|
บล.ฟิลลิป : BANPU ราคาพื้นฐานที่ 551 บาท แนะนำ 'ซื้อ'
ประกาศกำไร 3Q52 ดีกว่าคาดมาร์จิ้นลดลงไม่มากเทียบ QoQ ถึงแม้ราคาจะปรับลดลงกว่า 5.95% เนื่องจากประสิทธิภาพในการผลิตดีขึ้น BANPU ประกาศกำไรสุทธิงวด 3Q52 ดีกว่าที่คาด ทางฝ่ายฯคาดไว้ 3,210 ล้านบาท ปัจจัยที่ทำให้กำไรอยู่ในระดับที่ดีคือ 1) ปริมาณการจำหน่ายถ่านหินเพิ่มขึ้น 17.80% QoQ เป็น 5.31 ล้านตัน เพราะเริ่มผลิตถ่านหินในพื้นที Eat Block ของเหมืองอินโนมิงโก (เริ่มตั้งแต่กลางปี) ทำให้แหล่งอินโดมินโกจำหน่ายสูงถึง 3.18 ล้านตัน (จาก 2.477 ล้านตันใน 2Q52) และเป็นช่วงฤดูแล้วจึงผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งราคาขายถ่านหินใน 3Q52 ก็ปรับตัวลง 5.95%QoQ อยู่ที่ US$69.49 ต่อตัน น้อยกว่าที่คาด 2) บันทึกกำไรจากการทำสัญญาอนุพันธ์ทางการเงิน 1,031 ล้านบาท 3) กลับมาผลิตถ่านหินในแหล่งคิตาดิน-เอ็มบาลุตอีกครั้ง (ได้หยุดการผลิตตั้งแต่ปลาย2549) แต่ยังไม่ได้มีปริมาณสูงนัก เพียง 0.7 ล้านตันเท่านัน ก่อนหยุดการผลิตไปสามารถผลิตได้ 1.5 ล้านตันต่อปี ตั้งเป้าว่าจะผลิตได้ประมาณ 2 ล้านตันต่อปี อัตรากำไรขั้นต้นประมาณ 49.16% ลดลงไม่มากหากเทียบกับ 2Q52 ที่ 50.27% ทั้งนี้เป็นเพราะการเพิ่มยอดขายจากแหล่งอินโดมินโกขึ้นค่อนข้างมาก ก่อให้เกิดการประหยัดต่อขนาด อีกทั้งเป็นช่วงฤดูแล้งจึงผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ กำไรขั้นต้นของธุรกิจถ่านหิน51.21% ลดลงจาก 52.84% ใน 2Q52 ในขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจไฟฟ้าดีขึ้นจาก21.96% ใน 2Q52 เป็น 25.63% ใน 3Q52 เพราะราคาถ่านหินลดลง ทำให้ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าและไอน้ำปรับลดลง กอปรกับการควบคุมค่าใช้จ่าย ได้อย่างดีทำให้ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ต่อยอดขายลดลงเป็น 10.30% จาก 11.99% ใน 2Q52 กำไรจากการดำเนินงานจึง เพิ่มขึ้น 16.75% YoY และ 8.98% QoQ มีรายได้อื่นเพิ่มขึ้นมากเพราะเงินปันผลจากRATCH ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม 1,676 ล้านบาท แบ่งเป็นจาก BLCP 1,058 ล้านบาท (จากธุรกิจหลัก 968 ล้านบาท ใกล้เคียงกับ 2Q52 ที่ 981 ล้านบาท แต่มีกำไร FX อีก 90ล้านบาท) และจากธุรกิจถ่านหินในจีน 618 ล้านบาท ลดลงมากจาก 2Q52 ที่ 1,762 ล้านบาทเพราะเหมืองต้าหนิงทำการหยุด การผลิตชั่วคราวเพื่อย้าย Longwall ภาษีจ่ายเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก เพราะมีภาษีจากกำไรสัญญาอนุพันธ์รวมอยู่ด้วยประมาณ 309 ล้านบาท เมื่อหักขาดทุน FX182.51 ล้านบาท จึงมีกำไรสทุธิ 3,808.82 ล้านบาท
ราคาถ่านหินมีแนวโน้มที่จะดีขึ้น เพราะความต้องการใช้ในอินเดีย อินโดนีเซีย ความต้องการใช้ถ่านหินมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งจากอินเดีย จีน และอินโดนีเซีย และในด้าน Supply จากออสเตรเลียมีราคาที่สูงเพราะค่าเงินที่แข็งขึ้นเมื่อเทียบกับ US$ ในขณะที่ Supply จาก รัสเซียส่งออกมาไม่มากเพราะความต้องการใช้ถ่านหินในประเทศมีเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาถ่านหินมีแนวโน้มที่จะดีขึ้น
ปรับประมาณการกำไรสุทธิปีนี้เพิ่มขึ้น และในปีหน้าปรับเพิ่มยอดจำหน่ายถ่านหินขึ้นด้วยจาก 20.5 ล้านตัน เป็น 22-23 ล้านตัน 9 เดือนแรก BANPU มีกำไรสุทธิ 12,588.45 ล้านบาท โดยมีกำไรจากอนุพันธ์ทางการเงิน 2,045 ล้านบาท (สุทธิหลังหักภาษี 1,432.2 ล้านบาท) ทางฝ่ายฯ จึงปรับประมาณการกำไรสุทธิในปี 2552 เพิ่มขึ้นจากปัจจัยหลายประการคือ มาร์จิ้นทีดีขึ้นใน 3Q52 , กำไรจากอนุพันธ์ทางการเงินสุทธิสูงถึง 1,432.2 ล้านบาท แต่สำหรับในไตรมาสที่ 4 กำไรจะลดลงเพราะราคาขายเฉลี่ยลดลง อีกทั้งส่วนแบ่งกำไรจาก BLCP จะลดลงด้วย เพราะเป็นช่วงหยุดซ่อมบำรุง อีกทั้งปกติใน 4Q52 จะมีค่าใช้จ่ายพิเศษเพิ่มเข้ามา จึงคาดว่าจะมีกำไรสุทธิ 14,867.40 ล้านบาท ในปีนี้ปรับเพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่ 13,389 ล้านบาท สำหรับปี 2553 ก็ปรับกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเช่นกันเป็น 13,016.02 ล้านบาท จากเดิม 12,160.37 ล้านบาท เพราะปรับปริมาณการจำหน่ายถ่านหินเพิ่มขึ้น เนื่องจาก BANPU ได้กลับมาผลิตถ่านหินจากที่ได้หยุดดำเนินการคือ แหล่งคิตาดิน-เอ็มบาลุต โดยคาดว่าจะผลิตได้ประมาณ 1.6 ล้านตันในปี 2553 (ตั้งเป้าผลิตได้ 2 ล้านตันต่อปี) รวมกับเหมืองปัจจุบันที่ดำเนินการอยู่ (อินโดมินโก 13 ล้านตัน ทรูบาอินโด 5 ล้านตัน โจร่ง 2.5-3 ล้านตัน และคิตาดินอีก 1.6 ล้านตัน) จึงคาดว่าจะจำหน่ายถ่านหิน 22.1 ล้านตัน
ปรับราคาพื้นฐานปี 2553 เป็น 551 บาทต่อหุ้น ทางฝ่ายฯ ปรับเพิ่มราคาพื้นฐานจาก 515 บาทต่อหุ้น เป็น 551 บาทต่อหุ้น โดยประเมินจาก P/E 11.5 เท่า ยังคงแนะนำ 'ซื้อ'
|
Comments