| รอบด้านตลาดหุ้น - บล.บัวหลวง |
|
|
|
| Monday, 03 October 2011 12:11 | |||
|
สรุปภาพตลาด ตลาดหุ้นไทยวันศุกร์ปิดลบ 1.08% ด้วยมูลค่าซื้อขายกว่า 2 หมื่นล้านบาท ขณะที่ดัชนีเคลื่อนไหวในกรอบแคบทิศทางค่อนไปทางลบ ตามแรงขายที่มีออกมาในหุ้นกลุ่มพลังงานโดยเฉพาะหุ้น PTTEP ที่ร่วงลง 4.78% กดดันต่อภาพรวมการลงทุน แต่แรงซื้อที่เข้ามาในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ช่วยพยุงไม่ให้ดัชนีปรับลงมาก สิ้นวันนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ
แนวโน้มตลาด แม้ว่ารัฐสภาเยอรมันจะผ่านร่างงบประมาณให้สมทบเงินเข้ากองทุน EFSF แต่ก็เป็นไปดังคาดคือนักลงทุนยังกังวลว่ากรีซอาจจะผิดนัดชำระหนี้อยู่ดี เพราะเป็นไปได้ยากที่กรีซจะควบคุมงบประมาณรายจ่ายให้เป็นไปตามข้อกำหนดได้ นอกจากนั้นภาพของเศรษฐกิจจีนที่เติบโตลดลงจากมาตรการควบคุมเงินเฟ้อ และภาพของการชะลอตัวลงอีกครั้งของเศรษฐกิจสหรัฐจะทำให้นักลงทุนโยกย้ายเงินไปอยู่ในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำเช่นพันธบัตร โอกาสที่ภาวะตลาดหุ้นจะซึม และถูกโยกย้ายเงินออกยังมีอยู่ ฉะนั้นในช่วงนี้กลยุทธ์การลงทุนควรเป็นการลงทุนระยะสั้นๆในช่วงตลาดรีบาวด์เท่านั้น ปัจจัยตลาดในวันนี้ ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปรับตัวลงปิดที่ระดับต่ำกว่า 11,000 จุดเป็นครั้งแรกในสัปดาห์ที่ผ่านมา และปิดท้ายไตรมาสเดือนกันยายนด้วยการอ่อนตัวลงเป็นเดือนที่ห้าติดต่อกัน เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก คาดตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสอ่อนตัวลงตามตลาดหุ้นอื่นๆในภูมิภาค
คมสันต์ ปรมาภูติ Tel. (662) 618-1333
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อตลาด จับตา 3 ประเทศสุดท้ายในยูโรโซนรอลงมติขยายกองทุนเสถียรภาพยุโรป: การขยายอำนาจของ EFSF ต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาของประเทศสมาชิกยูโรโซนแต่ละประเทศก่อนจะมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย อย่างไรก็ดี รัฐสภาของบางประเทศจะยังไม่ลงคะแนนในประเด็นดังกล่าวจนกว่าจะถึงเดือน ต.ค. โดยขณะนี้ ประเทศสมาชิกยูโรโซน 14 จาก 17 ประเทศได้ลงมติอนุมัติการขยายอำนาจและบทบาทของกองทุน EFSF แล้ว ซึ่งได้แก่ เบลเยียม, ไซปรัส, ฟินแลนด์, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, กรีซ, ไอร์แลนด์, อิตาลี, ลักเซมเบิร์ก, โปรตุเกส, สเปน, สโลเวเนีย, เอสโตเนีย และออสเตรีย ส่วนประเทศสมาชิกยูโรโซนอีก 3 ประเทศที่ยังไม่ได้ให้สัตยาบันประกอบด้วย มอลตา เนเธอร์แลนด์ (กฎหมายเนเธอร์แลนด์ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่ในกองทุน EFSF ไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา แต่รัฐบาลต้องได้รับเสียงสนับสนุนทางการเมืองในเรื่องนี้ และจะนำประเด็นนี้เข้าสู่การลงมติช่วงต้นเดือน ต.ค.) และสโลวาเกีย ซึ่งรัฐสภาสโลวาเกียจะลงมติการขยายอำนาจของ EFSF ก่อนจะถึงการประชุมสุดยอดผู้นำสหภาพยุโรป (อียู) ในวันที่ 17-18 ต.ค. โดยรัฐสภาสโลวาเกียจะเปิดสมัยประชุมในวันที่ 11 ต.ค. ดังนั้น จึงคาดกันว่าการลงมติจะมีขึ้นในระหว่างวันที่ 11-16 ต.ค. และสโลวาเกียจะเป็นประเทศสุดท้ายที่ลงมติในเรื่องนี้ ทั้งนี้ อำนาจและบทบาทที่เพิ่มขึ้นของกองทุน EFSF จะช่วยให้กองทุนเข้าแทรกแซงตลาดพันธบัตร ขยายวงเงินสินเชื่อสำรองให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ และปล่อยกู้ให้รัฐบาลสำหรับเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงในการเพิ่มทุนธนาคาร เศรษฐกิจจีนเสี่ยงสูงจากตลาดอสังหาฯ-แบงก์ปล่อยกู้นอกระบบ: เครดิตสวิสระบุว่าความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดต่อเศรษฐกิจจีนเกี่ยวข้องกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ และการขาดประสบการณ์ของรัฐบาลในการรับมือกับความเสี่ยงที่มาจากธุรกรรมการเงินนอกระบบธนาคาร โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่าปริมาณการปล่อยกู้นอกระบบของจีนอยู่ที่ 4 ล้านล้านหยวน (625.2 พันล้านดอลลาร์) ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ดังกล่าวสูงถึง 60-70% ต่อปี และการปล่อยกู้ดังกล่าวอาจสร้างความเสียหายมากกว่าภาระหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่น องค์กรแรงงานค้านขึ้นค่าจ้าง 40% ทั่วประเทศ ขอพบนายกฯ 7 ต.ค. ทวง 300 บาท/วัน: นายชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ระบุว่าไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ 40% ทุกจังหวัด ในวันที่ 1 ม.ค. 55 เพราะค่าครองชีพสูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำแล้ว จึงควรปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท พร้อมกันทุกจังหวัดทั่วประเทศตามที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้ก่อนหน้านี้ และในวันที่ 5 ต.ค.นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการค่าจ้างกลางเพื่อพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งหากผลการประชุมคณะกรรมการค่าจ้างกลางไม่เป็นไปตามข้อเรียกร้องขององค์กรลูกจ้าง คสรท. จะนัดหารือเพื่อกำหนดท่าทีเคลื่อนไหวต่อไป นอกจากนี้ ในวันที่ 7 ต.ค. ซึ่งเป็นวันแรงงานที่มีคุณค่า คสรท. จะจัดกิจกรรมรณรงค์เรื่องความปลอดภัย สวัสดิการและค่าจ้างที่ดี รวมถึงการเดินขบวนไปหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือทวงถามถึงนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ต่อนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงแรงงานในฐานะประธานคณะกรรมการค่าจ้างกลางระบุว่าจะผลักดันให้คณะกรรมการฯ ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 40% ทั่วประเทศ ให้แล้วเสร็จในเดือน ต.ค. นี้ และให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ม.ค. 55 จากนั้น ในวันที่ 1 ม.ค. 56 จะปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำให้ได้ 300 บาท/วัน เท่ากันทั้งประเทศ
ปองรัตน์ รัตนะตวณานนท์ Tel. (662) 618-1336
รายงานวันนี้ หุ้น: PTTCH คำแนะนำ: ซื้อ ราคาเป้าหมาย (บาท): 168.00 วันที่ 30 ก.ย. คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติอนุมัติให้มีการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ที่ใช้โดยภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โดยจะจัดเก็บ1 บาท/กก. มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2555 ณ ปัจจุบันยังไม่มีความแน่นอนว่า PTTCH จะถูกจัดเก็บหรือไม่และเป็นเวลานานเท่าใด แต่ภายใต้สถานการณ์แย่ที่สุดจะทำให้ต้นทุนวัตถุดิบของ PTTCH เพิ่มขึ้นประมาณ 688 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะส่งผลให้กำไรลดลง 2.5% ต่อปีจากประมาณการปัจจุบันและราคาเป้าหมายลดลง 4 บาทจากปัจจุบัน เรามองว่าข่าวนี้อาจจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อหุ้น แต่เรายังชอบหุ้น PTTCH ในแง่ของการควบรวมกับ PTTAR และรอบการปรับตัวขาขึ้นของอุตสาหกรรมที่กำลังใกล้เข้ามา
นักวิเคราะห์: สุพพตา ศรีสุข Tel. (662) 618-1343
หุ้น: KBANK คำแนะนำ: ซื้อ ราคาเป้าหมาย (บาท): 169.00 สินเชื่อไตรมาส 3/54 มีแนวโน้มขยายตัวแข็งแกร่งแม้ว่ามีความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยปรับตัวลดลงในไตรมาส 3/54 นโยบายกันสำรองหนี้ยังคงเดิม ผู้บริหารตั้งเป้ารายได้ที่ไม่ใช่อัตราดอกเบี้ยขยายตัว 20% YoY ในไตรมาส 3/54
นักวิเคราะห์: สุวัฒน์ บำรุงชาติอุดม Tel. (662) 618-1341
หุ้น: BAY คำแนะนำ: ซื้อ ราคาเป้าหมาย (บาท): 32.00 เราคาดว่ากำไรสุทธิจะขยายตัวอย่างแข็งแกร่งในไตรมาส 3/54 สินเชื่อไตรมาส 3/54 ขยายตัวดีเนื่องจากปัจจัยฤดูกาล ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยทรงตัวที่ 4.4% ธนาคารตั้งเป้าหมายรายได้ค่าธรรมเนียมขยายตัว 12% ในปี 2554
นักวิเคราะห์: สุวัฒน์ บำรุงชาติอุดม Tel. (662) 618-1341
หมายเหตุ: รายงานดังกล่าวเป็นเพียงเนื้อหาโดยสรุป สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในรายงานฉบับเต็ม
Technical Analysis Security: PTTEP Position: ขายทำกำไร Reason: ส่งสัญญาณอ่อนกว่าตลาดและกลุ่ม หากแนวรับเดิมที่ 135 คาดว่าจะปรับตัวลงแรง
Security: SCB Position: ขายทำกำไร Reason: หลุดเส้นแนวโน้มขาขึ้นระยะยาว 110 บ. ขณะที่ราคาหุ้นไม่สามารถทะลุกลับขึ้นไปยืนเหนือได้ส่งผลให้แนวโน้มเปลียนรูปแบบเป็นลง
Security: CPF Position: ขายทำกำไร Reason: หลุดแนวรับสำคัญ 28 บ. และไม่สามารถดึงกลับขึ้นไปยืนเหนือได้ ส่งผลให้แนวโน้มโน้มที่ราคาหุ้นจะลงไปทดสอบกรอบล่างบริเวณ 24-25 บ.
Security: HEMRAJ Position: ขายทำกำไร Reason: ราคาหลุดเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน 2 บ. คาดหุ้นจะปรับตัวลงแรง แนะนำขายหุ้นออกไปก่อน
Security: KTB Position: ขายทำกำไร Reason: ส่งสัญญาณอ่อนกว่ากลุ่ม ขณะที่ราคาหุ้นมีโอกาสปรับลงทดสอบจุดต่ำสุดเดิมที่ 14.8 หรือต่ำกว่า
Security: ESSO Position: ขายทำกำไร Reason: โมเมนตัมเริ่มลดลงหลังจากทดสอบใกล้แนวต้านสำคัญ 9.5 และไม่สามารถทะลุผ่านขึ้นไปได้ ขณะที่ช่องว่างให้ปรับตัวลงเปิดกว้าง
โดย บมจ.หลักทรัพย์ บัวหลวง ประจำวันที่ 3 ต.ค. 2554
|






![]() | Today | 1497 |
![]() | All days | 1497 |
Comments