การเสนอจัดภาษีถ่านหินเพิ่มเติมอีก 25% ซึ่งเรียกว่า Super Tax เมื่อรวมกับ Royalty Fee
15%  รวมเป็น 40% ทั้งนี้ยังไม่รวม Corporate tax  อีก 30% ของกำไรสุทธิหลังหักค่าใช้จ่าย
และ ภาษีถ่านหินดังกล่าวแล้ว โดยรวมผู้ประกอบการถ่านหินในออสเตรเลียต้องจ่ายภาษีสุทธิจาก
เดิม 41% เป็น 57%   จึงถูกต่อต้านจากผู้ประกอบการ  และผู้ลงทุนที่หวังได้เงินปันผลฯ แม้ขณะ
นี้ยังไม่ได้การประกาศใช้อย่างเป็นทางการก็ตาม ทั้งนี้ อัตราภาษีดังกล่าวนับว่าสูงมากหากเทียบ
กับที่ประเทศอินโดนีเซียที่จัดเก็บภาษี Royalty Fee 13% ของรายได้ (จากผู้ประกอบการ
เหมืองอย่าง BANPU, LANNA)  และเมื่อรวมกับภาษีบริษัทอีก 30% ผู้ประกอบการถ่านหินของ
ไทย จ่ายเพียง 39.1% เท่านั้น
3. พรรคประชาธิปัตย์จะถูกยุบพรรค  กรณีใช้เงินสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาท
ผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นในระยะ 1-2 เดือน ล่าสุดคดีอยู่ในกระบวนการพิจารณาของ
ศาลรัฐธรรมนูญ แม้ได้ตรวจบัญชีพยานไปแล้ว แต่ยังอยู่ในกระบวนการสืบพยาน จึงน่าจะใช้เวลา
อีกระยะหนึ่ง จึงจะได้ข้อสรุป   

คาดนักลงทุนต่างชาติ ยังคงมีสถานะซื้อสุทธิในตลาดหุ้นเอเซีย และตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง
จากการสำรวจการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นเอเซียวานนี้ พบว่ายังคงซื้อ
สุทธิในตลาดหุ้นเอเซียเป็นส่วนใหญ่ นำโดยตลาดอินเดีย เกาหลีใต้ ไทย อินโดนีเซีย และ
เวียดนาม ด้วยมูลค่า 79.8 ล้านเหรียญฯ, 31 ล้านเหรียญฯ , 27.8 ล้านเหรียญฯ, 16.5 ล้าน
เหรียญฯ และ 3.4 ล้านเหรียญฯ ตามลำดับ ยกเว้นตลาดหุ้นไต้หวัน และฟิลิปปินส์ ที่ขายสุทธิราว
95 ล้านเหรียญฯ และ 0.3 ล้านเหรียญ ตามลำดับ ฝ่ายวิจัยคาดว่า Fund Flow จะยังคงไหลเข้า
ในตลาดหุ้นเอเซียต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง ตามการแข็งค่าของค่าเงินเอเซีย ที่มีแนวโน้มแข็งค่า
ตามค่าเงินหยวนของจีน หลังจากที่รัฐบาลจีนได้ยกเลิกการผูกติดเงินหยวนกับค่าเงินสหรัฐฯ แล้ว
เริ่มปล่อยให้ลอยตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งเป็นปัจัยบวกต่อหุ้นในภูมิภาค และน่าจะหนุนดัชนีหุ้น
ไทยให้กลับขึ้นซื้อขายด้วย PER 14 เท่า เหมือนทุกครั้งที่ต่างชาติกลับลำมาซื้อหุ้นไทย ซึ่งคาด
ว่าจะทำให้ดัชนีแกว่งตัวขึ้นทดสอบ 838 จุด  ในระยะ 1 เดือนข้างหน้า

Preview earnings ของ ธ.พ.  ยังมีแนวโน้มPreview earnings ของ ธ.พ.  
นักวิเคราะห์กลุ่ม ธ.พ. ของ ASP ได้ทยอยทำประมาณการกำไรงวด 2Q53  ของ ธ.พ.
4 แห่ง และพบว่า มีแนวโน้มที่ดีขึ้นจากงวดก่อนหน้า (qoq) ทุกแห่ง โดยเฉพาะ ธ.พ. รา
ย่อยอย่าง TISCO พบว่าสินเชื่อสุทธิเติบโตสูงมากถึง 5.2%qoq และยังรับรู้รายได้จากการเป็นที่
ปรึกษาให้กับกองทุนฟื้นฟูในการซื้อหุ้น SCIB กว่า 140 ล้านบาท ทำให้คาดว่ากำไรสุทธิในงวดนี้
จะเติบโตสูงถึง 21.4%qoq และตามมาด้วย TCAP  แม้ยอดสินเชื่อสุทธิจะเติบโตเพียง 1%
qoq แต่ผลจากการควบรวมกิจการกับ SCIB ราว 1 เดือน ทำให้กำไรสุทธิเติบโตเกือบ 14%
qoq และยังทำให้ฐานสินเชื่อ และเงินฝากภายหลังการควบรวมกิจการกับ SCIB เพิ่มขึ้นจาก
เดิม 96% และ 103% ตามลำดับ ส่วน ธ.พ.ขนาดใหญ่พบว่า SCB สามารถขยายสินเชื่อได้ 2%
qoq และพบว่าสินเชื่อรายใหญ่มีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากไม่มีกำไรจากเงินลง
ทุนและเงินปันผลจากกองทุนวายุภักษ์ (งวด 1Q53 บันทึกกำไร 370 ล้านบาท) ทำให้กำไรสุทธิ
ในงวดนี้อ่อนตัวลง 10%qoq และ BBL คาดกำไรสุทธิ 2Q53 เท่ากับ 6.72 พันล้านบาท เพิ่ม
ขึ้น 11.4%qoq เนื่องจากมีการบันทึกกำไรจากการขาย ACL ราว 1-1.5 พันล้านบาท และ   
BAY(FV@B25.9) สินเชื่อสุทธิที่เติบโต 1.8%qoq  ช่วยผลักดันให้กำไรสุทธิงวด 2Q53 เติบ
โตเกือบ 10% qoq  และด้วย target ROE ที่ 17% คาดว่า EPS Growth ของ BAY จะถึง
25% และ 28% ในปี 2553-54 ผลกำไรที่ดีขึ้นนี้อาจจะทำให้ฝ่ายวิจัยจะต้องปรับเพิ่มประมาณ
การกำไร ตามการปรับเพิ่มสินเชื่อในปี 2553 จึงยังคงให้น้ำหนักการลงทุนมากกว่าตลาด

แนะนำสะสมหุ้นก่อสร้างต่อ ลุ้นการเปิดซองราคาประมูล สัญญา 1& 2 ในสัปดาห์หน้า  
วานนี้นักวิเคราะห์กลุ่มก่อสร้างของ ASP ได้สอบถามไปยังผู้บริหารของ รถไฟฟ้ามหา
นคร (รฟม.) ซึ่งได้รับคำตอบสอดคล้องกับมุมมองของASP ดังที่ได้รายงานไปวานนี้ว่า ในวันศุกร์
นี้น่าจะมีการประชุมพิจารณาคุณสมบัติเงื่อนไขทางเทคนิค สำหรับงานใต้ดินในส่วนของสัญญาที่
1 (หัวลำโพง-สนามไชย) และสัญญา 2 (สนามไชย-ท่าพระ) เนื่องจากเป็นการก่อสร้างใต้ดิน โดย
หากการพิจารณาด้านเทคนิคสัญญา 1 และ 2 เสร็จสิ้นภายในสุดสัปดาห์นี้ จะต้องทำหนังสือแจ้ง
ให้ผู้รับเหมารับทราบล่วงหน้า 2 วัน หลังจากนั้นจึงเริ่มขบวนการเปิดซองราคา ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้น
ตั้งแต่วันพุธหน้าเป็นต้นไป  ประเด็นเหล่านี้จึงยังเป็นปัจจัยบวกที่หนุนกลุ่มก่อสร้าง โดยเฉพาะ
CK (ซื้อราคาอ่อนตัว: This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it ) และ ITD (ขาย: This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it ) ซึ่งมีประสบการณ์การก่อ
สร้างรถไฟฟ้าใต้ดินสีน้ำเงิน หรือ MRT ในปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ควรตัดโอกาสของ  
STEC ซึ่งจะมีโอกาสเข้ารองสุดท้ายได้ ประกอบกับ STEC มีฐานะการเงินดูดีสุด และยังมี
PER ต่ำสุดเมื่อเทียบกับคู่แข่งระดับใกล้เคียงกัน และหลังจากนี้ คาดว่างานก่อสร้างสัญญา 5 ซึ่ง
เป็นการก่อสร้างระบบรางรถไฟฟ้า จะมีการเปิดประมูลตามมา ซึ่งเชื่อว่าผู้ก่อสร้างรายใหญ่ทั้ง 3
รายมีสิทธิลุ้นเท่า ๆ กัน ความคืบหน้าของการก่อสร้างเหล่านี้ยังส่งผลดีต่อผู้รับเหมารายอื่นๆ ที่ทำ
งานฐานราก (คิดเป็นประมาณ 10% ของการก่อสร้างทั้งระบบ) เช่น SEAFCO (ซื้อ:
FV@B5) ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ มีส่วนแบ่งตลาด 40% ของมูลค่าก่อสร้างราก
ฐานรวม                



Written by :
พิราบขาว
 

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday294
mod_vvisit_counterAll days294

We have: 1404 guests online
Your IP: 216.73.217.109
Mozilla 5.0, 
Today: Jul 02, 2026

4279096