| รอบด้านตลาดหุ้น - บล.บัวหลวง |
|
|
|
| Wednesday, 07 September 2011 11:03 | |||
|
สรุปภาพตลาด ตลาดหุ้นไทยวานนี้ปิดบวก 0.61% หลังมีแรงซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีหนุนตลาด ตามด้วยกลุ่มแบงก์ วัสดุก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ ปิโตรเคมี ขณะที่มีแรงขายกลุ่มพลังงาน และขนส่ง โดยเฉพาะในภาคบ่ายหลังจากดัชนีหุ้นไทยปรับลงสู่ระดับ 1,040 จุด ซึ่งถือว่าเป็นแนวรับที่แข็งแกร่ง สิ้นวันนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ
แนวโน้มตลาด ตัวเลขภาคบริการของสหรัฐยังค่อนข้างแข็งแกร่งตามคาด ประกอบกับความคาดหวังในการแถลงนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐในเย็นวันพรุ่งนี้น่าจะทำให้ตลาดมีความหวัง และสามารถรีบาวด์ได้ในระยะสั้นๆ กลุ่มสื่อสารค่อนข้างแข็งแกร่งและเราก็ยังคาดว่าจะยังแข้งแกร่งได้ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ช่วงรีบาวด์กลุ่มพลังงานและแบงค์น่าจะสามารถรีบาวด์ได้ค่อนข้างดี ปัจจัยตลาดในวันนี้ ดัชนีดาวโจนส์ปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ ซึ่งเป็นการปิดลบติดต่อกัน 3 วันทำการ เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลว่า ผู้นำยุโรปจะไม่สามารถควบคุมปัญหาหนี้สาธารณะในกลุ่มยูโรโซนได้ และปัญหาดังกล่าวอาจจะฉุดรั้งเศรษฐกิจและภาคธนาคารให้ชะลอตัวลง อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นนิวยอร์กได้รับแรงหนุนในระหว่างวัน หลังจากสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีภาคบริการขยายตัวได้ดีเกินคาดในเดือนส.ค. คาดวันนี้ตลาดหุ้นไทยจะสามารถรีบาวด์ได้
คมสันต์ ปรมาภูติ Tel. (662) 618-1333
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อตลาด จับตาจี-7 ประชุม 9 ก.ย. นี้หารือแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจโลก: แหล่งข่าวในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำทั้ง 7 หรือจี-7 กล่าวว่าผู้นำกลุ่มจี-7 ซึ่งกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโลก มีแนวโน้มจะทำข้อตกลงในสัปดาห์นี้ในการทำให้นโยบายการเงินอยู่ในภาวะผ่อนคลายต่อไป โดยจะมีการถกกันในประเด็นการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ด้วย และการปรับลดยอดขาดดุลงบประมาณจะดำเนินต่อไปแต่ในอัตราที่ช้าลงในระยะสั้นในบางประเทศ โดยการชะลอการปรับลดยอดขาดดุลงบประมาณเป็นเวลาสั้นๆ ในประเทศที่ไม่ได้รับแรงกดดันจากตลาดในช่วงนี้นั้น จะได้รับการชดเชยด้วยการปรับลดยอดขาดดุลงบประมาณมากขึ้นในปี 2013-2015 โดยขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจในปี 2012 และกลุ่มจี-7 จะหารือเกี่ยวกับวิกฤติหนี้ยูโรโซนด้วย เพราะประเด็นนี้เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลง แต่ไม่มีแนวโน้มว่ายูโรโซนจะถูกกดดันให้ทำมากกว่าที่ตกลงกันไปแล้ว แต่จะไม่มีการกดดันให้ยูโรโซนขยายขนาดกองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป (EFSF) เพราะหากเยอรมนีและฝรั่งเศสต้องจ่ายเงินสมทบให้ EFSF มากขึ้น ปัจจัยดังกล่าวอาจกระทบอันดับความน่าเชื่อถือขั้น AAA ของเยอรมนีและฝรั่งเศส โดยกลุ่มจี-7 มีแนวโน้มจะระบุถึงความจำเป็นในการ "โยกย้ายฐานการเติบโต" ซึ่งได้แก่ การที่ประเทศตลาดเกิดใหม่ เช่น จีนและประเทศอื่นในเอเชียทำหน้าที่หนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในช่วงที่เศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วชะลอตัวลง ซึ่งในบริบทนี้ กลุ่มจี-7 มีแนวโน้มจะเรียกร้องให้ประเทศที่มียอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูง ปรับเพิ่มอุปสงค์ในประเทศและปล่อยให้สกุลเงินของประเทศนั้นแข็งค่าขึ้น ขณะเดียวกัน กลุ่มจี-7 ยังมีแนวโน้มจะหารือเกี่ยวกับเสียงเรียกร้องของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่ต้องการให้ธนาคารพาณิชย์ในยุโรปเพิ่มทุน แต่สหภาพยุโรป (อียู) มีแนวโน้มจะยืนยันว่าผลการทดสอบภาวะวิกฤติของภาคธนาคารยุโรปในเดือน ก.ค. ได้ระบุถึงปริมาณเพิ่มทุนที่มากพอแล้วและกำลังแก้ไขปัญหานี้ อย่างไรก็ตาม กลุ่มจี-7 ไม่มีแนวโน้มจะตกลงกันในเรื่องการร่วมมือกันแทรกแซงตลาดปริวรรตเงินตรา ดอยช์แบงก์เตือนธนาคารยุโรปล้ม เหตุวิกฤติหนี้กระทบกำไร: นายโจเซฟ แอคเคอร์มานน์ ซีอีโอของธนาคารดอยช์ แบงก์เปิดเผยว่าวิกฤติหนี้ของยุโรปจะกระทบผลกำไรของภาคธนาคารเป็นเวลาหลายปี และอาจทำให้ธนาคารที่อ่อนแอที่สุดต้องปิดกิจการ เนื่องจากธนาคารจำนวนมากของยุโรปอาจล้มละลายหากต้องยอมรับการลดหนี้ที่กำหนดมูลค่าตามตลาดในปัจจุบันแทนการลดมูลค่าสินทรัพย์ในบัญชี 21% ซึ่งมีการเสนอสำหรับหนี้ของกรีซ ขณะเดียวกัน นายอูลริช ชโรเดอร์ ประธานธนาคารเคเอฟดับบลิวที่ได้รับการสนับสนุนโดยรัฐบาลเยอรมนี กล่าวว่า สถานการณ์ของธนาคารในขณะนี้รุนแรงกว่าในปี 2008 เนื่องจากในปี 2008 รัฐบาลต่างๆ ยังสามารถสนับสนุนธนาคารของตน แต่ในขณะนี้ไม่มีความเป็นไปได้ และไม่มีธนาคารแห่งใดที่จะออกพันธบัตรอายุ 7 ปี หรือ 8 ปีได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน ดังนั้น โอกาสของการฟื้นตัวในระยะใกล้นั้นยังคงมีน้อย เนื่องจากความวิตกเกี่ยวกับหนี้ยูโรโซน การปฏิรูปโครงสร้าง และกฏหมายสำหรับการขายหนี้จำนอง ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อภาคธนาคาร ทั้งนี้ การที่ผู้ควบคุมกฏระเบียบของสหรัฐได้ฟ้องร้องธนาคารและสถาบันการเงินขนาดใหญ่ 17 แห่งเมื่อวันที่ 2 ก.ย. เกี่ยวกับการขาดทุนในพันธบัตรซับไพร์มประมาณ 2 แสนล้านดอลลาร์นั้น ได้เพิ่มความวิตกให้ภาคธนาคารด้วย คาดยุโรปไม่ขายทองหาเงินปลดหนี้สาธารณะ: ประเทศที่มีหนี้สินสูงในยุโรปกำลังได้รับแรงกดดันจากประเทศร่ำรวยให้หาทางแก้ปัญหาการเงินของประเทศ อย่างไรก็ดี ไม่มีแนวโน้มว่าประเทศกลุ่มนี้จะขายทองในช่วงนี้ โดยรัฐบาลโปรตุเกส กรีซ และสเปนครอบครองทองในคลังสูงกว่า 750 ตันในปัจจุบัน หรือราว 17 % ของปริมาณอุปทานทองในปี 2010 ที่ได้จากเหมืองทองและการขายเศษทอง อย่างไรก็ตาม นายไมเคิล ฟุคส์ รองหัวหน้าพรรคคริสเตียน เดโมแครต ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของเยอรมนีกล่าวว่า อิตาลีควรนำทองสำรองออกขายเพื่อหลีกเลี่ยงการกู้เงินรอบใหม่ และนายแฟรงค์ แชฟเลอร์ นักการเมืองของเยอรมนี กล่าวว่าโปรตุเกสควรขายสินทรัพย์ของตัวเอง "โดยเฉพาะทองสำรอง ก่อนที่จะเอาเงินของคนอื่นมาเสี่ยง" อย่างไรก็ดี อีซีบีระบุว่าความเคลื่อนไหวของรัฐบาลอิตาลีเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งห้ามการนำทุนทรัพย์ของธนาคารกลางมาใช้ในการดำเนินงานภาครัฐบาล เป็นการเสี่ยงต่อการละเมิดความเป็นอิสระของธนาคารกลางอิตาลี และเสี่ยงต่อการทำให้ฐานะการเงินของอิตาลีอ่อนแอลง และแม้ราคาทองอยู่ใกล้สถิติสูงสุดในช่วงนี้ ตลาดทองก็ยังคงมีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับขนาดหนี้ยุโรป นอกจากนี้ เสียงเรียกร้องดังกล่าวเป็นการมองข้ามความจริงที่ว่า ทองไม่ใช่ทรัพย์สินที่รัฐบาลกลุ่ม PIIGS สามารถขายได้ เนื่องจากธนาคารกลางเป็นผู้จัดเก็บและบริหารทุนสำรองเงินตราต่างประเทศไม่ใช่รัฐบาล ขณะที่ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศได้รับการกันไว้เพื่อจุดประสงค์ที่เฉพาะเจาะจงซึ่งได้แก่ การปกป้องค่าเงิน การชำระหนี้ต่างประเทศ และการชำระค่านำเข้า ซึ่งในอดีตนั้นเคยมีบางเหตุการณ์ที่รัฐบาลอาจพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจของตนมากเกินไป โดยดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากเป็นพิเศษก่อนการเลือกตั้ง และนั่นคือเหตุผลที่ว่าเพราะเหตุใดประเทศพัฒนาแล้วจึงต้องให้ธนาคารกลางมีความเป็นอิสระ ทั้งนี้ กลุ่มประเทศ PIIGS ครอบครองทองราว 3,233 ตัน คิดเป็นมูลค่าราว 1.32 แสนล้านยูโร (1.90 แสนล้านดอลลาร์) แต่หนี้สินคงค้างของรัฐบาลกลุ่ม PIIGS อยู่ที่ราว 3.289 ล้านล้านยูโร หากโปรตุเกสขายทองของตนเองทั้งหมดราว 382.5 ตัน โปรตุเกสจะได้เงินเพียง 1.49 หมื่นล้านยูโร ซึ่งต่ำกว่า 20% ของขนาดมาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงินของสหภาพยุโรป (อียู) ขณะที่อิตาลีเป็นประเทศที่ถือครองทองมากเป็นอันดับ 4 ของโลก และถือครองทองมากที่สุดในกลุ่ม PIIGS โดยอิตาลีถือครองทองราว 2,450 ตัน คิดเป็นมูลค่าราว 9.5 หมื่นล้านยูโรตามราคาปัจจุบัน หากอิตาลีขายทอง 2,450 ตัน การกระทำดังกล่าวจะทำให้ราคาทองทรุดตัวลงรุนแรง และจะทำลายความเชื่อมั่นในความสามารถของรัฐบาลอิตาลี และแม้ไม่มีการขายทอง แต่ประเทศที่มีหนี้สินสูงก็มีทางเลือกอื่นในการใช้ประโยชน์จากทอง โดยนายโรมาโน โพรดี อดีตนายกรัฐมนตรีอิตาลี ระบุว่าควรจัดตั้งพันธบัตรยูโรที่ได้รับการค้ำประกันจากทองสำรองของประเทศสมาชิก นักวิเคราะห์ชี้ความขัดแย้งในสภาคองเกรสเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจสหรัฐ: ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐเผชิญความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ ในการเข้าสู่ภาวะถดถอย สภาคองเกรสก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ผลักดันให้เศรษฐกิจเข้าใกล้ภาวะถดถอยมากขึ้น เนื่องจากมีหลักฐานมากขึ้นเรื่อยๆ ที่บ่งชี้ว่าสภาคองเกรสกำลังสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ โดยความล่าช้าในการอนุมัติงบประมาณในครึ่งปีแรกทำให้หน่วยงานหลายแห่ง ไม่สามารถนำเงินหลายพันล้านดอลลาร์ออกมาใช้ได้ ทั้งๆ ที่เงินดังกล่าวควรจะได้ไหลเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไปแล้ว และความขัดแย้งเรื่องการปรับเพิ่มเพดานหนี้สร้างความกังวลต่อผู้บริโภค สร้างความปั่นป่วนในตลาดการเงิน และทำให้ S&P ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐลงจาก AAA เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งเกี่ยวกับงบอุดหนุนการสัญจรทางอากาศในชนบทในช่วงปลายเดือน ก.ค. ทำให้โครงการก่อสร้างท่าอากาศยานทั่วสหรัฐต้องหยุดชะงักลง และคนงานหลายพันคนตกงาน 2-3 สัปดาห์ รวมทั้งบริษัทแดเนียล เจ. คีทติง โค.ในรัฐเพนซิลเวเนียต้องสร้างถนนใหม่อีกครั้ง หลังจากถนนที่สร้างเสร็จไปแล้วบางส่วนถูกน้ำพัดไปในช่วงที่ระงับโครงการก่อสร้าง นอกจากนี้ บริษัทต้องกำหนดตารางเวลาใหม่สำหรับการจัดส่งสินค้าและการตรวจสอบความปลอดภัย รวมทั้งต้องหาผู้รับเหมาใหม่ หลังจากผู้รับเหมารายเดิมหันไปทำงานในโครงการอื่นแล้ว แกลลัพโพลล์ระบุว่า คะแนนนิยมของประชาชนต่อสภาคองเกรสอยู่ที่ 13% ในเดือน ส.ค. ซึ่งเป็นสถิติต่ำสุด ศูนย์วิจัยพิวระบุว่าผู้ตอบแบบสำรวจกล่าวถึงความขัดแย้งเรื่องเพดานหนี้ในช่วงปลายเดือน ก.ค. ว่าเป็นเรื่องที่ "ไร้เหตุผล" และ "ทำตัวเหมือนเด็ก" และ S&P ระบุว่าภาวะแวดล้อมทางการเมืองคือ เหตุผลหลักที่ทำให้ S&P ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐลงและส่งผลกระทบต่อปริมาณเงินออมหลังเกษียณของผู้บริโภค รวมทั้งผู้บริโภคมีแนวโน้มจะระงับการซื้อสินค้าราคาสูง ภาวะดังกล่าวจะสร้างความเสียหายต่อบริษัทผู้ผลิตสินค้าคงทนซึ่งรวมถึงรถยนต์และตู้เย็น และทำให้มีความเสี่ยงมากขึ้นที่เศรษฐกิจจะประสบภาวะถดถอยซ้ำซ้อน และสภาคองเกรสไม่มีแนวโน้มจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้มากนัก ทั้งนี้ เป็นที่คาดกันว่าประธานาธิบดีบารัค โอบามาจะเปิดเผยข้อเสนอด้านการสร้างงานในวันที่ 8 ก.ย. นี้ แต่มีแนวโน้มว่าสภาผู้แทนราษฎรภายใต้การนำของพรรครีพับลิกันจะลงมติคัดค้าน เนื่องจากพรรครีพับลิกันจะกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการปรับลดกฎระเบียบ แต่แผนการของพรรคไม่มีแนวโน้มว่าจะผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาภายใต้การนำของพรรคเดโมแครต ความขัดแย้งระหว่างสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาในช่วงนี้ ทำให้สภาคองเกรสประสบความยากลำบากแม้แต่การผ่านร่างกฎหมายปกติเพื่อจัดสรรงบประมาณให้โครงการที่ดำเนินอยู่แล้ว เช่น งบประมาณสำหรับท่าอากาศยานหมดอายุลงในเดือน ส.ค. เนื่องจากความขัดแย้งเรื่องงบประมาณ 13 ล้านดอลลาร์ที่ใช้อุดหนุนการสัญจรทางอากาศในชนบท เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้รัฐบาลเสียรายได้จากภาษีตั๋วเครื่องบินไป 400 ล้านดอลลาร์ และส่งผลกระทบต่อบริษัทผู้รับเหมา ซึ่งบริษัทผู้รับเหมาหลายแห่งวางแผนเรียกเก็บเงินจากรัฐบาลสำหรับค่าใช้จ่ายนี้ นอกจากนี้ งบประมาณดังกล่าวอาจหมดอายุอีกครั้งหากสภาคองเกรสไม่อนุมัติภายในวันที่ 16 ก.ย. และโครงการก่อสร้างทางหลวงและการขนส่งมวลชนก็อาจหยุดชะงักเช่นกัน หากสภาคองเกรสไม่ต่ออายุโครงการก่อนสิ้นเดือน ก.ย. นี้ เอเชียกังวลเศรษฐกิจโลกถดถอย ขณะคาดเศรษฐกิจจีนโตต่ำกว่า 9% ในปีหน้า: นายธาร์มาน ชานมูการัตนัม รมว.คลังสิงคโปร์ กล่าวว่า "เอเชียจะไม่รอดพ้นจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก" และ "เศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปอยู่ในภาวะชะงักงัน ซึ่งหมายความว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยเป็นสิ่งที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นมากกว่าที่จะไม่เกิดขึ้น" ขณะที่นายหวง กั๊วะโป หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของสำนักงานควบคุมกฎระเบียบสกุลเงินจีน กล่าวว่า "อุปสงค์ที่ลดลงในตลาดโลกสำหรับสินค้าส่งออกของจีนจะเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่ง" และ "หากสถานการณ์ดังกล่าวดำเนินต่อไปในปี 2012 อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนก็อาจลดลงสู่ระดับต่ำกว่า 9%" ซึ่งถ้อยแถลงเหล่านี้ตอกย้ำให้เห็นว่าเอเชียมีความกังวลมากขึ้นต่อผลกระทบที่เอเชียอาจได้รับจากความเสี่ยงในยุโรปและสหรัฐ ทั้งนี้ สิงคโปร์เป็นหนึ่งในศูนย์กลางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก และได้รับผลกระทบเป็นอย่างมากจากวัฏจักรการค้าโลก โดยเศรษฐกิจสิงคโปร์หดตัวลงในไตรมาสสองเมื่อเทียบกับไตรมาสแรก ขณะที่จีนจะเปิดเผยอัตราเงินเฟ้อในวันที่ 9 ก.ย. นี้ และตลาดคาดว่าอาจปรับลดลงเล็กน้อยในเดือน ส.ค. แต่จะยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมายเป็นอย่างมากโดยจีนตั้งเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อไว้ที่ 4% ต่อปี ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์จะจัดการประชุมกำหนดนโยบายในช่วงต่อไปในสัปดาห์นี้ และเป็นที่คาดกันว่าธนาคารกลางเหล่านี้จะตรึงอัตราดอกเบี้ยต่อไปในขณะที่เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มซบเซา
ปองรัตน์ รัตนะตวณานนท์ Tel. (662) 618-1336
รายงานวันนี้ หุ้น: KBANK คำแนะนำ: ซื้อ ราคาเป้าหมาย (บาท): 162.00 เราปรับลดประมาณการการขยายตัวของสินเชื่อปี 2554 และ 2555 เป็น 12% และ 8% ตามลำดับจาก 15% และ 10% ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยอาจปรับตัวลดลงจากครึ่งแรกของปี การกันสำรองหนี้ยังไม่เปลี่ยนแปลง ตั้งเป้าหมายรายได้ค่าธรรมเนียมขยายตัว 20%
นักวิเคราะห์: สุวัฒน์ บำรุงชาติอุดม Tel. (662) 618-1341
หมายเหตุ: รายงานดังกล่าวเป็นเพียงเนื้อหาโดยสรุป สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในรายงานฉบับเต็ม
ทันข่าว...ก้าวทันหุ้น HEMRAJ HEMRAJ คาดยอดโอนที่ดินปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 800-900 ไร่ ซึ่งส่วนหนึ่งจากยอดขายในปีนี้และยอดขายที่ค้างรอการโอนจากปีก่อน (รอยเตอร์)
MBK MBK คาดกำไรสุทธิปี 54/55 เติบโตใกล้เคียงรายได้ที่คาดโต 10% โดยรายได้ที่โตขึ้นมาจากธุรกิจข้าว และเปิดศูนย์การค้า รวมถึงมีรายได้จากโรงแรมใหม่ และบริษัทมีแผนปรับขึ้นค่าเช่าพื้นที่เฉลี่ย 4% ตามสัญญาในปีนี้ (รอยเตอร์)
SIRI บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ประกาศผลอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่มีประกันชุดใหม่ในวงเงินไม่เกิน 1,000 ล้านบาทของ SIRI ที่ระดับ “BBB” พร้อมทั้งประกาศคงอันดับเครดิตองค์กรของบริษัทที่ระดับ “BBB+” และคงอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่มีประกันชุดปัจจุบันของบริษัทที่ระดับ “BBB” ด้วยแนวโน้ม “Stable หรือคงที่” โดยอันดับเครดิตสะท้อนถึงสถานะผู้นำของบริษัทตลอดจนผลงานที่ได้รับการยอมรับในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัย (รอยเตอร์)
SIRI SIRI เผยมีโอกาสเพิ่มเป้ารายได้ปีนี้อีก 5-10% จากเป้าหมาย 1.96 หมื่นล้านบาท โดยกำลังรอดูยอดโอนในไตรมาส 3/54 โดยขณะนี้มีงานในมือ 3.07 หมื่นล้านบา ซึ่งจะรับรู้รายได้ในปี 54-56 (รอยเตอร์)
TPOLY TPOLY ปรับเพิ่มเป้าหมายรายได้ปีนี้เป็น 2.7 พันล้านบาท จากเดิม 2.5 พันล้านบาท หลังงานในมือ (Backlog) เพิ่ม และคาดว่าอัตรากำไรสุทธิในครึ่งหลังปีนี้ จะสูงกว่าครึ่งปีแรก (รอยเตอร์)
Technical Analysis Security: BANPU Position: ขายที่แนวต้าน 630-640 Reason: ส่งสัญญาณอ่อนกว่าตลาดและปรับตัวลง หากรีบาวด์แนวต้านบริเวณ 6330-640 คาดว่าผ่านได้ยากแนะขายที่แนวต้าน
Security: AOT Position: ขายที่แนวต้าน 48-49 Reason: ส่งสัญญาณเตือนอยู่ในช่วงปลายทางขาขึ้นจากรูปแบบ Bearish divergence ขณะที่มีวอลุ่มขายหนาแน่น ดังนั้นโอกาสรีบาวด์ขึ้นทะลุแนวต้านเดิม 48-49 เป็นไปได้ยาก
Security: CPF Position: ขายที่แนวต้าน 31.5-32.5 Reason: ไม่ผ่านยอดเดิม 32 ขณะที่โมเมนตัมลดลงอย่างเห็นได้ชัด แนะนำขายที่แนวต้าน 31.5-32.5
Security: ADVANC Position: ซื้อ เป้าหมาย 122/125 Stop loss < 113.5 Reason: หุ้นนำตลาดและปรับตัวขึ้นได้โดดเด่น ลุ้นทะลุทำจุดสูงสุดใหม่ โดยมองเป้าหมาย 122 และ 125
Security: TRUE Position: ซื้อ เป้าหมาย 4.34/4.40 Stop loss < 4.08 Reason: การกลับขึ้นมายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยหลักได้ทำให้หุ้นกลับมามีความน่าสนใจ ในขณะที่วอลุ่มสูงขึ้นอย่างผิดสังเกต สอดคล้องกับราคาหุ้นที่สร้างฐานและกำลังดีดตัวขึ้น
Security: INTUCH Position: ซื้อ เป้าหมาย 40/41 Stop loss < 36.5 Reason: ทะลุแนวต้านสำคัญ 37.25 พร้อมกับวอลุ่มที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
โดย บมจ.หลักทรัพย์ บัวหลวง ประจำวันที่ 7 ก.ย. 2554
|






![]() | Today | 828 |
![]() | All days | 828 |
Comments