Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Daily Research Daily View - บล.กสิกรไทย
Daily View - บล.กสิกรไทย PDF Print E-mail
Friday, 06 July 2012 10:02

ยังบวก...แม้อาจแกว่งตัวจากความกังวลเศรษฐกิจยุโรป-จีน

 

แนวโน้มตลาด: ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลบเพียงเล็กน้อยหลังตัวเลขภาคบริการ (ISM Services) ขยายตัวช้าสุดในช่วง 2 ปี ด้านยุโรปปิดลบ 1-2% แม้มีปัจจัยบวกจากการที่ธนาคารกลางอังกฤษตรึงอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.5% และขยายมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงตามที่ตลาดคาด แต่ถ้อยแถลงที่ว่าความเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจในยูโรโซนเผชิญกับภาวะขาลงเพิ่มขึ้นนั้น ส่งผลเชิงลบต่อจิตวิทยาการลงทุน ซึ่งรวมไปถึงการที่ธนาคารกลางจีนประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากระยะ1 ปี ลง 0.25% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะ 1 ปี ลง 0.31% กลับเป็นประเด็นที่นักลงทุน “ตีความ” ต่อไปว่าตัวเลขเศรษฐกิจของจีนอาจกำลังส่งสัญญาณชะลอลง จึงทำให้ตลาดหุ้นโดยรวมอาจผันผวนในช่วงสั้น อย่างไรก็ตามเรายังเล็ง SET ขึ้นทดสอบ 1246 แต่โดยเชิงกลยุทธ์ จากการที่ไม่มีปัจจัยหลักในการผลักดันดัชนีให้เดินหน้าไปได้ไกลๆ การเข้าใกล้ 1225 หรือสูงกว่า นักลงทุนอาจแบ่งขายทำกำไรเพื่อบริหารความเสี่ยงบ้าง หุ้นอาจเลือกเพื่อเก็งกำไรช่วงนี้ยังอยู่ในสื่อสารและขนส่งอาทิ ADVANC THCOM JAS TRUE AOT BECL และเราเห็นโอกาสเก็งกำไรในหุ้นดังต่อไปนี้ ได้แก่ BAY TISCO KK TCAP TK GL ASK THANI ซึ่งที่เกี่ยวกับการบริโภค และเช่าซื้อมีแนวโน้มแสดงผลงานไตรมาส 2/55 ที่ดี

 

กลยุทธ์การลงทุน: SET อาจเลือกเดินหน้าต่อ หรือดัชนีอาจแกว่งตัว ซึ่งตราบใดที่ไม่หลุด 1180-1190 ตลาดยังน่าจะรักษาโมเมนตัมเชิงบวกไว้ได้ อย่างไรก็ตามนักลงทุนต้องเริ่มเพิ่มความระมัดระวังในการเข้าซื้อ โดยเฉพาะดัชนีที่ปรับขึ้นใกล้ 1225 เป็นต้นไป หุ้นแนะนำ TTW VNG CENTEL

 

สำหรับนักลงทุนระยะกลาง: เมื่อ 15 มิ.ย. เราเพิ่มน้ำหนักการลงทุนขึ้นอีก 10% เป็น 60% และยังเตรียมเพิ่มน้ำหนักการลงทุนขึ้นอีก โดยยังคงประเมิน downside ของ SET Index ที่ 1050 จุด หุ้นที่อาจพิจารณาทยอยสะสม ได้แก่ TICON TCAP KK TISCO EGCO RATCH PS AP SIRI QH PF PTTGC PTT KTB NMG RS

 

หุ้นแนะนำวันนี้

 

- TTW (ปิด 6.85 เป้าระยะสั้น 7.45 ขายเมื่อหลุด 6.50) มีแนวโน้มขยายกำลังการผลิตที่ปทุมธานีอีก 15% ทำให้กำลังการผลิตรวมขึ้น 7% + มีโอกาสนำขาดทุนช่วงปี 2541-49 มาหักเป็นค่าใช้จ่ายอีก 386 ล้านบาท + ผู้บริหารคาดรายได้ปี 2555 ทำสถิติใหม่ที่ 5 พันล้านบาท และ 5 ปีแตะ 7.8 พันล้านบาท + อยู่ระหว่างเจรจาซื้อกิจการrพลังงาน + ปันผล 6.57% คิดเป็น PER 10.8x

 

- VNG (ปิด 4.02 เป้าระยะสั้น 4.14-4.28 ขายเมื่อหลุด 3.80) ธุรกิจฟื้นตัวและเข้าสู่ช่วง high season ไตรมาส2-3 +ราคายางที่ปรับลดลงส่งผลดีต่อราคาไม้ยางที่เป็นวัตถุดิบการผลิต + ปัจจุบันใช้กำลังการผลิตที่ 85% และเตรียมขยายกำลังการผลิต Particle board ขึ้นอีกในช่วงไตรมาส 4/55 + ราคาปัจจุบันอยู่ที่เพียง 0.84 x PBV และ PER ที่ 10.4 เท่า

 

- CENTEL (ปิด 13.20 เป้าระยะสั้น 13.70-14.60 ขายเมื่อหลุด 12.50)ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรขึ้น 15% และ 14% ในปี 2555 และ 2556 + นักท่องเที่ยวต่างชาติ 5M55 เพิ่มขึ้น 7% YoY นักท่องเที่ยวจากเอเชียชดเชยจากยุโรปที่ลดลง + ไตรมาส 2/55 อัตราการเข้าพักสูงถึง 65% (+7% YoY)รายได้ต่อห้องเฉลี่ยเพิ่มถึง 13% YoY + คาดกำไรไตรมาส 2/55 ที่ 102 ล้านบาท +30% QoQ และ 139% YoY + ซื้อขายที่ PER 18.7x ปี 2555 และเหลือเพียง 14.9x ในปี 2556

 

Today’s Best Trades

 

ประเด็นการลงทุนหุ้น Today’s Best Trades

 

TICON ราคาหุ้นในปัจจุบันเป็นโอกาสซื้อที่ดี + ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 พลิกกลับมามีกำไรจากการขายโรงงานเข้ากองทุนอสังหาสริมทรัพย์ และไตรมาส 2 จะเร่งตัวขึ้นมาก + ราคาปัจจุบัน 6.6x PER ถูกสุดกลุ่มนิคม + ผลตอบแทนเงินปันผล 9.6% สงสดในกล่มนิคม + ห้นมีโอกาสถก concensus ปรับประมาณการขึ้น

 

HMPRO หุ้นค้าปลีกที่ได้ประโยชน์จากกำลังซื้อและการบริโภคในประเทศ + คาดกำไร 2555 เพิ่มขึ้น 75% YoY + หุ้นค้าปลีกที่ PER 24.4 เท่าถูกสุดในกลุ่ม

 

KTB เก็งกำไรสั้นรับการฟื้นตัวของ SET + หุ้นธนาคารขนาดใหญ่ที่ถูกที่สุด PER เพียง 7.4 เท่า และคาดการณ์ผลตอบแทนปันผล 4.5% + เชื่อว่าราคาหุ้นถูกกดดันจากข่าวเพิ่มทุนมากเกินไป

 

SIRI จิตวิทยาเชิงบวกจากรัฐเตรียมปรับวงเงินกู้บ้านหลังแรกขึ้นเป็น 2 ล้านบาท (จาก 1 ล้านบาท) + ผลการดำเนินงาน 2555 จะดีขึ้นเป็นขั้นบันได + ราคาปัจจุบันคิดเป็นเพียง 6.3x PER และให้คาดการณ์ผลตอบแทนปันผลสูงถึง 7.4%

 

KSL เข้าสู่ช่วง high season ผลประกอบการไตรมาส 2 (ก.พ.-เม.ย.55) + ก.ค.เป็นเดือนที่ราคาน้ำตาลเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5-8% ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา + แม้ราคาส่งออกน้ำตาลลดลง 5% QoQ แต่ปริมาณการขายเพิ่มขึ้น 25% QoQ และ 30% YoY กำไรจึงมีแนวโน้มดีขึ้น + ราคาปัจจุบันคิดเป็น PER 10.2 เท่า ให้ผลตอบแทนปันผล 4.1% (concensus)

 

SPCG กำไรไตรมาส 2/55 ดีขึ้นต่อเนื่องจากรับรู้รายได้โรงไฟฟ้าเพิ่มเติม + growth stock ที่กำไรรายไตรมาสจะโดดเด่นขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2556 + กำไรปี 2556 จะเพิ่มขึ้น 4 เท่า PER จะลดลงจาก 17.6 เท่า เหลือเพียง 4.3 เท่า

 

AAV หุ้นเติบโต (growth stock) ที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ลดลง + ราคาปัจจุบันต่ำกว่า IPO ถึง 9% และ 16% จากราคาเปิดซื้อขาย + ราคาหุ้นยังถูกคิดเป็น PER 2555 และ 2556 เพียง 11.7 และ 8.5 เท่าเชิงกลยุทธ์ และไม่กระทบต่อพื้นฐานของห้นแต่อย่างใด

 

SAMART ผลการประมูลโครงการใหญ่หลายแห่งจะออกมาในช่วง ก.ค.-ส.ค. + แนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 2/55 แข็งแกร่งและกำไรปี 2555 เดินหน้าเป็นขั้นบันได + ลุ้นได้งานตรวจสอบข้อมูลผู้โดยสารของ AOT ซึ่งจะทำให้มี

 

TRC กำไรไตรมา ส 1 คิด่เป็น 51% ของกำไรปี 2554 ที่ 149 ล้านบาท (0.45 บาท/หุ้น) + concensus เฉลี่ยมองราคาปัจจุบันซื้อขายเพียง 6.6x PER 2555 และให้ปันผล 4.7% + backlog ณ สิ้น 1Q55 ที่ 4,000 ล้านบาท รับรู้ในปีนี้ถึง 3,000 ล้านบาท + รายได้ในอนาคตอาจเสถียรขึ้นจากการรกเข้าธรกิจไฟฟ้า (SPP)

 

PTTGC ราคาสะท้อนผลการดำเนินงาน 2Q55 ที่จะอ่อนลง QoQ ไปมากแล้ว + ตลาดจะเริ่มคลายกังวลการปรับสูตรส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนกับ PTT ยังอีกไกล + ราคาคิดเป็นเพียง 6.6x PER และให้คาดการณ์ผลตอบแทนปันผล 6.0%

 

ปัจจัยที่ต้องติดตาม

- 06 ก.ค. US: Employment Situation

- 09 ก.ค. China: Consumer Price Index

- 09 ก.ค. EU(Events): Euro-Area Finance Ministers Meet in Brussels

- 10 ก.ค. China: Trade Balance

- 11 ก.ค. US: International Trade

- 11 ก.ค. US: FOMC Minutes

- 12 ก.ค. EU: Euro-Zone Industrial Production

- 12 ก.ค. US: Jobless Claims

- 12 ก.ค. US: Import and Export Prices

- 13 ก.ค. China: Real GDP

- 13 ก.ค. China: Retail Sales

- 13 ก.ค. US: Producer Price Index

- 13 ก.ค. US: Consumer Sentiment

 

บทวิเคราะห์วันนี้

 

- เศรษฐกิจ: ผลการประชุม ECB BoE และ PBOC ผ่อนคลายนโยบายการเงินเพื่อกระตุ้น

 

เศรษฐกิจ

 

- ตลาดหุ้นระยะสั้นยังมีความเสี่ยง แต่ Downside เริ่มจำกัด การผ่อนคลายนโยบายการเงินทั้งการปรับลดดอกเบี้ยของ ECB และ PBOC รวมถึงการอัดฉีดเงิน (QE) ของ BoE เป็นการส่งสัญญาณลบที่มีต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า ดังนั้น ตลาดหุ้นในระยะสั้นจะเผชิญแรงกดดันและแรงเทขายทำกำไรออกมา อย่างไรก็ตาม เราคาดว่า FED และธนาคารกลางสำคัญๆทั่วโลกจะยังคงผ่อนคลายนโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจต่อไป ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ECB มีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มากขึ้น เพราะมองว่าการปรับลดดอกเบี้ยเพียง 0.25% จะมีประสิทธิภาพไม่มากนัก ซึ่งการเพิ่มมาตรการที่เข้มขึ้น น่าจะหนุนให้ GDP เริ่มฟื้นกลับมาขยายตัวในระดับที่เหมาะสมอีกครั้งใน 4Q55 ถึง ต้นปีหน้า

 

- คาด Downside ตลาดหุ้นเข้าสู่ระดับที่มีความน่าสนใจในช่วง 3Q55 ถึง 4Q55 โดยเราคาดว่าหุ้นในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์จะมีความน่าสนใจมากที่สุด (หุ้นที่ราคาลงมามาก PTTGC, BANPU, IVL, IRPC รวมถึงหุ้นในกลุ่มอื่นที่น่าสนใจ SCC, AMATA, PTT, PTTEP) เนื่องจาก

Underperform ในช่วงที่ผ่านมา

 

- ธนาคารกลางทั่วโลกพร้อมใจผ่อนคลายนโยบายการเงิน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาขยายตัวเพิ่มขึ้น หลัง GDP มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากผลของวิกฤตหนี้ยูโรโซน

 

- ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ลดดอกเบี้ยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ECB ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากระดับ 1% สู่ 0.75% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากถูกปรับลดลงจาก0.25% สู่ 0.0%

 

- ธนาคารกลางจีน (PBOC) ลดดอกเบี้ยครั้งที่ 2 ในปีนี้ PBOC ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมลง -0.31% สู่ 6.0% และลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก -0.25% สู่ 3%

 

- ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) เพิ่มขนาด QE เป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 3 ปี BoE มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% แต่เพิ่มขนาด QE ขึ้น 50 ล้านปอนด์ เป็น 375 ล้านปอนด์

 

- FED อาจจะออก QE3 ตามมาใน 3Q55 เราเชื่อว่า จากภาวะเศรษฐกิจสหรัฐที่มีแนวโน้มกลับมาชะลอตัวลง หลังตัวเลขจ้างงานและเครื่องชี้เศรษฐกิจที่สำคัญส่วนใหญ่ สูญเสียโมเมนตัมการขยายตัว ประกอบกับวิกฤตหนี้ยูโรโซนที่ยืดเยื้อ จะเป็นปัจจัยผลักดันให้ FED ต้องออกมาตรการ QE3 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาเติบโตในระดับที่ต้องการอีกครั้งขณะเดียวกันเราเชื่อว่าธนาคารกลางสำคัญๆของโลก ทั้ง ECB และ PBOC ยังมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินมาตรการผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อไป หากเศรษฐกิจจริงในระยะข้างหน้ายังไม่พลิกฟื้นกลับขึ้นมาหรือเสื่อมถอยลงจากวิกฤตหนี้ยูโรโซนที่ลากยาว

 

- Take Action กลยุทธ์: หุ้นไทยยังคงน่าสนใจ..สำหรับหุ้นที่ oversold PTTGC เด่นสุด

 

- ยังคง Overweight หุ้นไทยที่ระดับปัจจุบัน จากการสำรวจลูกค้าของเรา 35 รายในสิงคโปร์และฮ่องกง ในอาทิตย์ที่ผ่านมา ลูกค้าส่วนใหญ่ยังคง Overweight ประเทศไทยที่ระดับ

 

SET ปัจจุบัน

 

- หุ้นกลุ่มที่ขึ้นกับปัจจัยภายนอกเป็นกลุ่มที่มี upside สูงสุด เด่นสุดคือ PTTGC เรามองว่าหุ้นในกลุ่มที่ขึ้นกับปัจจัยภายนอก ซึ่งราคาปรับตัวลงมามาก เป็นกลุ่มมี upside สูงที่สุด เมื่อปัจจัยภายนอกส่งสัญญาณที่ดีขึ้น โดยเฉพาะหุ้นที่ oversold ได้แก่ PTTGC, BANPU, IVL,IRPC รวมถึงหุ้นอื่นในกลุ่มนี้ที่น่าสนใจได้แก่ SCC, AMATA, PTT และ PTTEP โดยหุ้นที่เราชอบมากที่สุดคือ PTTGC

 

- หุ้น defensive ที่ชอบ: BECL (ซื้อ ปิด 25 พื้นฐาน 30 +20%), EGCO สำหรับ BECL ปริมาณการสัญจรที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง รวมถึงการที่บริษัทเตรียมปรับขึ้นค่าผ่านทางอีก 5 บาท ในปี 2556 ตามเงื่อนไขสัญญาสัมปทานที่ได้รับจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.) ที่สามารถพิจารณาปรับขึ้นราคาได้ทุก 5 ปี จะส่งผลให้กำไรโตในระดับสูง โดยเราคาดอัตราการเติบโตของกำไรเพิ่มจาก 9% ในปี 2555 เป็น 20% ในปี 2556 และ 23% ในปี 2557 ในส่วนของ EGCO มีปัจจัยสนับสนุนจากโอกาสที่จะมีการประมูล IPP ใหม่ในปี 2556 ซึ่งเราประเมินว่า EGCO จะได้ประโยชน์สูงสุดจะงบดุลที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ EGCO มีอัตราเงินปันผลที่ 4.6% เป็นระดับที่น่าสนใจ

 

- Take Action โรงไฟฟ้า: โอกาสเทรดที่ PBV สูงขึ้น เมื่อมีการเปิดประมูล IPP แนะนำซื้อ EGCO (ซื้อ ปิด 113.50 พื้นฐาน 132 +16.3%) ขาย GLOW (ขาย ปิด 60.75 พื้นฐาน 48 -21%)

 

- โอกาสที่หุ้นโรงไฟฟ้าจะเทรดที่ PBV สูงขึ้น เราประเมินมีโอกาสที่หุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้าจะเทรดที่ค่าเฉลี่ย PBV สูงขึ้นจากปัจจุบัน 1.4 เท่า เป็น 1.8 เท่า (เพิ่ม 30%) เมื่อมีการเปิดประมูล IPP รอบใหม่ในปี 2556 (พิจารณาจากการเปิดประมูล IPP ในครั้งก่อนๆ)PBV หุ้นโรงไฟฟ้า 3 เดือนก่อนและหลังประมูล IPP และ SPP

 

- คาดเปิดประมูล IPP ปี 2556 โดยจากแผนแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (แผน PDP)ปรับปรุงครั้งที่ 3 มีการปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราการเติบโตของความต้องการไฟฟ้าในช่วง 10 ปีข้างหน้า (2556 – 2565) เป็น 4.3% (เราคาดว่ามีโอกาสมีการปรับเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากคาดการณ์การเติบโตที่ 4.3% คิดเป็น 0.9-1.0 เท่าของ GDP ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของความต้องการในอดีตที่ 1.2 เท่าของ GDP) และจะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าอีก 6.7GW (20% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าในปัจจุบัน โดยจะเพิ่มบทบาทของภาคเอกชนมากขึ้น ผ่านการลดส่วนแบ่งกำลังการผลิตไฟฟ้าของ EGAT จาก 48% ในปัจจุบันเป็น 34% ใน 20 ปีข้างหน้า และจะเพิ่มบทบาทของภาคเอกชนผ่านโรงไฟฟ้า IPP รวมถึงพลังงานหมุนเวียน

 

- EGCO ได้เปรียบมากที่สุด และเป็นหุ้นเด่น โดยเฉพาะหากมีการประมูล IPP เนื่องจากมีหนี้อยู่ในระดับต่ำ รวมถึงมีโครงการใหม่ที่จะลงทุนไม่มาก โดยเราปรับเพิ่มปัจจัยพื้นฐานEGCO จาก 115 บาท เป็น 132 บาท จากโครงการใหม่แต่ยังไม่รวมโอกาสของการชนะประมูล IPP โครงการใหม่ได้แก่ การก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติใหม่ขนาด 900 MW ในภาคใต้ และการเข้าซื้อหุ้นในโรงไฟฟ้าถ่านหินเคซอน ในฟิลิปปินส์เพิ่มจาก 52% เป็น 98% ราคาหุ้นมี EGCO มี PBV ต่ำเพียง 0.9 เท่า และมีอัตราเงินปันผลตอบแทนน่าสนใจที่ 4.6%

 

- แนะนำซื้อ EGCO ขาย GLOW แม้เราจะปรับเพิ่มมูลค่าปัจจัยพื้นฐาน GLOW จาก 45 บาทเป็น 48 บาท จากสมมติฐานอัตรากำไรที่สูงขึ้นหลัง GLOW เน้นเชื้อเพลิงที่มีราคาสูงมากขึ้นอย่างไรก็ตาม GLOW มี PBV สูงที่ 2 เท่า ซึ่งเราเห็นว่าไม่เหมาะสม โดยเฉพาะจากแนวโน้มอัตราการเติบโตที่ลดลงหลังจากปี 2555 โดยเราคาด GLOW จะมีกำไรโตสูงสุดถึงมากกว่า98% ในปี 2555 จากกำลังผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น รวมถึง Gheco-One (GLOW ถือหุ้น 65% HEMRAJ 35%) ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ใน 2H55 แต่ปี 2556 และ 2557 คาดอัตราการเติบโตของกำไรลดเป็น 26% และ 14% ตามลำดับ

 

- Take Action EGCO (ซื้อ ปิด 113.50 พื้นฐาน 132 +16.3%) จะเทรดที่ PBV สูงขึ้นเมื่อเปิดประมูล IPP

 

- แนะนำซื้อ ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 132 บาท เราปรับเพิ่มราคาเป้าหมาย EGCO 15% จาก 115 บาท เป็น 132 บาท จากโครงการใหม่แต่ยังไม่รวมโอกาสของการชนะประมูลIPP ราคาเป้าหมายมี PBV 1.1 เท่า ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันเทรดที่ PBV 0.9 เท่า และมีอัตราเงินปันผลตอบแทนน่าสนใจที่ 4.6% เราประเมินมีโอกาสที่ EGCO จะเทรดที่ PBV สูงขึ้นเมื่อใกล้ประมูล IPP ในปี 2556 (เมื่อพิจารณาจากการเปิดประมูลในครั้งก่อนๆ ระยะเวลา 3 เดือน ก่อนและหลังการประมูล: ปี 2550 PBV เพิ่มจาก 1.2 เท่า เป็น 1.4 เท่า และ ปี2553 PBV เพิ่มจาก

0.7เท่า เป็น 0.9 เท่า)

 

- มูลค่าเพิ่มจากโครงการใหม่ ได้แก่:

 

- การก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติใหม่ขนาด 900 MW ในภาคใต้ พร้อมใช้งานปี 2559 หลังสัญญากับโรงไฟฟ้า REGCO หมดอายุ งบลงทุน 1.8 หมื่นลบ. โดยเราประเมินมูลค่าเพิ่ม 4.3 บาท/หุ้น (บนสมมติฐานสัญญา 25 ปี IRR 14%)

 

- เข้าซื้อหุ้นเพิ่มในโรงไฟฟ้าถ่านหินเคซอน (Quezon Power, QPI) ฟิลิปปินส์ เพิ่มจาก52% เป็น 98% ซึ่งเราเชื่อว่าจะช่วยให้ QPC สามารถสรุปสัญญาขายไฟฟ้าส่วนขยายอีก 500 MW ให้ Meralco Electric เราประเมินมูลค่าจากการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มใน QPI 9.2 บาท/หุ้น

 

- จากแผน PDP 3 EGCO ได้เปรียบมากที่สุด และเป็นหุ้นเด่น โดยเฉพาะหากมีการประมูล IPP เนื่องจากมีหนี้อยู่ในระดับต่ำ รวมถึงมีโครงการใหม่ที่จะลงทุนไม่มาก และมี PBV 0.9 เท่าต่ำที่สุดในหมวด

 

- Take Action GLOW (ขาย ปิด 60.75 พื้นฐาน 48 -21%) PBV ที่ 2 เท่า สูงที่สุดในหมวด ขณะที่แนวโน้มอัตราการเติบโตจะลดลงหลังจากปี 2555

 

- แนะนำขาย ราคาเป้าหมาย 48 บาท แม้เราจะปรับเพิ่มมูลค่าปัจจัยพื้นฐาน GLOW จาก 45 บาท เป็น 48 บาท จากสมมติฐานอัตรากำไรที่สูงขึ้น (GLOW เน้นเชื้อเพลิงที่มีราคาสูงมากขึ้น)อย่างไรก็ตาม GLOW มี PBV สูงที่ 2 เท่า ซึ่งเราเห็นว่าไม่เหมาะสม โดยเฉพาะจากแนวโน้ม

อัตราการเติบโตที่ลดลงหลังจากปี 2555 โดยเราคาด GLOW จะมีกำไรโตสูงสุดถึงมากกว่า98% ในปี 2555 จากกำลังผลิตไฟฟ้าส่วนเพิ่ม รวมถึง Gheco-One ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ใน 2H55 แต่ปี 2556 และ 2557 คาดอัตราการเติบโตของกำไรลดเป็น 26% และ 14% ตามลำดับ

 

- Gheco-One (GLOW ถือหุ้น 65% HEMRAJ 35%) ล่าช้า โดยเลื่อนเปิดมาแล้ว 2 จากความล่าช้าในการก่อสร้าง จาก พ.ย. 54 เป็น มี.ค. 55 และ พ.ค. 55 ซึ่งยังไม่สามารถเปิดได้ จากที่คาดว่าจะเปิดใน 2H55 เราคาดว่าความล่าช้าทุกๆ 1 เดือนจะส่งผลลบต่อกำไร GLOW ประมาณ 200 ลบ. (3% ของกำไร) อย่างไรก็ตามอายุของสัมปทานของโครงการ Gheco-One ยังคงเดิมที่ 25 ปี จึงกระทบต่อมูลค่าหุ้น GLOW ไม่มาก และหาก Gheco-One สามารถเปิดดำเนินการได้จะเพิ่มกำไรในส่วนการถือหุ้นของ GLOW ประมาณ 2.5 พันลบ./ปี (70% ของกำไร GLOW ในปี 2554)

 

- Take Action AMATA (ซื้อ ปิด 16.90 พื้นฐาน 21.00 +24.26%) ยอดขายที่ดินครึ่งปีแรก 1,080 ไร่ (+122% YoY)

 

- คงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 21.00 บาท เราคาดกำไร AMATA ปี 2555 โตสูงถึง +41.2% YoY ซึ่งจะทำให้ PE ลดลงจาก 21.8 เท่าในปี 2554 เป็น 14.7 เท่าในปี 2555 และมีอัตราเงินผลตอบแทน 2.7% 6 July 2012 6 Daily View

 

- ยอดขาย 1H12 เติบโตแข็งแกร่ง ยอดขายที่ดิน 2Q12 อยู่ที่ 272 ไร่ (+23% YOY, -66% QoQ) มาจากอมตะนคร ชลบุรี จำนวน 110 ไร่ ราคาขายเฉลี่ย 5ลบ./ไร่ และ 162 ไร่ที่อมตะซิตี้ ระยอง ราคาขายเฉลี่ย 2.0-2.5 ลบ./ไร่ ทำให้ยอดขายรวมของ 1H12 อยู่ที่ 1,080 ไร่ (+122% YoY)

 

- มียอดขายที่ยังไม่ได้ทำสัญญาในมือ 867 ไร่ บริษัทมี Letter of Intents (LOI) ที่จะขายที่ดินอีกจำนวน 867 ไร่ จะมีการเซ็นสัญญาใน 3Q12 จำนวน 630 ไร่ จะทำให้ยอดขายรวมเป็น 1,700 ไร่ ใน 3Q12

 

- ผู้บริหารยังคงเป้าหมายยอดขาย 3,000 ไร่ในปีนี้ คาดว่ายอดขายจะเร่งตัวในช่วง 4Q12 เทียบกับคาดการณ์ของเราที่ 1,800 ไร่ (ไม่รวมยอดโอนของ Amata Holley JV)

 

สรุปภาวะตลาด

 

- DJIA ปิด 12,896.67 จุด -47.15 จุด (-0.36%) S&P500 ปิด 1,367.58 จุด -6.44 จุด (-0.47%) NASDAQ ปิด 2,976.12 จุด +0.04 จุด (+0.01%) ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลงหลังจากปิดทำการไป 1 วัน โดยนักลงทุนผิดหวังที่ ECB ไม่ได้ใช้มาตรการที่แข็งแกร่งในการควบคุมวิกฤตหนี้ยุโรป ประกอบกับ นักลงทุนยังมีท่าทีระมัดระวังก่อนที่ทางการสหรัฐจะเปิดเผยตัวเลขจ้างงานในคืนนี้

 

- NYMEX ส่งมอบ ส.ค. อยู่ที่ USD87.22/bbl -0.44/bbl (-0.5%) สัญญาทองคำ COMEX ส่งมอบ ส.ค. อยู่ที่ USD1,609.4/ounce -12.4(-0.77%) สัญญาราคาน้ำมันดิบและสัญญาราคาทองคำปรับตัวลง เนื่องจากแรงกดดันจากการแข็งค่าขึ้นของสกุล

เงินดอลาร์สหรัฐ หลัง ECB ไม่ได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่แข็งกร้าว

 

สรุปข่าวประจำวัน

 

ต่างประเทศ

 

- นายมาริโอ ดรากิ ประธานอีซีบีเตือนว่า ความเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจในยูโรโซนเผชิญกับภาวะขาลงนั้น เริ่มปรากฎชัดขึ้น ขณะที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของยูโรโซนยังคงอ่อนแอ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจยังคงส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและภาวะการลงทุนในตลาด (อินโฟเควสท์)

 

- ECB ประกาศลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.75% ในการประชุมเมื่อวานนี้ (อินโฟเควสท์)

 

- ธนาคารกลางจีนประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากระยะ 1 ปี ลง 0.25% สู่ระดับ 3.0% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะ 1 ปี ลง 0.31% สู่ระดับ 6.0% (อินโฟเควสท์)

 

- ADP Employer Services เปิดเผยว่า ภาคเอกชนทั่วสหรัฐมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 176,000 ตำแหน่งในเดือนมิ.ย.55 มากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น100,000-108,000 ตำแหน่งโดยประมาณ ขณะที่กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย. ลดลง 14,000 ราย มาอยู่ที่ 374,000 ราย ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพ.ค. (อินโฟเควสท์)

 

- ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) มีมติตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.5% ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (MPC) วันนี้ พร้อมประกาศขยายมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) อีก 5 หมื่นล้านปอนด์ รวมทั้งสิ้นตั้งแต่ มี.ค.52 อยู่ที่ 3.75 แสนล้านปอนด์ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเป็นไปตามความคาดหมายของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ (อินโฟเควสท์)

 

ข่าวบริษัท

 

- TOP-IRPCรับส้มหล่น จ่อซัพพอร์ตน้ำมันBCP ส้มหล่นใส่ TOP-IRPC เตรียมซัพพอร์ตน้ำมันให้ BCP หลังเกิดเหตุไฟไหม้ ด้าน PTT ลั่นไม่มีปัญหาขาดแคลนน้ำมันแน่ เพราะเดินหน้าบริหารสมดุลการผลิต และเตรียมรับมือต่อเหตุการณ์ฉุกเฉินตลอดเวลา (ข่าวหุ้น)

 

- HEMRAJมือขึ้น ครึ่งแรกขายที่ดิน 1.4พันไร่โต88% HEMRAJ โชว์ยอดขายที่ดินครึ่งปีแรก 1,447 ไร่ โตกระฉูด 88% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ย้ำยอดขายที่ดีปีนี้ตามนัด 2,000 ไร่โดยไตรมาส 2 ขายได้ 519 ไร่ ส่วนพื้นที่ให้เช่าโรงงานสำเร็จรูปและโลจิสติกส์พาร์คเพิ่ม 28%

(ข่าวหุ้น)

 

- MAJORรายได้Q3โต15% ลุยเพิ่มโรงหนังต่อเนื่อง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แนวโน้มผลประกอบการของบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAJOR ในไตรมาส 3/55 น่าจะมีทิศทางเติบโต โดยนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคิน จำกัด ประเมินว่า

ทิศทางของไตรมาส 3/55 มีแนวโน้มรายได้ใกล้เคียงกับไตรมาส 2/55 โดยคาดว่าจะมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น 10-15% จากปีที่แล้ว และรายได้ทั้งปีน่าจะโตขึ้น 3% จากปีที่แล้ว ที่มีรายได้อยู่ที่7,098 ล้านบาท (ข่าวหุ้น)

 

- RATCHถือหุ้นออสเตรเลีย80% กำลังผลิตเพิ่ม1,100เมกะวัตต์ RATCH ให้เงินกู้บริษัทบริษัทย่อย 1,386 ล้านบาท เพิ่มสัดส่วนลงทุน RATCH-Australia จากเดิม 68.08% เป็น 80% โบรกฯเชียร์ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 47 บาท ระบุสัดส่วนกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 1,100 เมกะ

วัตต์ ส่วนผลประกอบการ Q2/55 คาดปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน ตามปัจจัยฤดูกาลที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงในช่วงฤดูร้อน (ข่าวหุ้น)

 

- TVO ราคาถั่วเหลืองขึ้นดันกำไรโต-ปันผล 1 บาท TVO มั่นใจราคาถั่วเหลืองพุ่งยาว ล่าสุดที่ตลาดชิคาโกเตะ 1,474.60 เซนต์ต่อบุชเชล หลังสภาวะอากาศในสหรัฐ-อาร์เจนตินา-บราซิลไม่เป็นใจพ่วงผลดีเทศกาลรอมฎอนมีการสำรองน้ำมันไว้ใช้มากขึ้น เชื่อปีนี้มาร์จินโต 12% ฟาก

โบรกคาดกำไรกระฉูด 72% และยังมีปันผลเด่น 1 บาท (ทันหุ้น)

 

- "โสรัตน์" เปิดใจถือหุ้น "IHL" มองผลตอบแทนพุ่งเท่าตัว นักลงทุนรายใหญ่ "โสรัตน์ วณิชวรากิจ" เปิดใจถือหุ้น IHL มั่นใจพื้นฐานแกร่งแผนสยายปีกธุรกิจชัดเจน คาดผลตอบแทนเงินลงทุนถึงฝัน 100% พร้อมระบุชัดเดินหน้าศึกษาอีก 4 บริษัทยักษ์ใหญ่ ในตลาดหมายมั่นเข้าซื้อหุ้นอีกเพียบ (ทันหุ้น)

 

- SITHAI ปีนี้ผลงานสนั่น บอสใหญ่ SITHAI "สนั่น อังอุบลกุล" ยิ้มร่าส่องผลงาน Q3/2555 โตกระหึ่มหลังธุรกิจ Perform โตไม่หยุด ออเดอร์ท่วมท้น บวกกับอัพราคาขายขึ้นราว 10% ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2555 ส่วนลงทุนต่างประเทศ ยังเดินหน้าเต็มสูบ (ทันหุ้น)

ข่าวเศรษฐกิจ / อุตสาหกรรม

 

- มติกบง.หั่น50ส.ต.เข้ากองทุนฯเล็งลอยตัวแอลพีจีก่อนกำหนด กบง.สั่งลดเก็บเงินดีเซลเข้ากองทุนน้ำมันลง 50 สตางค์ต่อลิตร แช่แข็งราคาขายปลีกไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร หวั่นกระทบค่าขนส่ง-ค่าโดยสาร คนขับรถระบบก๊าซเจอ 2 เด้ง สนพ.เล็งลอยตัวราคาก๊าซแอลพีจี

ภาคขนส่งก่อน ส.ค. ครบกำหนดตรึงราคาของรัฐบาล แถมดันราคาเท่าภาคอุตสาหกรรม (มติชน)

 

- สภาอุตฯประเมินยอดผลิตรถยนต์ Q3 โตอีก 28% รถจักรยานยนต์โตอีก 7% เกือบ 7 แสนคัน หลังจากอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยมียอดการผลิตรถยนต์ในเดือนพฤษภาคม 2555 สูงสุดในรอบ 50 ปี จำนวน 202,834 คัน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มียอดการผลิตต่อเดือนมากกว่า 2

แสนคัน ส่งผลให้จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในช่วง 5 เดือนแรกมีจำนวนทั้งสิ้น 844,031 คันเพิ่มขึ้น 28.48% สภาอุตสาหกรรมฯระบุภาพรวมของค่ายรถยนต์ที่เริ่มกลับมาผลิตได้เต็มที่แล้วและคาดการผลิตในช่วงไตรมาส 3 ตั้งแต่เดือนมิ.ย.-ส.ค. จะมียอดการผลิตเติบโตได้อีก28.19% (ข่าวหุ้น)

 

- กนร.อนุมัติซื้อเมล์เอ็นจีวี1.3หมื่นล. กนร.ไฟเขียว ขสมก.ลงทุน 1.3 หมื่น ล้านบาทซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 3,183 คัน ยันคุ้มค่ากว่าการเช่าซื้อ แม้ต้องใช้งบประมาณอีก 1.3 หมื่นล้านบาทว่าจ้างบริษัทซ่อมบำรุงรถในช่วง 10 ปี เตรียมชง ครม.อนุมัติใน 2 เดือน ขสมก.ซอย 8 สัญญา

ดึงเอกชนรายย่อยร่วมแข่งขัน ตั้งเงื่อนไขต้องเป็นรถประกอบในประเทศ หนุนอุตสาหกรรมประกอบรถของไทย (กรุงเทพธุรกิจ)

 

กิจพล ไพรไพศาลกิจ This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it +662 696-0057

ปณิธิ จิตรีโภชน์ This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it , +662 696-0053

 

โดย บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด ประจำวันที่ 6 ก.ค. 2555

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday1002
mod_vvisit_counterAll days1002

We have: 998 guests, 1 members online
Your IP: 216.73.216.150
Mozilla 5.0, 
Today: Jun 14, 2026

4418080