| Daily View - บล.กสิกรไทย |
|
|
|
| Wednesday, 07 September 2011 11:05 | |||
|
ความเสี่ยงหนี้ยุโรปจะมีเพิ่มขึ้นในเดือนก.ย. แม้ว่าตลาดดูผ่อนคลายขึ้นจากตัวเลข ISM ภาคบริการของสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าที่คาด แต่เราเชื่อว่าปัญหาหนี้ในยุโรปจะยังคงเป็นถ่วงตลาดในเดือนก.ย. นี้โดยกรีซเองยังไม่ได้ข้อสรุปเงินช่วยเหลือรอบสอง ขณะที่ในเดือนนี้จะมีหนี้ของอิตาลีที่ต้อง roll over ประมาณ 4 หมื่นกว่าล้านเหรียญสหรัฐฯ และสูงกว่าแสนล้านจนถึงสิ้นปี ดังนั้นในระยะสั้นยังมอง SET index มีโอกาสปรับฐานอยู่ โดยต้นทุนของต่างชาติปัจจุบันอยู่ที่ 1013 จุด (จะ Update ให้ทุกสัปดาห์) ซึ่งถือว่าเป็น downside ของตลาดรอบนี้ โดยข่าวดีคาดว่าจะเข้ามาอย่างจริงจังในช่วงการประชุมนโยบาย ดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ในวันที่ 20-21 ก.ย. และการใส่เงินช่วยเหลือปัญหาหนี้ในยุโรป ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนต.ค. อย่างไรก็ตามแม้ว่าระยะสั้นตลาดยังปกคลุมด้วยความเสี่ยง เรายังมึมุมมองเหมือนเดิมคือตลาดมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 4 โดยมีเป้าหมายที่ 1200-1250 จุด ดังนั้นจึงเป็นโอกาสของนักลงทุนระยะกลางในการสะสมหุ้นเพิ่มเมื่อตลาดมีการปรับฐาน
กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น: เราเชื่อว่าในช่วงเดือนก.ย. ตลาดจะเคลื่อนไหวในลักษณะSideway โดยมี downside ไม่ต่ำกว่า 1000 จุด และ upside อยู่ที่ไม่เกิน 1100 จุด โดยหากตลาดมีการ rebound ขึ้นมา ยังแนะนำให้ลดพอร์ตการลงทุนระยะสั้นลง โดยยังแนะนำให้ wait and see ไปก่อน โดยหากจะเก็งกำไร อาจลุ้นในวงเงินจำกัด โดยแนะนำหุ้นกลุ่มที่มีประเด็นเช่นกลุ่ม ICT ADVANC DTAC LOXLEY SAMART จากที่วุฒิสมาชิกสามารถเลือกกสทช.ได้แล้ว และคงจะมีการพูดคุยถึงการประมูล 3จีในไม่ช้า ภายในสัปดาห์นี้ รวมถึงหุ้นปันผลและหุ้นกลุ่ม Defensive เช่น TICON TTW MCOT GRAMMY MAKRO RATCH BGH CPNRF TFUND เป็นต้น
กลยุทธ์การลงทุนระยะกลาง (3-6 เดือน): แม้ว่าเราจะมองตลาดหุ้นยังมีความเสี่ยงในช่วงไตรมาสที่ 3/54 แต่เรายังคงมีมุมมองเหมือนเดิมว่า ตลาดหุ้นยังมีโอกาสขึ้นไป1250 จุด ในไตรมาสที่ 4 ดังนั้นแนะนำให้ถือหุ้นพอร์ตต่อไป และการปรับฐานเป็นโอกาสที่ดีในการสะสมหุ้นเพิ่ม โดยยังคงแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นในกลุ่ม domestic play
ECONOMICS & POLITICS - "ยิ่งลักษณ์-กิตติรัตน์" ประสานเสียง ยังไม่มีความจำเป็นตั้งกองทุนมั่งคั่งแห่งชาติ ชี้ไม่ใช่นโยบายเร่งด่วน เผยแค่ศึกษาเบื้องต้น ยังไม่ได้คุยรายละเอียด ขณะที่แบงก์ชาติยันเรื่องเก่า ทำการบ้านไว้แล้ว เชื่อตอบคำถามได้
ประเด็นการเมือง - "เฉลิม" ระบุ "ยิ่งลักษณ์" มอบหมายให้ทำเรื่องอภัยโทษอดีตนายกฯ ทักษิณ เล็งวันที่ 5 ธันวา. ยันกฎหมายไม่ห้ามต้องติดคุกก่อนค่อย อภัยโทษ - ครม.มีมติย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ ขณะเดียวกันยังโยกย้ายข้าราชการกระทรวงการคลังชุดใหญ่ โดยให้นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เป็นรองปลัดฯ
INDUSTRY NEWS - กลุ่มเกษตร: นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ เปิดเผยว่าสมาคมจะทำเรื่องขอยกเลิกภาษีนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ เช่น กากถั่วเหลืองจากภาษี 2% เหลือ 0% กากที่เหลือจากข้าวโพด 9%เหลือ 0% ฯลฯ เสนอต่อกระทรวงพาณิชย์ภายในต้นเดือน ต.ค.เพื่อช่วยลดผลกระทบจากต้นทุนอาหารสัตว์สูงขึ้น โดยเฉพาะในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ที่คาดว่าวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์หลายรายการปรับตัวสูงขึ้นเช่น ปลายข้าว คาดว่าราคาจะเพิ่มขึ้น 40-50% จากนโยบายการรับจำนำข้าวเปลือกเจ้าที่ตันละ 1.5 หมื่นบาท และถั่วเหลืองและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ราคาตลาดโลกสูงขึ้น จากประเทศผู้ผลิตรายใหญ่อย่างสหรัฐที่ประสบกับปัญหาภัยแล้ง - กลุ่มหลักทรัพย์: นายเหลียง ฮวท อ็อง ประธานกรรมการ บริษัท โอเอสเค อินเวสต์เมนท์ แบงค์ เบอร์ฮาด (โอเอสเคฯ) เปิดเผยว่า บริษัทซื้อหุ้นของบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บีฟิท(BSEC) ได้แล้วจำนวน 96% หลังจากนี้จะเปลี่ยนชื่อของ BSEC เป็น บล.โอเอสเค (ประเทศไทย)และเปลี่ยนชื่อย่อหลักทรัพย์ที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เป็น OSK - กลุ่มธนาคาร: นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)กล่าวว่า ธปท.มีแผนจะเปิดเสรีทางการเงินในช่วงปี 2554-2557 แต่หากรัฐบาล หรือนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง มีนโยบายให้เปิดเสรีทางการเงินตามแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ฉบับที่ 2 เร็วกว่ากำหนด ก็สามารถทำได้ทันที - กลุ่มเกษตร: นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ว่าที่ประชุมครม.เห็นชอบให้จัดตั้งคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ(กขช.) โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีหน่วยงานที่เกี่ยว ข้องร่วมเป็นคณะกรรมการ คาดว่าจะเรียกประชุมนัดแรกภายในสัปดาห์นี้ เพื่อพิจารณาการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีประจำปีการผลิต54/55 อย่างละเอียดรอบคอบ ก่อนเสนอให้ครม.พิจารณาเห็นชอบภายในวันที่ 13 ก.ย.54 เพื่อให้สามารถเปิดรับจำนำข้าวเปลือกได้ตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค.นี้เป็นต้นไป
EXTERNAL FACTOR - ดัชนี DJ ปิดลบ 100.96 จุด หรือ 0.9% ปิดที่ 11,139.30 จุด ดัชนี S&P 500 ลดลง 8.73 จุด หรือ0.74% ปิดที่ 1,165.24 จุด ดัชนี Nasdaq ลดลง 6.5 จุด หรือ 0.26% ปิดที่ 2,473.83 จุด ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นเป็นไปอย่างผันผวน เนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับการลุกลามของปัญหาหนี้ยุโรปหลังจากการเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่กรีซและทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และสหภาพยุโรป (อียู) ได้หยุดชะงักลงเมื่อวันศุกรที่ผ่านมา เนื่องจากเจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้เกี่ยวกับแผนรัดเข็มขัดของกรีซ ข่าวดังกล่าวทำให้ตลาดกังวลว่ากรีซอาจจะไม่ได้รับความช่วยเหลือด้านการเงินรอบใหม่ หลังจากกรีซไม่สามารถดำเนินการตามเงื่อนพื้นฐานและเงื่อนไขปลีกย่อยของอียูและไอเอ็มเอฟ รวมถึงการแปรรูปสินทรัพย์ของรัฐบาลไปเป็นเอกชน ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวทำให้มีความเป็นไปได้มากขึ้นว่าอาจจะมีการปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะของกรีซภายในเวลาอีกไม่เดือน ส่วนสถานการณ์ในเยอรมนีนั้น มีรายงานว่ากลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ออกมาแสดงความไม่พอใจที่รัฐบาลเยอรมนีล้มเหลวในการจัดการกับปัญหาหนี้ยุโรป ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า แรงกดดันทางการเมืองในเยอรมนีอาจจะเป็นอุปสรรคขัดขวางเยอรมนีจนไม่สามารถให้ความช่วยเหลือประเทศอื่นๆในยูโรโซนได้ นอกจากนี้ การที่พรรคคริสเตียน เดโมเครติคส์ (ซีดียู) ของนางแองเกลา แมร์เคล พ่ายแพ้การเลือกตั้งระดับท้องถิ่น ก็ยิ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ชาวเยอรมนีขาดความเชื่อมั่นในการบริหารประเทศของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคซีดียู โดยหุ้นกลุ่มการเงินร่วงลงหลังจากสำนักงานบริการการเงินเพื่อที่อยู่อาศัยของรัฐบาลกลางสหรัฐ (FHFA) เตรียมยื่นฟ้องธนาคารขนาดใหญ่ 17 แห่งที่เป็นผู้ออกตรารหนี้ที่มีสินเชื่อบ้านเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน (MBS) ซึ่งรวมถึงเจพีมอร์แกน, โกลด์แมน แซคส์ ดอยช์ แบงก์ และแบงก์ ออฟ อเมริกา โดย FHFA ระบุว่าธนาคารเหล่านี้ไม่ได้ตรวจสอบมูลค่าสินทรัพย์ที่นำมาค้ำประกันหนี้ และไม่ตรวจสอบสถานะการเงินของผู้กู้อย่างรอบคอบ ซึ่งเมื่อผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้จดจำนองได้ จึงทำให้ตราสารที่ตั้งอยู่บนฐานของหนี้เสื่อมค่าไปด้วย (หุ้นแบงก์ ออฟ อเมริกา ร่วงลง 4% หุ้นเจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค ดิ่งลงเกือบ 3.4% ส่วนหุ้นยูบีเอสร่วงลงกว่า 10%) อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นนิวยอร์กได้แรงหนุนในระหว่างวัน หลังจาก สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีภาคบริการเดือนส.ค.ขยายตัวที่ระดับ 53.3 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือนก.ค.ที่ขยายตัว 52.7 จุด และมากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะขยายตัวที่ระดับ 51.0 จุด โดยการขยายตัวที่ดีเกินคาดในภาคบริการของสหรัฐช่วยหนุน หุ้นไฟเซอร์อิงค หุ้นแคทเตอร์ พิลลาร์ และหุ้นจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ดีดตัวขึ้น - สัญญาทองคำ COMEX ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง USD3.6 หรือ 0.2% ปิดที่ระดับ USD1,873.3เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ประกอบกับดัชนีภาคบริการของสหรัฐที่ขยายตัวดีเกินคาด ทำให้ความต้องการถือครองทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยลดลง - ราคาน้ำมัน NYMEX ส่งมอบเดือนต.ค. ลดลง USD0.43bbl หรือ 0.5% ปิดที่ USD86.02/bbl เนื่องจากความกังวลต่อวิกฤตหนี้ยุโรปและภาวะซบเซาในตลาดแรงงานของสหรัฐอาจทำให้ความต้องการพลังงานลดน้อยลง อย่างไรก็ตามสัญญาน้ำมันดิบปรับตัวลงเพียงเล็กน้อยเนื่องจากตลาดได้แรงหนุนในระหว่างวันหลังจากสหรัฐเปิดเผยดัชนีภาคบริการที่ขยายตัวได้ดีเกินคาดในเดือนส.ค. - ดัชนีค่าระวางเรือ ปิดที่ 1,767 เพิ่มขึ้น 17 จุด หรือ 0.97% - นายโรเบิร์ต โซลิก ประธานธนาคารโลก หรือ เวิลด์แบงก์ แสดงความเชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มเติบโตอย่างเชื่องช้าแต่จะไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย ขณะเดียวกันนายโฮเซ มานูเอล บาร์โรโซประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ได้แสดงความเชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจยูโรโซนจะไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย พร้อมกับระบุว่าสหภาพยุโรป (อียู) และสกุลเงินยูโร "มีความแข็งแกร่งและยืดหยุ่น" - ธนาคารกลางเกาหลีใต้ได้ปรับเพิ่มการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี)ไตรมาส 2 เป็น 0.9% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับที่ประมาณการไว้เบื้องต้น 0.8% เนื่องจากอุตสาหกรรมการก่อสร้างขยายตัวขึ้น - สำนักงานสถิติแห่งชาติของฟิลิปปินส์เปิดเผย อัตราเงินเฟ้อของฟิลิปปินส์ชะลอตัวลงสู่ 4.7% ในเดือนสิงหาคม เนื่องจากราคาอาหารและเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ปรับตัวลดลง - รัฐบาลจีนเปิดเผยรายงานว่า ยอดการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศของจีน (ODI) ในปีที่แล้ว พุ่งขึ้น21.7% เมื่อเทียบเป็นรายปี แตะ 6.88 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นสถิติที่ขยายตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 9และยังคิดเป็นอัตราการขยายตัวโดยเฉลี่ยต่อปีที่ 49.9% - ยูโรสแตท เปิดเผย อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของยูโรโซนชะลอตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 0.2% ในไตรมาสสอง จากไตรมาสแรกที่ขยายตัว 0.8% ซึ่งเท่ากับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ 0.2% ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับวิกฤตหนี้ยุโรป - ธนาคารกลางออสเตรเลียมีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 4.75% ซึ่งเป็นการคงอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 นับตั้งแต่เดือนพ.ย.ปีที่แล้ว - ยูบีเอสลดน้ำหนักหุ้นทั่วโลกลงไปอยู่ที่ “อันเดอร์เวต” จากเดิมอยู่ที่ “นิวตรอน” โดยอ้างว่ายังคงมีความตึงเครียดในตลาดเนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐอ่อนแอ และวิกฤติรัฐบาลยุโรปพัฒนาขึ้น
TODAY’S REPORTS - KTB และ SCB: ข่าวดีจากการให้สินเชื่อร่วมแก่กลุ่ม True แนะนำ Buy ทั้ง SCB SCB และ KTB ร่วมกันลงนามในสัญญาสินเชื่อร่วม 4.894 หมื่นล้านบาท ให้แก่กลุ่มบริษัท TRUE เพื่อใช้เป็นแหล่งเงินทุนสนับสนุนการขยายธุรกิจไร้สาย (3G) รีไฟแนนซ์หนี้สิน รวมทั้งเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน โดยสินเชื่อร่วมนี้ประกอบด้วยสินเชื่อ term loans ไม่เกิน 10 ปีและสินเชื่อเพื่อเงินทุนหมุนเวียน ขณะเดียวกันธนาคารที่เป็นผู้ให้เงินกู้ร่วมคือธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) และ ธนาคารเพื่อการส่งออก และนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM) ถือเป็นข่าวดี เนื่องจากเราคาดว่าจะช่วยเพิ่มยอดสินเชื่อของ SCB อีกประมาณสูงสุด 1.7% และ KTB อีกประมาณสูงสุด 1.5% เรายังคงสมมติฐานอัตราการเติบโตของสินเชื่อ SCB อยู่ที่ 17.5% (SCB ตั้งเป้าไว้ 15-18%) และ KTB อยู่ที่ 5.5% (KTB ตั้งเป้าไว้ 7%) ในปี 54 โดย SCB มียอดสินเชื่อในช่วง 7 เดือนแรกเติบโต 11.4% จากสิ้นปี 53 ดังนั้นธนาคารจะต้องมีสินเชื่อเพิ่มขึ้นอีก 6% จึงจะมีอัตราการเติบโตสอดคล้องกับประมาณการของเรา ขณะเดียวกัน KTB มียอดสินเชื่อใน 7 เดือนแรกของปีเติบโต 1.9% จึงต้องมีสินเชื่อเพิ่มขึ้นอีก 3.6% เพื่อให้สอดคล้องกับประมาณการทั้งปี โดยเรามีแนวโน้มปรับเพิ่มประมาณการอัตราการเติบโตของสินเชื่อของKTB ขึ้น 2% ซึ่งจะส่งผลให้ราคาพื้นฐานของ KTB เพิ่มขึ้น 3% จาก 27.50 บาท เป็น 28.50 บาท เรายังคงคำแนะนำ Buy สำหรับ KTB (ราคาพื้นฐาน 27.5 บาท) และ SCB (ราคาพื้นฐาน 161 บาท) - TRUE: สามารถ Refinance เงินกู้วงเงิน 4.9 หมื่นล้านบาท คงคำแนะนำ Neutral ราคา 4.7 บาทกลุ่ม TRUE สามารถกู้ยืมเงินจากธนาคาร SCB, KTB, UOB และ EXIM วงเงินรวม 4.894 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้เป็นแหล่งเงินทุนสนับสนุนการขยายธุรกิจไร้สาย (3G) รีไฟแนนซ์หนี้สิน รวมทั้งเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน เรามองว่าข่าวดังกล่าวจะส่งผลบวกต่อความรู้สึกของตลาดระยะสั้น โดยเราคาดว่า TRUE จะนำเงินจำนวน 3 หมื่นล้านบาท เพื่อนำมาชำระวงเงินกู้เดิม และจะทำให้ต้นทุนทางการเงินของ TRUE ลดลงราว 2 พันล้านบาทต่อปีและมีโอกาสที่จะช่วยให้ผลประกอบการของ TRUE กลับมามีกำไรได้ แต่สิ่งที่เรากังวล คือ เมื่อมีการรีไฟแนนซ์หนี้สินเสร็จสิ้นลง TRUE จะต้องทำการบันทึกขาดทุน มูลค่า 4-5 พันล้านบาท ซึ่งจะเป็นแรงกดดันต่อผลประกอบการงวดที่มีการประกาศรีไฟแนนซ์เสร็จสิ้นและจะอาจจะเป็นกดดันต่อราคาหุ้นของ TRUE ตามมาด้วยนอกจากนี้เราคาดว่า TRUE จะนำเงิน 1.9 พันล้านบาท มาใช้ลงทุน 3G แม้เรามีมุมมองเชิงบวกต่อผลประกอบการอนาคตของ TRUE มากขึ้น และมีโอกาสที่จะปรับประมาณการขึ้น แต่ปัจจุบันเรายังคงประมาณการผลประกอบการของ TRUE เท่าเดิม เรายังคงคำแนะนำ Neutral ราคาพื้นฐาน 4.7 บาท
ALTERNATIVE INVESTMENT STRATEGY สุชีล นารูลา ( This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it ; Tel +662 696-0021)
Gold Futures: แนะนำให้ถือ Long เพื่อขึ้นไปแบ่งทำกำไรที่ 28,500 บาท จากการวิเคราะห์ทางเทคนิค ราคาทองโลก (RTXGL) กำลังแกว่งหลังจากทะลุ High เดิมที่ $1,912 ขึ้นมา โดยมีแนวรับของการแกว่งที่ $1,863-1,860 ซึ่งถ้าไม่หลุด มีโอกาสกลับขึ้นไปต่อ โดยมีแนวต้านต่อไปที่ $1,919 ซึ่งถ้าสามารถทะลุได้ อาจขึ้นต่อไปที่ $1,970 และ $1,992 หรือสูงกว่านั้น สำหรับ Gold Futures (GFV11) ทาง Technical กำลังแกว่งตามราคาทองโลก โดยถ้าถอยลงมาแล้วไม่หลุดแนวรับแนวรับที่ 26,580 และ 26,190 ก็มีโอกาสกลับขึ้นไปทดสอบ 27,540 และ 28,000-28,150 หรือสูงกว่านั้นแนะนำให้ถือทนแกว่ง Long GFV11 ต่อ เพื่อรอจังหวะขึ้นไปแบ่งทำกำไรที่ 28,500 และให้ Stop ถ้าระหว่างวันหลุด 26,190 ลงมา SET50 Futures: เราแนะนำ 2 กลยุทธ์จากการวิเคราะห์ทางเทคนิค คือ S50U11 ยังมีความเสี่ยง โดยถ้าสามารถทะลุผ่านแนวต้านที่ 733 ขึ้นไปได้ มีโอกาสรีบาวด์ขึ้นไปทดสอบที่ 736 และ 741-743 แต่ถ้าหลุด 727 ลงมา อาจหลุด 723 กลับลงไปทดสอบที่ 717 หรือต่ำกว่านั้น กลยุทธ์ช่วงนี้ยังคงแนะนำให้ทำในวงจำกัด
กลยุทธ์การลงทุน : 1) กรณี Long แนะนำให้รอดูจังหวะไปก่อน โดยถ้าจะเล่น Gap แนะนำให้ใช้ 727 เป็น Stop loss ระหว่างวัน 2) กรณี Short แนะนำให้ถือ Short หลังจากเปิดสถานะ Short เพิ่ม ตอน S50U11 หลุด 720 ลงมา เพื่อรอจังหวะ ลงไปแบ่งทำกำไรที่ 710-709 (S50U11 มีแนวต้าน 736, 741 และ 743 แนวรับ 727, 717 และ 710-709)
MARKET EVENT
Thai Event - 19-20/09/11 กระทรวงพาณิชย์ประกาศตัวเลขส่งออกเดือนส.ค. - 30/09/11 ธปท.รายงานตัวเลขเศรษฐกิจเดือน ส.ค. - สัปดาห์ที่ 2 เดือนก.ย . ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย แถลงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค - สัปดาห์ที่ 3 เดือนก.ย. สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)แถลงดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม,ยอดการผลิตและส่งออกรถยนต์ รถจักรยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ - สัปดาห์ที่ 4 เดือนก.ย. สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.)แถลงดัชนีอุตสาหกรรมประจำเดือนและรายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง - 01/10/11 กระทรวงพาณิชย์รายงานเงินเฟ้อเดือนก.ย.
World Event - 07/09/11 Beige Book - 08/09/11 International Trade* - 08/09/11 Jobless Claims* - 08/09/11 Ben Bernanke Speaks - 08/09/11 Barack Obama Speaks - 09/09/11 China – Consumer Price Index* - 13/09/11 Import and Export Prices - 14/09/11 Producer Price Index* - 14/09/11 Retail Sales* - 14/09/11 Business Inventories - 15/09/11 Consumer Price Index* - 15/09/11 Empire State Mfg Survey - 15/09/11 Jobless Claims* - 15/09/11 Industrial Production* - 15/09/11 Philadelphia Fed Survey* - 16/09/11 Consumer Sentiment
กวี ชูกิจเกษม This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it , +662 696-0030 วิชญะ วงศ์ภาณุวิชญ์ This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it , +662 696-0038
โดย บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด ประจำวันที่ 7 ก.ย. 2554
|






![]() | Today | 1172 |
![]() | All days | 1172 |
Comments