| สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย |
|
|
|
| Monday, 20 June 2011 09:55 | |||
|
Snapshot
สหรัฐอเมริกา - ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่จัดทำโดยสำนัก Conference board ในเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 0.8% สู่ระดับ 114.7 จุด จากที่ลดลง 0.4% ในเดือนเมษายน พร้อมระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวได้ในระดับปานกลาง แม้ว่าปัจจัยด้านราคาก๊าซและอาหารที่พุ่งสูง ตลอดจนภาวะซบเซาในตลาดที่อยู่อาศัยจะยังคงส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงอยู่ก็ตาม - ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่จัดทำโดย Reuter's/University of Michigan's ในเดือนพฤษภาคมลดลงสู่ระดับ 71.8 จากระดับ 74.3 ในเดือนก่อน และน้อยกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์โดย Consensus คาดไว้ว่าจะอยู่ที่ระดับ 74.5 - องค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาเศรษฐกิจ (OECD) และองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า ราคาอาหารจะยังคงปรับตัวสูงขึ้นและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์จะยังคงผันผวนในช่วง 10 ปีข้างหน้านี้ โดยในช่วง 10 ปีข้างหน้านี้ ราคาธัญพืชอาจจะปรับตัวสูงขึ้นโดยเฉลี่ย 20% ส่วนราคาเนื้อสัตว์อาจจะสูงขึ้นถึง 30% เมื่อเปรียบกับสถิติปี 2544 – 2553 พร้อมกันนี้ยังได้เรียกร้องให้มีการใช้นโยบายด้านการเกษตรแบบร่วมมือกัน และเสริมสร้างการลงทุนให้มีความแข็งแกร่ง - กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจโลกในปีนี้มาอยู่ที่ระดับ 4.3% ซึ่งลดลง 0.1% จากที่คาดการณ์ไว้ 4.4% ในเดือนเมษายน พร้อมระบุว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐที่อ่อนแอเกินคาด และความไม่แน่นอนทางการเงินระลอกใหม่จากความวิตกกังวลต่อประเด็นความท้าทายด้านการคลังในยุโรป เป็นปัจจัยที่สร้างความเสี่ยงต่อการเผชิญภาวะขาลงของเศรษฐกิจ ทั้งนี้ IMF ได้ปรับลดแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐในปีนี้ลงสู่ระดับ 2.5% จากก่อนหน้านี้ที่คาดการณ์ไว้ 2.8% พร้อมลดคาดการณ์เศรษฐกิจปีหน้าลงจาก 2.9% เป็น 2.7% พร้อมทั้งได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจญี่ปุ่นปีนี้ลงสู่ระดับ -0.7% จากก่อนหน้านี้ที่คาดการณ์ไว้ 1.4% แต่คาดว่าเศรษฐกิจจะดีดตัวขึ้นสู่ระดับ 2.9% ในปีหน้า ขณะที่เศรษฐกิจในยูโรโซนขึ้น 0.4% มาอยู่ที่ 2.0% ในปีนี้ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในเยอรมนี แต่ลดคาดการณ์เศรษฐกิจปีหน้าลง 0.1% มาอยู่ที่ระดับ 1.7% สำหรับแนวโน้มการขยายตัวของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่นั้น คาดว่าจะขยายตัวได้ 6.6% ในปีนี้ เพิ่มขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้าที่ 6.5% และจะขยายตัว 6.4% ในปีหน้า ลดลง 0.1% จากตัวเลขคาดการณ์ในเดือนเมษายน
ยุโรป: สหภาพยุโรป - สำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (ยูโรสแตท) เปิดเผยว่า อัตราเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคมในกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโร 17 ประเทศ ปรับตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 2.7% ต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่เท่ากับการประมาณการในครั้งก่อน อย่างไรก็ตาม แม้อัตราเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคมลดลงจากระดับ 2.8% ในเดือนเมษายน แต่ตัวเลขดังกล่าวอยู่เหนือเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ติดต่อกันมา 6 เดือนแล้ว เนื่องจากราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ ราคาพลังงานในยูโรโซนพุ่งขึ้น 11.1% ในเดือนพฤษภาคม เมื่อเทียบเป็นรายปี ขณะที่ราคาอาหารเพิ่มขึ้น 2.7% - สำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (ยูโรสแตท) เปิดเผยว่า อัตราเงินเฟ้อในสหภาพยุโรป (อียู) โดยรวม อยู่ที่ระดับ 3.2% ในเดือนพฤษภาคม ลดลงจากระดับ 3.3% ในเดือนเมษายน โดยในบรรดา 27 ประเทศสมาชิกอียูนั้น ไอร์แลนด์มีอัตราเงินเฟ้อที่ระดับต่ำสุด 1.2% ขณะที่โรมาเนียมีอัตราเงินเฟ้อที่ระดับสูงสุด 8.5%นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า อีซีบีจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งหลังจากเดือนกรกฎาคม หลังจากที่ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยไปแล้วในการประชุมเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา แต่นักวิเคราะห์เตือนว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยรวดเร็วเกินไปอาจจะส่งผลกระทบต่อประเทศสมาชิกยูโรโซนที่ประสบปัญหาหนี้ - นายฌอง โคลดยุงเกอร์ นายกรัฐมนตรีลักเซมเบิร์ก และประธานกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) กล่าวว่า วิกฤตยุโรปที่กำลังรุมเร้ากรีซอยู่ในขณะนี้ อาจลุกลามไปยังเบลเยียมและอิตาลี พร้อมกับเตือนว่า หากกรีซกลายเป็นประเทศที่ผิดนัดชำระหนี้ จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อกลุ่มประเทศยูโรโซน ทั้งนี้ ยังกล่าวด้วยว่า ปัญหาหนี้สาธารณะที่ทำให้กรีซ ไอร์แลนด์และโปรตุเกส จำเป็นต้องขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และอียูนั้น อาจเกิดขึ้นกับเบลเยียมและอิตาลีได้เช่นกัน และอาจต้องขอรับความช่วยเหลือทางการเงินก่อนหน้าสเปน ซึ่งหลายฝ่ายคาดกันว่าจะเป็นชาติต่อไปที่ขอรับความช่วยเหลือ
อังกฤษ - สำนักงานสถิติแห่งชาติของอังกฤษ รายงานว่า ยอดค้าปลีกของอังกฤษเดือนพฤษภาคมหดตัว 1.4% (m-o-m) เทียบกับเดือนเมษายนที่ขยายตัว 1.1% และเป็นการหดตัวในอัตราสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2553 เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับการปรับลดรายจ่ายของภาครัฐ ส่งผลให้ความต้องการใช้จ่ายของผู้บริโภคลดลง
กรีซ - แคโรไลน์ แอตคินสัน ผู้อำนวยการแผนกความสัมพันธ์นอกองค์กรของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประกาศว่าจะเดินหน้าให้ความช่วยเหลือกรีซต่อไป โดยที่กรีซจะต้องปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจและการคลังของประเทศ โดยมีกระแสคาดการณ์ว่ารัฐมนตรีคลังกลุ่มยูโรโซนจะสรุปแผนให้เงินช่วยเหลืองวดสองแก่กรีซในการประชุมที่จะจัดขึ้นสุดสัปดาห์นี้ที่ลักเซมเบิร์ก ทั้งนี้ กรีซเคยได้รับเงินช่วยเหลือ 1.1 แสนล้านยูโร (1.59 แสนล้านดอลลาร์) จากสหภาพยุโรป (อียู) และไอเอ็มเอฟ เพื่อหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว
- ทำเนียบขาวเรียกร้องให้กรีซซึ่งกำลังประสบปัญหาหนี้สาธารณะ เดินหน้าปฏิรูปการคลังตามเป้าหมายที่วางไว้ ด้วยการหารือร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และสหภาพยุโรป (อียู) โดยนายเจย์ คาร์นีย์ โฆษกทำเนียบขาวกล่าวว่า กรีซมีความคืบหน้าอย่างมากในการปฏิรูปเศรษฐกิจและการคลัง แต่หากกรีซไม่ดำเนินการปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก - กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และสหภาพยุโรป (อียู) ประกาศว่า องค์กรทั้งสองจะยังคงสนับสนุนด้านการเงินให้กับกรีซ ตราบใดที่กรีซยังเห็นด้วยกับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านเศรษฐกิจและการคลัง ทั้งนี้ เป็นที่คาดการณ์กันว่า รัฐมนตรีคลังกลุ่มยูโรโซนจะตกลงกันได้เรื่องแผนการให้ความช่วยเหลือกรีซเป็นครั้งที่สอง ในการประชุมที่ประเทศลักเซมเบิร์ก
อิตาลี - มูดีส์ อินเวสต์เตอร์เซอร์วิส สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำ ได้ออกมาเตือนอิตาลีว่า อาจปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของอิตาลี เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของอิตาลี การขาดดุลงบประมาณมหาศาล ประกอบกับวิกฤตหนี้ยุโรปที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ ทั้งนี้ มูดีส์แถลงว่า ขณะนี้กำลังทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือของสกุลเงินท้องถิ่นและต่างประเทศของอิตาลี ซึ่งอยู่ที่ระดับ Aa2 ว่า อาจมีการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลง แต่ทว่ายังคงอันดับความน่าเชื่อถือระยะสั้นอยู่ที่ Prime1
เอเชีย: ญี่ปุ่น - รัฐบาลและพรรครัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยว่า คณะทำงานกำลังวางแผนปรับขึ้นภาษีเพื่อการบริโภค เพื่อนำมาชดเชยกับค่าใช้จ่ายด้านการประกันสังคมที่สูงขึ้น อย่างไรก็ดี นโยบายการปรับขึ้นภาษีจะมีก็ต่อเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้นกว่านี้ พร้อมกันนี้ยังได้ขอความร่วมมือให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นแก้ปัญหาเงินฝืด ทั้งนี้คณะรัฐมนตรีและสมาชิกสภานิติบัญญัติอาวุโสจากพรรคประชาธิปไตยญี่ปุ่น (ดีพีเจ) ของนายกรัฐมนตรีนาโอโตะ คัง ใกล้ที่จะได้ข้อสรุปในแผนปฏิรูปภาษีและประกันสังคม ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการขึ้นภาษีการขายจากระดับ 5% ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นระดับที่ค่อนข้างต่ำในบรรดาประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยทั้งหมดได้ประชุมกันเพื่อเพิ่มเติมรายละเอียดในร่างนโยบายให้ตรงตามข้อเรียกร้องของรัฐบาลท้องถิ่นและสมาชิกสภานิติบัญญัติของพรรคดีพีเจ - เจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ผลักดันให้ญี่ปุ่นเริ่มทยอยปรับขึ้นภาษีการขายจากระดับ 5% สู่ระดับ 15% ในปี 2560 โดยรายงานของไอเอ็มเอฟที่รวบรวมโดยเจ้าหน้าที่ของไอเอ็มเอฟ 3 ราย ซึ่งรวมถึงนายมาห์มูด พราดฮาน ที่ปรึกษาระดับอาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของไอเอ็มเอระบุว่า ญี่ปุ่นควรใช้โอกาสจากวัฏจักรการฟื้นตัวที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2555 ด้วยการเริ่มขึ้นภาษีการขายสู่ระดับ 15% ในอีกหลายปีต่อจากนี้ ซึ่งอัตราภาษีในระดับนี้เป็นระดับที่องค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาเศรษฐกิจ (OECD) มองว่า ยังคงอยู่ในระดับปานกลาง โดยไอเอ็มเอฟแนะนำว่า ญี่ปุ่นควรเริ่มปรับเพิ่มภาษีการขายในปี 2555 ให้มาอยู่ที่ระดับ 7-8% ก่อน แล้วจึงค่อยๆ ปรับขึ้นภาษีขึ้นสู่ระดับ 15% ในปีต่อๆไป ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในความพยายามสร้างความแข็งแกร่งด้านการคลัง ทั้งนี้รายงานของไอเอ็มเอฟระบุว่า แม้ว่าภาษีอื่นๆ และมาตรการใช้จ่ายต่างๆ จะยังมีบทบาทในการช่วยฟื้นฟูวินัยการคลัง แต่ภาษีการขายเป็นภาษีที่สามารถบริหารจัดการได้ค่อนข้างง่าย และเป็นแหล่งรายได้ที่แน่นอนในกลุ่มสังคมผู้สูงอายุของญี่ปุ่น - ผลการสำรวจรายไตรมาสของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) บ่งชี้ว่า ยอดการถือครองเงินสดของภาคธุรกิจญี่ปุ่น ณ สิ้นเดือนมีนาคมพุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 211.12 ล้านล้านเยน และมีแนวโน้มสูงว่าภาคธุรกิจจะเพิ่มปริมาณการถือครองเงินสด เนื่องจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจหลังจากเกิดแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 11 มีนาคม ที่ผ่านมา ข้อมูลเบื้องต้นของบีโอเจระบุว่า ยอดการถือครองเงินสดของบริษัทนอกภาคการเงินในไตรมาสที่สิ้นสุด ณ เดือนมีนาคม ขยายตัว 7.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนสินทรัพย์ด้านการเงินที่ถือครองโดยบริษัทเอกชน ซึ่งรวมถึงเงินฝากและหุ้น ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.5% สู่ระดับ 797.85 ล้านล้านเยน ขณะที่ตัวเลขหนี้ปรับตัวลดลง 4.4% มาอยู่ที่ระดับ 1,056.21 ล้านล้านเยน นอกจากนี้ภาคครัวเรือนของญี่ปุ่นก็เพิ่มการถือครองเงินสดเช่นกันหลังจากเกิดภัยพิบัติในเดือนมีนาคม โดยมีการถือครองสินทรัพย์การเงินในรูปเงินสดและเงินฝากเพิ่มขึ้น 1.5% เป็น 816.39 ล้านล้านเยน
ไทย - สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม รายงานว่าดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนเมษายน 2554 ลดลง -7.8% (y-o-y) สู่ระดับ 165.89 จุด โดยหมวดอุตสาหกรรมที่ทำให้ MPI หดตัวลงได้แก่ การผลิตยานยนต์ Hard Disk Drive เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อาหาร เป็นต้น อันเป็นผลมาจากบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศญี่ปุ่นได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวและสึนามิ ทำให้ไม่สามารถส่งชิ้นส่วนสำคัญที่ใช้เทคโนโลยีสูงจากบริษัทแม่ในประเทศญี่ปุ่นให้ได้ ส่งผลให้ผู้ผลิตของไทยที่นำเข้าชิ้นส่วนเพื่อทำการผลิตประสบปัญหา ทำให้มีการปรับแผนการผลิตลดลง ขณะที่ ดัชนีการส่งสินค้าลดลง -7.3% สู่ระดับ 162.72 จุด ส่วนดัชนีแรงงานในภาคอุตสาหกรรม ลดลง -0.85% สู่ระดับ 113.37 ด้านดัชนีผลิตภาพแรงงานในภาคอุตสาหกรรมลดลง 1.2% สู่ระดับ 134.08 สำหรับอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 54.6% - สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) เผยฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสดในช่วง 8 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2554(ต.ค.53-พ.ค.54) จัดเก็บรายได้ที่สูงกว่าเป้าหมายและเศรษฐกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยให้ฐานะการคลังยังอยู่ในระดับที่มั่นคง โดยนับถึงสิ้นเดือนพฤษภาคมมีเงินคงคลังจำนวน 155,156 ล้านบาท ทั้งนี้ มีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณมีจำนวนทั้งสิ้น 1,510,316 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 306,807 ล้านบาท หรือประมาณ 25.5% ทำให้ดุลเงินงบประมาณขาดดุล 458,324 ล้านบาท เมื่อรวมกับการเกินดุลเงินนอกงบประมาณ 49,218 ล้านบาท จากการชดใช้เงินคงคลังและการไถ่ถอนตั๋วเงินคลัง ส่งผลให้รัฐบาลขาดดุลเงินสดรวม 409,106 ล้านบาท และรัฐบาลได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล 134,939 ล้านบาท ทำให้ดุลเงินสดหลังกู้ขาดดุลทั้งสิ้น 274,167 ล้านบาท
Money Market - บาท/ดอลลาร์ เมื่อวันศุกร์ (17 มิ.ย.) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินเอเซียส่วนใหญ่ในเช้าวันนี้จากการที่นักลงทุนลดความเสี่ยงโดยการขายหุ้นในเอเซียและถือสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯและเงินเยนมากขึ้น อย่างไรก็ดีค่าเงินดอลลาร์ฯอ่อนลงช่วงบ่ายตามภาวะที่ยูโรแข็งขึ้น - เยน/ดอลลาร์ เมื่อวันศุกร์ (17 มิ.ย.) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนลงเมื่อเทียบกับเงินเยนในช่วงเช้าวันนี้ต่อเนื่องจากเมื่อวันพฤหัสจากการที่ความกังวลเรื่องวิกฤติหนี้กรีซส่งผลให้นักลงทุนขายหุ้นในเอเซียและถือเงินเยนซึ่งเป็นสกุลเงินที่มีความปลอดภัยสูงมากขึ้น - ยูโร/ดอลลาร์ เมื่อวันศุกร์ (17 มิ.ย.) ค่าเงินยูโรอ่อนลงเมิ่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ก่อนการประชุมผู้นำยุโรปเพื่อหารือเรื่องการแก้ปัญหาหนี้กรีซในภาวะที่ตลาดการเงินกังวลมากขึ้นว่าวิกฤติหนี้กรีซจะส่งผลกระทบกระจายตัวออกไปยังประเทศอื่นๆในภูมิภาค อย่างไรก็ดีช่วงบ่ายยูโรได้แข็งขึ้นหลังการพบกันของผู้นำยุโรป และผู้นำเยอรมนีกล่าวว่ากลุ่มยุโรปจะต้องดำเนินการเพื่อให้มั่นใจว่าวิกฤติหนี้กรีซจะไม่ส่งผลต่อประเทศอื่นในยุโรป
Capital Market - ตลาดสหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ ( 17 มิ.ย.) ดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้นในวันศุกร์จากการที่คอนเฟอร์เรนซ์ บอร์ด เปิดเผยว่าดัชนีชี้นำเศรษฐกิจของสหรัฐฯพุ่งขึ้นเกินคาด 0.8%ในเดือนพฤษภาคมมาอยู่ที่ระดับ 114.7 จุดหลังจากลดลง 0.4%ในเดือนเมษายน อีกทั้งตลาดยังมองแนวโน้มปัญหาหนี้กรีซไปในทางบวกมากขึ้นหลังการประชุมผู้นำยุโรปเมื่อวันศุกร์ - ตลาดหุ้นเอเชีย เมื่อวันศุกร์ (17 มิ.ย.) ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดลดลง 0.64% ในวันศุกร์ โดยนักลงทุนกังวลว่าวิกฤติหนี้กรีซจะแย่ลงไปกว่านี้อีก นอกจากนี้แนวโน้มที่รัฐบาลญี่ปุ่นจะขึ้นภาษีนิติบุคคลและภาษีเงินได้เพื่อนำไปชำระหนี้พันธบัตรรัฐบาล รวมทั้งความกังวลต่อการที่มาตรการใช้จ่ายเงินชุดที่2ของรัฐบาลญี่ปุ่นที่จะใช้ในการฟื้นฟูความเสียหายจากแผ่นดินไหวฯจะมีงบเพียงครึ่งเดียวของงบขุดแรกก็ส่งผลลบต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่นในวันนี้เช่นกัน สำหรับดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตวันนี้ปิดลดลง 0.81% จากความวิตกเรื่องหนี้กรีซและความเป็นไปได้ที่ทางการจีนอาจจะดำเนินมาตรการการเงินเข้มงวดเพิ่มเติมเร็วๆ นี้ - ตลาดหุ้นไทยเมื่อวันศุกร์ (17 มิ.ย.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับสูงขึ้นในช่วงเช้าก่อนที่จะค่อยๆทยอยลดลงในเวลาต่อมา โดยแรงขายยังมีมากในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์และกลุ่มพลังงาน ทั้งนี้การปรับลงของดัชนีตลาดหุ้นไทยในวันนี้เป็นไปในทิศทางเดียวกับดัชนีตลาดหุ้นเอเซียส่วนใหญ่ที่ลดลงจากความกังวลเรื่องหนี้กรีซที่เพิ่มขึ้น
โดย สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 20 มิถุนายน 2554
|






![]() | Today | 1509 |
![]() | All days | 1509 |
Comments