| เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/2554 เติบโตแข็งแกร่ง: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย |
|
|
|
| Tuesday, 03 May 2011 09:10 | |||
|
ตัวเลขเศรษฐกิจไทยล่าสุดเดือนมีนาคม 2554 ขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่งเกินคาดในหลายเครื่องชี้ โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่ยังคงได้รับอานิสงส์จากสัญญาณเชิงบวกของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า และการใช้จ่ายภายในประเทศ (การบริโภค และการลงทุน) ที่ฟื้นกลับมาขยายตัวในจังหวะที่เร่งขึ้น หลังจากที่ผลกระทบจากภาวะอุทกภัยในภาคใต้ยังอยู่ในวงจำกัด อย่างไรก็ดี การผลิตภาคอุตสาหกรรมของไทยยังอยู่ในช่วงหดตัว และเริ่มเห็นผลกระทบจากปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนสำหรับการผลิตในบางอุตสาหกรรมของไทยแล้ว ซึ่งผลของการลดกำลังการผลิตจากปัญหาด้านอุปทานดังกล่าว อาจยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนข้างหน้าทั้งนี้ เครื่องชี้เศรษฐกิจของไทยในเดือนมีนาคมและในไตรมาส 1/2554 ที่ยังคงขยายตัวได้ดี น่าที่จะทำให้ตัวเลข GDP ในช่วงไตรมาสที่ 1/2554 ขยายตัวในจังหวะที่เร่งขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสสุดท้ายของปี 2553 (Quarter on Quarter: QoQ) ก่อนที่จะมีทิศทางที่แผ่วลงในช่วงไตรมาสที่ 2/2554 จากการฉุดรั้งของการชะลอตัวของภาคการผลิต และการขยับขึ้นของภาระค่าครองชีพของผู้บริโภค การใช้จ่ายในประเทศฟื้นกลับมาขยายตัวทั้งในส่วนของการบริโภค และการลงทุนภาคเอกชนเครื่องชี้การใช้จ่ายภายในประเทศทั้งด้านการบริโภคและการลงทุน ฟื้นกลับมาขยายตัวเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า (MoM) อย่างพร้อมเพียงกันในเดือนมีนาคม 2554 หลังจากที่มีทิศทางอ่อนแอในเดือนกุมภาพันธ์ อย่างไรก็ดี สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่มีแรงกดดันเพิ่มมากขึ้นต่อภาวะค่าครองชีพ ยังคงเป็นปัจจัยกดดันความเชื่อมั่นผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับลดลงเป็นเดือนที่2 ติดต่อกันมาอยู่ที่ 79.8 ในเดือนมีนาคม จากระดับ 80.9 ในเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่ สถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศและต่างประเทศที่อาจเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงมากขึ้น ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้า ขยับลงมาที่ระดับ 52.0 จากระดับ 55.5 ในเดือนก่อนหน้า - การบริโภคภาคเอกชนเดือนมีนาคม 2554 พลิกกลับมาขยายตัวร้อยละ 2.8 MoM (จากที่หดตัวร้อยละ 0.4 ในเดือนกุมภาพันธ์) และเติบโตเร่งขึ้นเป็นร้อยละ 4.8 จากช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY)ทั้งนี้ เครื่องชี้ที่เป็นองค์ประกอบของดัชนีการบริโภคภาคเอกชนส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะปริมาณการจำหน่ายยานยนต์ การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม และการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค ณ ราคาคงที่) ขยายตัวได้ดี ยกเว้นปริมาณการใช้ไฟฟ้าสำหรับที่อยู่อาศัย และปริมาณจำหน่ายน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ที่หดตัวลงเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน โดยน่าจะเป็นผลมาจากการขยับขึ้นของราคาขายปลีกในประเทศ เนื่องจากน้ำมันในกลุ่มนี้ไม่ได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐ ซึ่งตรงกันข้ามกับการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของปริมาณจำหน่ายก๊าซ LPG/NGVที่รัฐบาลตรึงราคาสำหรับภาคครัวเรือนและภาคขนส่ง - การลงทุนภาคเอกชนเดือนมีนาคม 2554 ขยายตัวเร่งขึ้น เป็นร้อยละ 4.2 MoM (จากที่ขยายตัวเพียงร้อยละ 1.4 MoM ในเดือนก่อนหน้า) และร้อยละ 13.2 (YoY) เทียบกับร้อยละ 12.2 ในเดือนกุมภาพันธ์ เครื่องชี้ในองค์ประกอบด้านการลงทุนที่ขยายตัวสูง ได้แก่ การนำเข้าสินค้าทุน ณ ราคาคงที่ (ซึ่งได้รับแรงหนุนส่วนหนึ่งจากการนำเข้าเครื่องจักรเพื่อขยายกำลังการผลิตของอุตสาหกรรมปิโตรเลียม เครื่องใช้ไฟฟ้า และยานยนต์) ปริมาณจำหน่ายรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ (ที่ได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของรายได้เกษตรกร) ที่ขยายตัวต่อเนื่องแม้จะด้วยอัตราที่ชะลอลง ทั้งนี้ ภาพเชิงบวกข้างต้นของการลงทุน เป็นทิศทางที่สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ (BSI) ในเดือนมีนาคม ที่ปรับขึ้นมาที่ 54.1 จากระดับ 52.3 ในเดือนก่อน อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าสังเกตว่า ดัชนี BSI ใน 3 เดือนข้างหน้า มีทิศทางที่ปรับลดลงมาที่ 52.0 จากระดับ 55.5 ซึ่งอาจสะท้อนถึงความกังวลของภาคธุรกิจจากหลากหลายปัจจัยลบที่ก่อตัวขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงไตรมาส 2/2554 การส่งออกพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ และเป็นปัจจัยหนุนเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2554 ในเดือนมีนาคม การส่งออกของไทยทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ที่ทำไว้ในเดือนก่อนหน้า โดยยังคงได้รับแรงหนุนจากเศรษฐกิจคู่ค้าที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี อันส่งผลให้มูลค่าการส่งออกไปยังตลาดหลักและตลาดใหม่เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า แต่เนื่องจากการนำเข้าเร่งขึ้นจากเดือนก่อนหน้าค่อนข้างมาก จึงทำให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดมีสถานะการเกินดุลที่ลดลง - การส่งออกเดือนมีนาคม 2554 ขยายตัวร้อยละ 14.5 (MoM) จากเดือนก่อนหน้า และร้อยละ 31.0 (YoY) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 29.1 (YoY) ในเดือนกุมภาพันธ์ ตามแรงหนุนจากทั้งด้านปริมาณและราคาของสินค้าออกที่เติบโตเร่งขึ้น ขณะที่ การส่งออกที่ไม่รวมทองคำ ก็ให้ภาพในทิศทางที่สอดคล้องกัน โดยมีอัตราการเติบโตจากปีก่อน (YoY) ที่เร่งขึ้นจากร้อยละ 28.4 ในเดือนมี.ค. จากร้อยละ 22.3 ในเดือนก.พ. ทั้งนี้ การส่งออกในเดือนมีนาคม ขยายตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้าเกือบทุกหมวดสินค้า โดยเฉพาะสินค้าส่งออกในหมวดเกษตร (ขยายตัวร้อยละ 66.8 ในเดือนมี.ค. จากร้อยละ 53.0 ในเดือนก.พ.) รวมถึงหมวดสินค้าอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูง (ขยายตัวร้อยละ 23.5 จากร้อยละ 16.9 โดยการส่งออกในหมวดยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ยังเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า) และหมวดสินค้าอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบในประเทศ (ขยายตัวร้อยละ 18.0 จากร้อยละ 12.0) ขณะที่ ในมิติของการส่งออกจำแนกตามประเทศคู่ค้านั้น ตลาดหลัก (ญี่ปุ่น สหรัฐฯ อียู จีน และอาเซียน) และตลาดรอง (อาทิ ตะวันออกกลาง) เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า แม้ว่าผลของฐานที่สูงของปีก่อน อาจกดดันอัตราการเติบโตจากปีก่อน (YoY) ของบางตลาดให้ชะลอลงก็ตาม - การนำเข้าในเดือนมีนาคม 2554 ขยายตัวร้อยละ 17.1 (MoM) หลังจากที่หดตัวลงในเดือนก่อน ขณะที่ มีอัตราการเติบโตจากปีก่อน (YoY) ที่ดีขึ้นมาที่ร้อยละ 27.2 จากร้อยละ 18.6 ในเดือนก.พ. ตามแรงหนุนจากการส่งออกที่เติบโตเร่งขึ้น และอุปสงค์ในประเทศที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยมูลค่าการนำเข้าเติบโตเร่งขึ้นเกือบทุกหมวดสินค้าหลัก (ยกเว้นน้ำมัน) ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค วัตถุดิบ และสินค้าทุน - ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลลดลง โดยดุลการค้าบันทึกยอดเกินดุลที่ 1.89 พันล้านดอลลาร์ฯ ลดลงเล็กน้อยจาก 2.03 พันล้านดอลลาร์ฯ ในเดือนก.พ. หลังจากที่มูลค่าการนำเข้าเร่งตัวขึ้นมากกว่ามูลค่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้น ปัจจัยดังกล่าว ผนวกกับดุลบริการ รายได้ และเงินโอนที่พลิกกลับมาบันทึกยอดการขาดดุลเล็กน้อยที่ 11 ล้านดอลลาร์ฯ (เทียบกับการเกินดุลที่ 1.79 พันล้านดอลลาร์ฯ ในเดือนก.พ.) ท่ามกลางฤดูกาลปิดงวดบัญชีในต่างประเทศที่ส่งผลให้มีการส่งผลประโยชน์จากการลงทุนกลับประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งบดบังแรงแรง - การนำเข้าในเดือนมีนาคม 2554 ขยายตัวร้อยละ 17.1 (MoM) หลังจากที่หดตัวลงในเดือนก่อน ขณะที่ มีอัตราการเติบโตจากปีก่อน (YoY) ที่ดีขึ้นมาที่ร้อยละ 27.2 จากร้อยละ 18.6 ในเดือนก.พ. ตามแรงหนุนจากการส่งออกที่เติบโตเร่งขึ้น และอุปสงค์ในประเทศที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยมูลค่าการนำเข้าเติบโตเร่งขึ้นเกือบทุกหมวดสินค้าหลัก (ยกเว้นน้ำมัน) ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค วัตถุดิบ และสินค้าทุน - ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลลดลง โดยดุลการค้าบันทึกยอดเกินดุลที่ 1.89 พันล้านดอลลาร์ฯ ลดลงเล็กน้อยจาก 2.03 พันล้านดอลลาร์ฯ ในเดือนก.พ. หลังจากที่มูลค่าการนำเข้าเร่งตัวขึ้นมากกว่ามูลค่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้น ปัจจัยดังกล่าว ผนวกกับดุลบริการ รายได้ และเงินโอนที่พลิกกลับมาบันทึกยอดการขาดดุลเล็กน้อยที่ 11 ล้านดอลลาร์ฯ (เทียบกับการเกินดุลที่ 1.79 พันล้านดอลลาร์ฯ ในเดือนก.พ.) ท่ามกลางฤดูกาลปิดงวดบัญชีในต่างประเทศที่ส่งผลให้มีการส่งผลประโยชน์จากการลงทุนกลับประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งบดบังแรงช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) ต่อเนื่องจากที่หดตัวร้อยละ 3.0 ในเดือนกุมภาพันธ์ นำโดย การชะลอการผลิตในหมวดอุตสาหกรรมที่เน้นเพื่อส่งออก (หดตัวร้อยละ 12.9 YoY หลังจากที่หดตัวร้อยละ 5.7 YoY ในเดือนก่อนหน้า) อาทิ การหดตัวของการผลิต Hard Disk Drive และเครื่องนุ่งห่ม ขณะที่ การผลิตในหมวดอุตสาหกรรมที่เน้นขายในประเทศหดตัวต่อเนื่องเช่นกัน (หดตัวร้อยละ 2.3 YoY หลังจากที่หดตัวร้อยละ 3.9 YoY ในเดือนก่อนหน้า) แต่ก็น่าจะเป็นผลมาจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นชั่วคราวในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคมที่มีผลทำให้การผลิตในอุตสาหกรรมปิโตรเลียมอยู่ในระดับที่น้อยกว่าช่วงเดียวกันปีก่อนอย่างไรก็ดี หมวดอุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อจำหน่ายทั้งในประเทศและส่งออกยังรักษาทิศทางการเติบโตไว้ได้ โดยการผลิตยานยนต์ยังขยายตัวได้ต่อเนื่องสอดคล้องกับความต้องการของตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะรถยนต์ที่ประหยัดพลังงาน อย่างไรก็ตาม ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ต้องนำเข้าจากญี่ปุ่น ทำให้อัตราการขยายตัวของการผลิตรถยนต์ในเดือนนี้ชะลอลงมาที่ร้อยละ 6.3 (YoY) จากที่เติบโตร้อยละ 9.5 ในเดือนกุมภาพันธ์ สำหรับ อัตราการใช้กำลังการผลิต (ปรับฤดูกาล) ในเดือนมีนาคมนั้น ขยับขึ้นมาที่ร้อยละ 63.4 ในเดือนมีนาคม จากร้อยละ 62.5 ในเดือนกุมภาพันธ์ - รายได้เกษตรกรขยายตัวในเกณฑ์สูงได้อย่างต่อเนื่องร้อยละ 47.6 (YoY) ในเดือนมีนาคม เร่งขึ้นจากที่ขยายตัวร้อยละ 39.1 (YoY) ในเดือนกุมภาพันธ์ โดยในเดือนนี้ ได้รับแรงหนุนอย่างแข็งแกร่งจากผลผลิตสินค้าเกษตรที่เติบโตสูงถึงร้อยละ 24.9 (YoY) ในเดือนมีนาคม จากที่ขยายตัวเพียงร้อยละ 5.3 (YoY) ในเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่ แม้ราคาสินค้าเกษตรยังคงเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 18.2 (YoY) แต่ก็เป็นอัตราที่ชะลอลงจากร้อยละ 32.1 (YoY) ในเดือนก่อนหน้า โดยสรุป ภาพรวมของเครื่องชี้เศรษฐกิจไทยในเดือนมีนาคมและในไตรมาส 1/2554 ส่วนใหญ่มีทิศทางที่แข็งแกร่งเกินคาด แม้ปัจจัยเรื่องฐานเปรียบเทียบ และปัจจัยชั่วคราวเฉพาะในบางอุตสาหกรรม จะกดดันให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมให้ภาพที่ไม่สดใสนัก (หดตัวร้อยละ 2.1 YoY) ก็ตาม ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสแรกของปีได้รับแรงหนุนจากหลายด้าน อาทิ ความแข็งแกร่งของอุปสงค์ในต่างประเทศ ซึ่งเป็นผลดีต่อภาคการส่งออกของไทย (การส่งออกขยายตัวร้อยละ 27.4 YoY ในไตรมาส 1/2554 เร่งขึ้นจากร้อยละ 21.1 YoY ในไตรมาส 4/2553) ขณะที่ รายได้ของเกษตรกรที่ได้รับอานิสงส์จากราคาสินค้าเกษตรที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง และผลกระทบในวงจำกัดของภาวะอุทกภัยในภาคใต้ ก็ช่วยหนุนให้การใช้จ่ายภายในประเทศสามารถรักษาทิศทางการเติบโตไว้ได้อย่างต่อเนื่อง (การบริโภคและการลงทุนขยายตัวร้อยละ 4.3 และร้อยละ 13.2 YoY ในไตรมาส 1/2554 จากที่ขยายตัวร้อยละ 3.5 และร้อยละ 11.2 YoY ในไตรมาส 4/2553) หลังจากที่การขยายตัวอย่างแข็งแกร่งผ่านพ้นไปในช่วงไตรมาส 1/2554 เศรษฐกิจไทยก็เริ่มเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่กดดันมากขึ้นในช่วงไตรมาส 2/2554 โดยปัญหาส่วนใหญ่เป็นผลมาจากด้านอุปทาน โดยเฉพาะผลกระทบของการลดกำลังการผลิตของอุตสาหกรรมในญี่ปุ่นหลังเหตุภัยพิบัติที่ส่งผลต่อเนื่องมายังภาคการผลิตและการส่งออกของไทยในบางอุตสาหกรรม โดยเฉพาะรถยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ (อนึ่ง การลดกำลังการผลิตดังกล่าว ก็จะมีผลต่อยอดการส่งมอบและยอดขายรถยนต์ในประเทศตามไปด้วย) ขณะที่ การขยับขึ้นของราคาน้ำมัน ราคาสินค้าหลายรายการ รวมถึงต้นทุนทางการเงินในประเทศ ก็น่าที่จะเป็นปัจจัยชะลอการตัดสินใจใช้จ่ายเพื่อการอุปโภค-บริโภคบางรายการ โดยเฉพาะสินค้าคงทน เช่น รถยนต์ ออกไป ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า สถานการณ์ดังกล่าวข้างต้นอาจเพิ่มแรงกดดันต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทยในหลายภาคส่วน ซึ่งทำให้คาดว่า อัตราการขยายตัวของ GDP ที่ปรับฤดูกาลในช่วงไตรมาสที่ 2/2554 น่าที่จะชะลอลงจากที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งในช่วงไตรมาส 1/2554 อย่างไรก็ดี มาตรการในเชิงผ่อนคลายของภาครัฐเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน อาทิ การดูแลราคาสินค้าจำเป็น ตลอดจนความพยายามล่าสุดที่จะมีแผนผลักดันมาตรการอสังหาริมทรัพย์สำหรับผู้ซื้อบ้านหลังแรก และการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงาน ก็น่าที่จะช่วยบรรเทาผลกระทบจากปัจจัยลบที่เกิดขึ้น และทำให้เศรษฐกิจไทยยังสามารถประคับประคองแรงส่งของการขยายตัวไว้ได้ สำหรับทิศทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2554 นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า หากปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าและวิกฤตนิวเคลียร์ในญี่ปุ่นคลี่คลายลงในช่วงไตรมาสที่ 3/2554 ก็น่าที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี ได้รับแรงหนุนกลับมาจากการเร่งกำลังการผลิตของหลายๆ อุตสาหกรรม อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ขณะที่ การขยายอายุมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซล และราคาก๊าซ LPG/NGV สำหรับภาคครัวเรือนและขนส่ง อาจช่วยชะลอจังหวะการเร่งตัวขึ้นของเงินเฟ้อและค่าครองชีพ ซึ่งย่อมจะทำให้ภาระรายจ่ายเพื่อการบริโภคของภาคเอกชนเบาบางลง อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีโอกาสทรงตัวในระดับสูง และกระแสการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่อาจมีความผันผวนมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ก็อาจเป็นปัจจัยที่เพิ่มแรงเสียดทานต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป
|






![]() | Today | 746 |
![]() | All days | 746 |
Comments