|
บล.กรุงศรีอยุธยา : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 12/07/53
|
|
|
|
|
Monday, 12 July 2010 10:08 |
|
Market Recap and Trend: ตลาดจะถูกชี้นำจากปัจจัยภายนอกในระยะสั้น...คาดกลุ่มพลังงาน จะนำตลาด SET ปรับตัวขึ้น 0.4% โดยปิดตลาดที่ 820.60 จุดในวันศุกร์ที่ผ่านมาตามทิศทาง เดียวกับตลาดหุ้นทั่วโลกและภูมิภาคบนความเชื่อมั่นมากขึ้นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัว ต่อเนื่อง (IMF ปรับคาดการณ์จีดีพีโลกเติบโตเพิ่มขึ้น และ ธ.กลางเกาหลีใต้ประกาศขึ้นอัตรา ดอกเบี้ย 0.25% จากจุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ 2% เช่น เดียวกับออสเตรเลีย, ไต้หวันและ มาเลเซียสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้น) ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 24,973 ล้านบาท โดย นักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นสุทธิต่อเนื่อง 248 ล้านบาท แต่ SET ยังไม่สามารถผ่านแนวต้าน 825 จุด เราประมินว่าการที่ SET ได้ปรับตัว +2.2% ใน 1 สัปดาห์ และ +10.7% จากต้นเดือนมิ.ย. ที่ ผ่านมา แต่กลุ่มพลังงานและเคมีภัณฑ์ในเชิงเปรียบเทียบแล้วยังปรับตัวขึ้นไม่มาก เนื่องจาก 2 กลุ่มผูกติดไว้กับปัจจัยภายนอก (External Plays) โดยปัจจัยราคาน้ำมัน NYMEX (+0.86% ที่ US$76.09/bbl) และ Brent (+0.95% ปิดที่ US$75.42/bbl) ได้ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง 3 วัน ต่อเนื่องในวันศุกร์ซึ่งเป็นผลจากสต๊อกน้ำมันในสหรัฐฯและยุโรปลดลง ดังนั้นเราคาดว่าแนวโน้ม ราคาหุ้นกลุ่มพลังงานจะกำหนดทิศทางของตลาดในระยะสั้นนี้ และคาดว่า SET วันนี้หากเกิดการ ปรับฐานจะไม่หลุดแนวรับที่ 815 จุด และคาดหวังการตัวขึ้นของตลาดที่ระดับแนวต้าน 830 จุด ต่อเนื่องจากวันศุกร์
Investment Strategy: ทยอยสะสมกลุ่มหุ้นพลังงานและธนาคารต่อเนื่อง และขายหุ้นกลุ่ม Domestic Plays เช่นที่ดิน เพื่อลดความเสี่ยง สัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดแรงซื้อกลุ่มหุ้นเป็นรายตัว (Selective) สลับกับการเข้าซื้อกลุ่ม หุ้นขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้ SET ปรับสูงขึ้นมาสู่ระดับ 820 จุดในปัจจุบัน และจาก แนวโน้มจิตวิทยาในตลาดหุ้นทั่วโลกที่ยังเป็นบวกอยู่จะยังเป็นปัจจัยหนุนให้กับ SET อย่างต่อ เนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน (จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น) ทำให้เรามองว่ากลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ (SET50) จะกลับมาเป็นหุ้นกลุ่มนำตลาดในเร็วๆ นี้ โดยเราคงเน้นการเข้าซื้อหุ้นกลุ่มธนาคาร และพลังงาน ต่อเนื่องจากช่วงต้นสัปดาห์ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคารที่คาดว่าผลการดำเนิน งาน 2Q53 จะออกมาดี อย่าง TCAP, TISCO, BBL, KBANK, และ KTB ขณะที่หุ้นกลุ่ม พลังงานแนะนำ PTT, PTTEP, และ PTTCH (ไม่แนะนำสำหรับหุ้นกลุ่มโรงกลั่นเช่น TOP แต่ อาจมีแรงเก็งกำไรจากเงินปันผลครึ่งปี) ขณะที่ BANPU มีปัจจัยลบเข้ามาระยะสั้นจากการที่ รัฐบาลจีนประกาศเก็บภาษีทรัพยากรธรรมชาติ) นอกจากนี้ เราแนะนำขายหุ้นที่ได้ปรับตัวขึ้น มากในกลุ่ม Domestic Plays เช่น กลุ่มที่ดิน (+5% ในสัปดาห์ที่แล้วและ +23.2% จากต้น เดือน มิ.ย.) เพื่อลดความเสี่ยงด้านราคา เช่น LPN, AP, LH, QH, SIRI, AMATA,
AUTO : ลดพอร์ต CPF, SCC, PS DELTA, DTAC, TRUE
ตลาดต่างประเทศ และประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในตลาดโลก ตลาดหุ้นสหรัฐปิดเพิ่มขึ้น ดัชนีดาวโจนส์ปิดเพิ่มขึ้น 0.58% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดเพิ่มขึ้น 0.72% ขณะที่นักลงทุนเลิกสนใจข้อมูลที่อ่อนแอ และหันมาจับตาดูผลประกอบการ ภาคเอกชนรายไตรมาสที่คาดว่าจะมีความแข็งแกร่งอีกครั้ง ทั้งนี้ ฤดูกาลรายงานผลประกอบการ จะเริ่มขึ้นอย่างไม่เป็นทางการด้วยการเปิดเผยตัวเลขผลประกอบการจากบริษัทอัลโค อิงค์ หลัง ปิดตลาดวันจันทร์ นอกเหนือจากบริษัทอัลโคแล้วบริษัทอื่นๆที่จะรายงานผลประกอบการในสัปดาห์ นี้ได้แก่ เจพี มอร์แกน เชส แอนด์ โค,แบงก์ ออฟ อเมริกา และเจเนอรัล อิเลคทริค โค ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ปิดเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. ปิดเพิ่มขึ้น 65 เซนต์ หรือ 0.86% มาปิดที่ 76.09 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยยังคงได้รับ แรงหนุนจากการลดลงของสต็อกน้ำมันสหรัฐ ทั้งนี้ราคาขึ้นไปแตะจุดสูงสุดในวันศุกร์ที่ 76.48 ดอลลาร์ แต่ลดช่วงบวกลงในเวลาต่อมา จากการคาดการณ์ที่ว่า สต็อกน้ำมันดิบอาจเพิ่มขึ้นใน รายงานที่จะออกมาในสัปดาห์หน้าเนื่องจากตัวเลขดังกล่าวจะรวมถึงปริมาณน้ำมันดิบนำเข้า หลังจากที่การนำเข้าน้ำมันสู่สหรัฐประสบปัญหาล่าช้าเพราะสภาพอากาศในช่วงก่อนหน้านี้ ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบดอลลาร์ โดยได้รับแรงหนุนจากข้อมูลภาคโรงงานที่แข็งแกร่งของ เยอรมนี, รายงานเชิงบวกด้านตลาดแรงงานของสหรัฐ และความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับ การทดสอบภาวะวิกฤติของธนาคารในยุโรป ขณะเดียวกันข้อมูลที่แข็งแกร่งได้หนุนความหวัง เกี่ยวกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้น และได้เพิ่มแรงกดดันต่อเยนซึ่งเป็นสกุลเงินที่ให้ ผลตอบแทนต่ำ ขณะที่นักลงทุนได้ลดสัญญาซื้อ และหันมาสนใจสกุลเงินที่ให้ผลตอบแทนสูง เช่น ดอลลาร์ออสเตรเลียและดอลลาร์นิวซีแลนด์ ดัชนีค่าระวางเรือเทกองปิดลดลง 38 จุดมาที่ 1902 จุด ความต้องการขนส่งสินค้าเกษตร ลดลงตามปัจจัยฤดูกาล กอปรกับกองเริ่มใหม่เพิ่มเข้ามา ยังคงกดดันให้ค่าระวางเรือมีแนวโน้ม อ่อนตัวลงในระยะนี้ โดยภาพรวมทิศทางค่าระวางเรือจนถึงสิ้นปีนี้ยังคงถูกกดดันโดยอุปทานกอง เรือใหม่ที่เพิ่มเข้ามา โดยเฉพาะช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้มีกองเรือใหม่เพิ่มขึ้นแล้วกว่า 12% ของ DWT เรือทั้งหมดที่มีกำหนดส่งมอบ ซึ่งหากมีการส่งมอบตามกำหนดการ จะมีจำนวน กองเรือที่เพิ่มขึ้นจนถึงปี 55คิดเป็น DWT เพิ่มขึ้นกว่า 57% ของกองเรือที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน
|
Comments