Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Daily Research รอบด้านตลาดหุ้น - บล.บัวหลวง
รอบด้านตลาดหุ้น - บล.บัวหลวง PDF Print E-mail
Tuesday, 04 October 2011 11:36

สรุปภาพตลาด

ตลาดหุ้นไทยปิดลบ 5.12% โดยมีแรงขายนำหุ้นในกลุ่มพลังงาน แบงก์ และ เทคโนโลยี ตามด้วยกลุ่มปิโตรเคมี อาหาร และอสังหาริมทรัพย์ โดยตลาดหุ้นไทยยังคงถูกแรงกดดันจากปัญหาวิกฤติหนี้ในยุโรป และแรงขายหุ้นในกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี หลังจากที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับลง สิ้นวันนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ

 

แนวโน้มตลาด

ทางกลุ่มเจ้าหนี้ของกรีซจะคุยกันอีกรอบในวันที่ 13 ต.ค. สัปดาห์หน้าว่าจะให้เงินกู้งวดใหม่กับกรีซหรือไม่ เพราะกรีซไม่สามารถจัดการขาดดุลงบประมาณได้ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ อย่างไรก็ตามเรามองว่าเจ้าหนี้จะยอมปล่อยกู้ให้กรีซในสัปดาห์หน้า ฉะนั้นปลายสัปดาห์นี้ หรือต้นสัปดาห์หน้าตลาดจะเริ่มเก็งกำไรประเด็นนี้ ฉะนั้นตลาดอาจมีรีบาวด์ได้สั้นๆ แต่ภาพก็จะเหมือนเรื่องของรัฐสภาเยอรมันคือ หลังทราบข่าวก็จะมีการ Sell on Fact ฉะนั้นกลยุทธ์รอบนี้ก็เน้นเล่นสั้น เราเน้นตัวที่ลงแรงเช่น ปิโตรเคมี และแบงค์

ปัจจัยตลาดในวันนี้ ดัชนีดาวโจนส์ปิดร่วงลงอย่างหนักเมื่อคืนนี้ เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลว่ากรีซอาจจะเผชิญกับการผิดนัดชำระหนี้และอาจจะไม่ได้รับเงินกู้เบิกจ่ายงวดต่อไป หลังจากกระทรวงการคลังกรีซออกแถลงการณ์ยอมรับว่า กรีซมีแนวโน้มที่จะพลาดเป้าหมายการลดยอดขาดดุลงบประมาณทั้งในปีนี้และปีหน้า ซึ่งความกังวลในเรื่องดังกล่าวได้ฉุดหุ้นกลุ่มธนาคารร่วงลงอย่างหนัก คาดตลาดหุ้นไทยจะทรงถึงอ่อนตัวเล็กน้อย อย่างไรก็ตามมีโอกาสรีบาวด์ได้เช่นกันเพราะลงไปหนักก่อนหน้าแล้วเมื่อวานนี้

 

คมสันต์ ปรมาภูติ Tel. (662) 618-1333

 

ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อตลาด

จับตายูโรโซนประชุมชี้ชะตาปล่อยกู้กรีซ 8 พันล้านยูโรวันที่ 13 ต.ค.: รัฐมนตรีคลังยูโรโซน (ยูโรกรุ๊ป) จะหารือเกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพให้กองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป (EFSF) โดยไม่ต้องเพิ่มเงินค้ำประกันการกู้ยืมของ EFSF เนื่องจากแม้ EFSF ได้รับมอบอำนาจใหม่ในการซื้อพันธบัตรรัฐบาลในตลาด เพิ่มทุนให้ธนาคารพาณิชย์ และปล่อยกู้แก่รัฐบาลในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า แต่ EFSF อาจไม่มีเงินสดมากพอจะตอบสนองความต้องการทางการเงินทั้งหมด อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีคลังยูโรโซนจะตัดสินใจประเด็นดังกล่าวในการประชุมวันที่ 13 ต.ค. และจะหารือเรื่องการกดดันรัฐบาลกรีซให้ปฏิรูปโครงสร้างตามที่ตกลงไว้ ซึ่งในการหลีกเลี่ยงภาวะล้มละลายนั้น กรีซต้องได้รับเงินช่วยเหลือฉุกเฉินงวดถัดไปซึ่งมีวงเงิน 8 พันล้านยูโร (1.1 หมื่นล้านดอลลาร์) จากอียูและ IMF ไม่เช่นนั้นรัฐบาลกรีซจะไม่มีเงินชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ ในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่คาดการณ์ว่าจะมีการจ่ายเงินช่วยเหลืองวดถัดไป เนื่องจากยูโรโซนยังไม่พร้อมรับมือกับการผิดนัดชำระหนี้ของกรีซ จนกว่า EFSF จะได้อำนาจใหม่ในการแทรกแซงตลาดเมื่อทุกประเทศสมาชิกยูโรโซนให้สัตยาบันรับรองใน 2 สัปดาห์ข้างหน้า นอกจากนี้ รัฐมนตรียูโรโซนจะหารือเรื่องการเปลี่ยนระบบควบคุมเศรษฐกิจยูโรโซน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมสุดยอดผู้นำอียูในวันที่ 17 ต.ค. ทั้งนี้ สหรัฐเป็นผู้เสนอแนวคิดเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพให้ EFSF แต่เจ้าหน้าที่ยูโรโซนบางรายคัดค้านแนวคิดนี้ เนื่องจากวิธีนี้อาจทำให้ประเทศสมาชิกยูโรโซนต้องรับหนี้เพิ่มขึ้นจากระดับการค้ำประกัน EFSF ในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ที่ 7.8 แสนล้านยูโร และวิธีนี้อาจทำให้มีการลดอันดับความน่าเชื่อถือของ EFSF ลงจาก AAA หรือลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศผู้ค้ำประกัน EFSF ลงจาก AAA ด้วย และในบรรดาแนวคิดที่อยู่ในการพิจารณาขณะนี้ วิธีหนึ่งคือ การอนุญาตให้ EFSF รีไฟแนนซ์ตัวเองผ่านทางปฏิบัติการของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ในการอัดฉีดสภาพคล่องให้ธนาคารพาณิชย์ ส่วนอีกวิธีคือ การให้ EFSF รับประกันว่าจะชดเชยยอดขาดทุนบางส่วนที่นักลงทุนได้รับในกรณีที่รัฐบาลบางประเทศผิดนัดชำระหนี้ในอนาคต แต่ไม่ว่ายูโรโซนจะใช้วิธีใด วิธีดังกล่าวไม่ควรต้องผ่านการให้สัตยาบันรับรองจากทุกประเทศ เนื่องจากกระบวนการรับรองเป็นเรื่องยุ่งยากและใช้เวลานาน ขณะที่หลายประเทศในยูโรโซนเผชิญกระแสคัดค้านการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศที่มีเศรษฐกิจอ่อนแอ

กรรมการธนาคารกลางยุโรปขวางเพิ่มขนาดกองทุน EFSF สูงกว่าที่ตกลง: นายคริสเตียน นอยเออร์ ประธานธนาคารกลางฝรั่งเศสและกรรมการธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เปิดเผยว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะคาดว่าการเพิ่มขนาดกองทุน EFSF จะสูงกว่าที่ตกลงไว้ในเดือน ก.ค. แต่เขาเปิดกว้างสำหรับโครงการเพิ่มขีดความสามารถของกองทุนในการแทรกแซงมากขึ้น นอกจากนี้ รมว.คลังบางคนของยุโรปต่อต้านข้อเสนอของสหรัฐที่จะเพิ่มอำนาจให้กองทุน EFSF เพื่อขยายขนาดของกองทุน ทั้งนี้ รมว.คลังยูโรโซนจะประชุมในสัปดาห์นี้เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางที่จะช่วยเหลือกรีซ แต่แทบไม่มีการคาดการณ์ในตลาดว่าจะมีการออกมาตรการเชิงรุกเพื่อปกป้องประเทศอื่น หากกรีซผิดนัดชำระหนี้ ขณะเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์ เทรดเดอร์และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่ากองทุน EFSF มีแนวโน้มไม่เพียงพอ

ผู้นำฝรั่งเศส-เยอรมนีเตรียมหารือถกแก้วิกฤติหนี้กรีซ: ประธานาธิบดีนิโคลาส์ ซาร์โคซีของฝรั่งเศสจะพบปะกับนายกรัฐมนตรีแองเจลา เมอร์เคลของเยอรมนีในอีกไม่กี่วันนี้เพื่อหารือปัญหาหนี้ของกรีซ ขณะที่นายไมเคิล ฟุคส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคคริสเตียนเดโมแครต (CDU) ของนายกรัฐมนตรีแองเจลา เมอร์เคล และเป็นประธานกลุ่มธุรกิจขนาดย่อมของ CDU ในรัฐสภา กล่าวว่ากรีซอยู่ในภาวะล้มละลายแล้วแม้ได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากสหภาพยุโรป (อียู) และมีแนวโน้มสูงมากที่กรีซอาจต้องขอลดหนี้อย่างน้อย 50% และนายอเล็กซานเดอร์ โดบรินท์ รองผู้นำพรรคคริสเตียน โซเชียล ยูเนียน (CSU) ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ของพรรคร่วมรัฐบาลของเยอรมนี กล่าวว่า กรีซควรออกจากยูโรโซนชั่วคราวหากไม่สามารถฟื้นฟูฐานะการคลังของประเทศ และกรีซจะพบว่าการฟื้นฟูประเทศขณะที่อยู่นอกยูโรโซนเป็นเรื่องที่ง่ายกว่า ซึ่งเขาเชื่อว่าชาวกรีซจำนวนมากอาจตระหนักในเร็วๆ นี้ว่า การฟื้นฟูสถานะการคลังจะทำได้เร็วขึ้นเมื่ออยู่นอกยูโรโซน อย่างไรก็ดี นางแองเจลา เมอร์เคล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี และนายโวลฟ์กัง ชอยเบล รมว.คลังเยอรมนี คัดค้านการให้กรีซออกนอกยูโรโซน เนื่องจากการผิดนัดชำระหนี้ของกรีซอาจก่อให้เกิดผลกระทบแบบโดมิโน ทั้งนี้ กระทรวงการคลังกรีซเปิดเผยข้อมูลยอดขาดดุลงบประมาณ ซึ่งบ่งชี้ว่ากรีซไม่สามารถบรรลุเป้าขาดดุลงบประมาณประจำปี 2011 และ 2012 ที่อียูและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กำหนด โดยยอดขาดดุลงบประมาณของกรีซจะอยู่ที่ 8.5% ของจีดีพีในปีนี้ ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ 7.6% และยอดขาดดุลงบประมาณจะอยู่ที่ 6.8% ของจีดีพีในปีหน้า ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ 6.5%

กรีซปลดข้าราชการ 30,000 คนตามมาตรการรัดเข็มขัด: คณะรัฐมนตรีกรีซอนุมัติการปลดข้าราชการ 30,000 คน ซึ่งถือเป็นมาตรการที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองและกฎหมายอย่างมากในกรีซ เนื่องจากรัฐธรรมนูญกรีซห้ามปลดข้าราชการแทบทุกกรณี และข้าราชการครองสัดส่วนราว 20% ของแรงงานกรีซ ดังนั้น มาตรการดังกล่าวจะทำให้มีการตั้ง "แรงงานสำรอง" ซึ่งครอบคลุมข้าราชการ 30,000 คน โดยข้าราชการกลุ่มนี้จะได้ค่าจ้าง 60% และจะถูกปลดออกจากงานหลังผ่านไป 1 ปี อย่างไรก็ดี มาตรการแรงงานสำรองนี้ช่วยประหยัดงบประมาณให้รัฐบาลกรีซต่ำกว่าระดับที่เจ้าหน้าที่ทรอยกาเรียกร้องในตอนแรก เพราะ 2 ใน 3 ของแรงงานสำรองมีอายุใกล้เกษียณอยู่แล้วและแรงงานสำรองที่เหลือจะมาจากบริษัทของรัฐบาลที่กำลังจะควบหรือปิดกิจการ สำหรับการโน้มน้าวให้ทรอยกาปล่อยเงินช่วยเหลืองวดถัดไปแก่กรีซนั้น รัฐบาลกรีซให้สัญญาว่าจะขึ้นภาษี ลดเงินเดือนภาครัฐบาล และเร่งรัดแผนปลดข้าราชการ 20% ภายในปี 2015 อย่างไรก็ตาม ร่างงบประมาณที่รัฐบาลกรีซเปิดเผยออกมาระบุว่าจีดีพีของกรีซอาจลดลง 5.5% ในปีนี้ และอาจหดตัวลง 2.0-2.5% ในปีหน้า ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ในขณะนี้ของ IMF แต่ต่ำกว่าตัวเลขที่ใช้คำนวณมาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงินรอบ 2 สำหรับกรีซในเดือน ก.ค. โดยในช่วงนั้นมีการคาดการณ์กันว่าจีดีพีกรีซอาจเติบโต 0.6% ในปีหน้า

กรีซขยายเวลาห้ามทำชอร์ตเซลถึงวันที่ 9 ธ.ค. หลังตลาดหุ้นทรุดหนัก: สำนักงานคณะกรรมการหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของกรีซขยายเวลาคำสั่งห้ามทำชอร์ตเซลหุ้นที่ซื้อขายในตลาดหุ้นเอเธนส์ออกไปอีก 2 เดือนจนถึงวันที่ 9 ธ.ค. ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินการแบบเดียวกันของผู้ควบคุมกฎอื่นๆ ในยุโรป ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 ก.ย. ที่ผ่านมา อิตาลีและฝรั่งเศสขยายเวลาคำสั่งห้ามทำชอร์ตเซลจนถึงวันที่ 11 พ.ย. ขณะที่สเปนคงคำสั่งห้ามทำชอร์ตเซลจนกว่าภาวะการณ์ในตลาดจะเปลี่ยนแปลง ส่วนเบลเยี่ยมสั่งห้ามทำชอร์ตเซลในเดือน ส.ค. โดยไม่มีกำหนด และยังคงบังคับใช้คำสั่งห้ามดังกล่าว อย่างไรก็ดี คำสั่งห้ามของกรีซไม่สามารถยุติการดิ่งลงของตลาดหุ้นได้

ธนาคารกลางเดนมาร์กอัดฉีดเงินกู้รอบใหม่เสริมสภาพคล่องธนาคารพาณิชย์: ธนาคารกลางเดนมาร์กจะปล่อยกู้ระยะ 6 เดือนในทุกๆ เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค. เป็นต้นไป โดยใช้อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมพื้นฐาน และขยายประเภทหลักทรัพย์ค้ำประกันที่ธนาคารพาณิชย์ใช้ในการขอกู้จากธนาคารกลาง ซึ่งธนาคารกลางเดนมาร์กระบุว่า "การขยายวงเงินสินเชื่อนี้เพื่อช่วยเหลือธนาคารพาณิชย์ในการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ ซึ่งจะช่วยผ่อนคลายสถานการณ์ในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่สถานการณ์ที่ไม่มีการค้ำประกันจากรัฐบาลอีกต่อไป โดยการค้ำประกันเหล่านี้จะหมดอายุในปี 2012 และ 2013" ทำให้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. เป็นต้นไป ธนาคารกลางเดนมาร์กจะยอมรับสินเชื่อ "ที่มีคุณภาพดี" ของธนาคารพาณิชย์เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันด้วย ซึ่งธนาคารกลางเดนมาร์กประเมินว่า "มาตรการนี้จะทำให้ปริมาณหลักทรัพย์ที่ใช้ค้ำประกันการกู้ยืมเพิ่มขึ้น 4 แสนล้านโครน (7.34 หมื่นล้านดอลลาร์)" โดยธนาคารกลางเดนมาร์กจะยอมรับสินเชื่อธรรมดาและเงินเบิกเกินบัญชีในรูปสกุลเงินโครนหรือยูโรเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้ยืม ซึ่งลูกหนี้ของสินเชื่อดังกล่าว "ต้องเป็นบริษัทนอกภาคการเงิน หน่วยงานราชการ หรือครัวเรือน" และลูกหนี้ต้องอาศัยในเดนมาร์ก และหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้ยืมนี้จะถูกลดมูลค่าลง 25% และหักมาร์จิน 10% ซึ่งหมายความว่าธนาคารพาณิชย์สามารถกู้เงินได้ 90% ของมูลค่าหลักทรัพย์ดังกล่าวหลังการลดมูลค่า ปัจจุบันนี้ธนาคารพาณิชย์เดนมาร์กถือครองพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้จำนองที่มีสภาพคล่องสูงเกือบ 6.5 แสนล้านโครน อย่างไรก็ตาม มาตรการใหม่นี้ไม่สามารถสกัดกั้นการล้มละลายของธนาคารฟยอร์ดแบงก์ มอร์ส และธนาคารอมาเจอร์แบงเคนได้ โดยธนาคารขนาดเล็กสองแห่งนี้เข้ามาอยู่ในการดูแลของหน่วยงานรัฐบาลในเดือน ก.พ. และ มิ.ย. ปีนี้ ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ได้นำมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินยูโรระยะ 6 เดือนกลับมาใช้ใหม่เช่นกัน และใช้มาตรการอัดฉีดสภาพคล่องดอลลาร์ระยะ 3 เดือนด้วย โดยเป็นที่คาดกันว่าอีซีบีอาจปล่อยกู้ระยะ 12 เดือนอีกครั้งเพื่อช่วยเหลือธนาคารพาณิชย์ในการระดมทุนระยะยาว

"มูดี้ส์" ปรับลดอันดับเครดิตเงินฝากสกุลบาทของ KTB สู่ Baa1 จาก A3: มูดี้ส์ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือด้านเงินฝากสกุลเงินบาทของ KTB สู่ Baa1/Prime-2 โดยมีแนวโน้มเชิงลบ จากเดิมที่ A3/Prime-1 และแนวโน้มมีเสถียรภาพ และมูดี้ส์เปลี่ยนแปลงแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือด้านเงินฝากสกุลเงินต่างประเทศ ซึ่งมีอันดับที่ Baa1/Prime-2 โดยเปลี่ยนแนวโน้มจากมีเสถียรภาพสู่เชิงลบ ขณะเดียวกัน มูดี้ส์เปลี่ยนแนวโน้มอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินซึ่งมีอันดับที่ D- โดยเปลี่ยนแนวโน้มจากมีเสถียรภาพสู่เชิงบวก เนื่องจากแม้รัฐถือหุ้น 55% ใน KTB แต่ธนาคารมีบทบาทเพิ่มขึ้นในฐานะธนาคารพาณิชย์โดยไม่ได้รับมอบหมายหน้าที่ด้านนโยบายเป็นการเฉพาะจากรัฐบาล ซึ่งทำให้การปรับขึ้นอันดับความน่าเชื่อถือด้านเงินฝากสกุลเงินบาทขึ้น 6 ขั้นของธนาคารจากระดับ Ba3 สู่ A3 เป็นอันดับที่สูงเกินไป

นายกสมาคมโบรกเกอร์เสนอ รมว.คลัง ให้ชะลอเปิดเสรีค่าคอมฯ: นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ได้เสนอเรื่องให้ รมว.คลัง พิจารณาชะลอการเปิดเสรีค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (คอมมิชชั่น) ออกไปก่อน จากเดิมที่จะใช้ในวันที่ 1 ม.ค. 55 เนื่องจากการจัดเก็บค่าคอมมิชชั่นในปัจจุบัน เป็นการเปิดเสรี (sliding scale) และต่อรองได้อยู่แล้ว และจำนวนโบรกเกอร์ในขณะนี้มากพอที่จะทำให้เกิดการแข่งขันในอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม รมว.คลังยังไม่ได้ให้คำตอบว่าจะชะลอการเปิดเสรีค่าคอมมิชชั่นหรือไม่ และการเปิดเสรีค่าคอมมิชชั่นต้องรอเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ด้วย นอกจากนี้ หากตลาดหลักทรัพย์ฯ ชะลอเรื่องการแปรรูปออกไป สมาคมฯ ก็ต้องการให้ชะลอการเปิดเสรีค่าคอมมิชชั่นเช่นกัน ทั้งนี้ ตามแผนได้กำหนดว่าค่าคอมมิชชั่นจะเริ่มเปิดเสรีในปี 55 นี้ ขณะที่ปัจจุบันโครงสร้างค่าคอมมิชชั่นที่ใช้อยู่เป็นแบบขั้นบันได

 

ปองรัตน์ รัตนะตวณานนท์ Tel. (662) 618-1336

 

รายงานวันนี้

หุ้น: KTB          คำแนะนำ: ซื้อ          ราคาเป้าหมาย (บาท): 23.50

ยังคงเป้าหมายการขยายตัวของสินเชื่อที่ 10%

มีอัพไซด์จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยในครึ่งหลังของปี 2554

คาดรายได้ค่าธรรมเนียมขยายตัว 10-15% ในไตรมาส 3/54

อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายรับยังดี

 

นักวิเคราะห์: สุวัฒน์ บำรุงชาติอุดม Tel. (662) 618-1341

 

กลุ่ม: ปิโตรเคมี          คำแนะนำ: เพิ่มน้ำหนักการลงทุน          ราคาเป้าหมาย (บาท): -

ส่วนต่างราคาเอธิลีนยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ในขณะที่ส่วนต่างราคาโพรพิลีนอ่อนตัวลง

ส่วนต่าง HDPE เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน ในขณะที่ส่วนต่าง MEG ลดลงจากสัปดาห์ก่อน

ส่วนต่าง PVC ปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน

 

นักวิเคราะห์: สุพพตา ศรีสุข Tel. (662) 618-1343

 

หมายเหตุ: รายงานดังกล่าวเป็นเพียงเนื้อหาโดยสรุป สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในรายงานฉบับเต็ม

 

Technical Analysis

Security: TOP

Position: ขายทำกำไร

Reason: ส่งสัญญาณอ่อนกว่าตลาดและกลุ่ม หากแนวรับเดิมที่ 46.75 คาดว่าจะปรับตัวลงแรง

 

Security: CPALL

Position: ขายทำกำไร

Reason: หากราคาหุ้นหลุดเส้นแนวโน้มขาขึ้นระยะยาว 44 บ. คาดว่าหุ้นจะปรับตัวลงแรง

 

Security: CPF

Position: ขายทำกำไร

Reason: ราคาหุ้นปรับตัวลงตามคาด หากหลุดแนวรับเดิม 24.6 คาดว่าหุ้นจะปรับตัวลงแรง

 

Security: CPN

Position: ขายทำกำไร

Reason: หากราคาหลุดเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน 30.5 บ. คาดหุ้นจะปรับตัวลงแรง แนะนำขายหุ้นออกไปก่อน

 

Security: LPN

Position: ขายทำกำไร

Reason: ราคาหุ้นมีความเสี่ยงการปรับลงแรง หากหลุดแนวรับสำคัญที่10 บ. แนะนำขายหุ้นออกไปก่อน

 

Security: HEMRAJ

Position: ขายทำกำไร

Reason: โมเมนตัมเริ่มปรับตัวลงเร็วหลังจากหลุดแนวรับสำคัญที่ 2 บ.ขณะที่ช่องว่างให้ปรับตัวลงเปิดกว้าง

 

โดย บมจ.หลักทรัพย์ บัวหลวง ประจำวันที่ 4 ต.ค. 2554

 

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday1274
mod_vvisit_counterAll days1274

We have: 1271 guests online
Your IP: 216.73.217.135
Mozilla 5.0, 
Today: Jun 20, 2026

4344184