Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Economic View สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย
สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย PDF Print E-mail
Wednesday, 25 April 2012 09:15

Snapshot

 

สหรัฐอเมริกา

          -  ราคาบ้านใน 20 เมืองใหญ่ของสหรัฐฯ ที่จัดทำโดย S&P/Case Shiller ในเดือนกุมภาพันธ์ปรับเพิ่มขึ้น 0.2% (m-o-m: SA) หลังจากทรงตัวในเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2554 อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนปรับลง 3.5% (y-o-y) หลังจากลดลง 3.8% ในเดือนก่อน ขณะที่ดัชนีราคาบ้านใน 20 เมืองที่ยังไม่มีการปรับตามฤดูกาลลดลง 0.8% (m-o-m) สู่ระดับต่ำสุดนับแต่เดือนตุลาคม 2545

          -  ยอดขายบ้านใหม่(New home sales) ในเดือนมีนาคมลดลง 7.1% สู่ระดับ 328,000 ยูนิต จากระดับ 353,000 ยูนิตในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือน แต่ยังสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดไว้ที่ระดับ 320,000 ยูนิต

          -  ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของสหรัฐฯ ที่จัดทำโดยสำนัก Conference Board ในเดือนเมษายนอยู่ที่ระดับ 69.2 ลดลงจากระดับ 69.5 ในเดือนมีนาคม ซึ่งตรงกับข้ามกับที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 69.6 หลังข้อมูลการจ้างงานนอกภาคการเกษตรที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ขณะเดียวกันผู้บริโภคยังมีความมุมมองที่เป็นบวกลดลงเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจในระยะสั้นเช่นเดียวกับในเดือนมีนาคม โดยสัดส่วนของผู้บิโภคที่คาดว่าภาวะธุรกิจจะดีขึ้นในช่วงอีก 6 เดือนข้างหน้าได้ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 18.8% จาก 19.3% ในขณะที่สัดส่วนของผู้บริโภคที่คาดว่าภาวะธุรกิจจะย่ำแย่ลงเพิ่มขึ้นเป็น 14.2% จาก 13.7% ด้านมุมมองที่เป็นบวกเกี่ยวกับภาวะตลาดแรงงานของผู้บริโภคก็ลดลง โดยสัดส่วนของผู้ที่คาดว่าตำแหน่งงานจะเพิ่มขึ้นในเดือนต่อๆ ไปลดลงมาอยู่ที่ 16.9% จาก 17.4% แต่อย่างไรก็ดี สัดส่วนของผู้ที่คาดว่าตำแหน่งงานจะลดลงก็ลดลงมาอยู่ที่ 18.0% จาก 18.5%

 

ยุโรป: สหภาพยุโรป

          -  สำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (ยูโรสแตท) เปิดเผยว่า 17 ชาติสมาชิกยูโรโซนยังคงเผชิญกับความยากลำบากในการควบคุมหนี้ แม้ว่ารัฐบาลสามารถลดยอดขาดดุลงบประมาณลงมาอยู่ที่ระดับ 4.1% ของผลผลิตทางเศรษฐกิจในปี 2554 จากระดับ 6.2% ของจีดีพีในปี 2553 ก็ตาม อย่างไรก็ตาม หนี้สินโดยรวมกลับเพิ่มขึ้นจากระดับ 85.3% เป็น 87.2% ของจีดีพี ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่มีการรวมตัวกันของยูโรโซนในปี 2542 ทั้งนี้ สาธารณรัฐไอร์แลนด์ กรีซ และสเปน เป็น 3 ประเทศที่มียอดขาดดุลงบประมาณสูงสุด โดยยอดขาดดุลงบประมาณของไอร์แลนด์อยู่ที่ 13.1%, กรีซอยู่ที่ 9.1% และสเปนอยู่ที่ 8.5% ของจีดีพี

          -  Markit Economics รายงานดัชนี PMI ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดภาคการผลิตและภาคบริการของยูโรโซนลดลงจาก 49.1 (ต่ำกว่า 50 ถือว่าหดตัว) ในเดือนมีนาคม เหลือ 47.4 ในเดือนเมษายน เนื่องจากมาตรการลดยอดขาดดุลงบประมาณของหลายประเทศในยูโรโซนเป็นปัจจัยบั่นทอนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

 

อิตาลี

          -  สำนักงานสถิติแห่งชาติของอิตาลี รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของอิตาลีลดลงจาก 96.3 ในเดือนมีนาคม เหลือ 89 ในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากมาตรการลดยอดขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลอิตาลี ส่งผลให้การใช้จ่ายภาคครัวเรือนซบเซา ทั้งนี้ รัฐบาลคาดการณ์เศรษฐกิจอิตาลีปี 2555 มีแนวโน้มหดตัว 1.2% ขณะที่อัตราว่างงานอยู่ที่ 9.3%

 

สเปน

          -  ธนาคารกลางสเปน รายงานเศรษฐกิจสเปนไตรมาสแรกปี 2555 หดตัว 0.4% (q-o-q) หลังจากที่หดตัว 0.3% ในไตรมาส 4 ปีที่แล้ว เนื่องจากมาตรการลดยอดขาดดุลงบประมาณเป็นปัจจัยบั่นทอนการจ้างงานและการใช้จ่ายภาคครัวเรือนของสเปน ซึ่งการที่เศรษฐกิจหดตัวลง 2 ไตรมาสซ้อนถือว่าเศรษฐกิจถดถอย ทั้งนี้ รัฐบาลสเปนคาดการณ์เศรษฐกิจสเปนปี 2555 มีแนวโน้มหดตัว 1.7% อย่างไรก็ดี ตัวเลขจีดีพีอย่างเป็นทางการจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจะได้รับการเปิดเผยในวันจันทร์ที่ 30 เมษายนนี้

 

กรีซ

          -  สำนักงานสถิติแห่งชาติของกรีซ รายงานว่ายอดขาดดุลงบประมาณต่อ GDP ของกรีซลดลงจาก 10.3% ในปี 2553 เหลือ 9.1% ในปี 2554 หรืออยู่ที่ 19.6 พันล้านยูโร ขณะที่ยอดหนี้สาธารณะอยู่ที่ 3.556 แสนล้านยูโร (4.6708 แสนล้านดอลลาร์) ในปี 2554 หรือเท่ากับราว 165.3% ของจีดีพี ทั้งนี้ กรีซจำเป็นต้องลดยอดขาดดุลงบประมาณลงมาอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 3% ของจีดีพีภายในปี 2558 ภายใต้แผนการปฏิรูปเชิงโครงสร้างและการปรับลดรายจ่ายครั้งใหญ่ผ่านการใช้มาตรการรัดเข็มขัดที่ได้ตกลงไว้กับบรรดาเจ้าหนี้ต่างประเทศเมื่อเดือนพ.ค.2553 อย่างไรก็ตาม กระบวนการดังกล่าวดำเนินไปด้วยความยากลำบากเนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศถดถอยมาก ขณะที่มีการลดเงินเดือนและขึ้นภาษีอย่างรุนแรง

 

เอเซีย

          -  หนังสือพิมพ์นิกเกอิรายงานว่า ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) กำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของแผนการเพิ่มขนาดเงินกองทุนสำหรับช่วยเหลือกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำ โดยปรับขึ้นเกือบ 38%ซึ่งเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งนี้เอดีบีมีแผนจะอัดฉีดเม็ดเงิน 1.23 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯให้แก่กองทุนเพื่อการพัฒนาเอเชีย หลังจากที่ได้จัดสรรงบ 3.265 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นปี 2553 เพื่อสนับสนุนโครงการระบบชลประทาน, ถนน และโรงเรียนในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำ โดยนิกเกอิรายงานว่าเอดีบีขยายขนาดกองทุนดังกล่าวเนื่องจากวิกฤติหนี้ในยูโรโซนทำให้สถาบันการเงินหลายแห่งในภาคเอกชนต้องปรับลดการลงทุนและการปล่อยกู้ลง ทั้งนี้คาดว่าผู้แทนจาก 30 ประเทศ ซึ่งรวมถึงญี่ปุ่น ที่จะให้เงินสมทบแก่เอดีบี จะให้ความเห็นชอบต่อมาตรการดังกล่าวในการประชุมสามัญที่จะมีขึ้นในช่วงต้นเดือนหน้า สำหรับเงินสมทบเพิ่มเติมนั้นจะมีการเก็บรวบรวมจากประเทศสมาชิกภายในเวลา 4 ปีตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป

 

ญี่ปุ่น

          -  แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) จะพิจารณาผ่อนคลายนโยบายการเงินในการประชุมกำหนดอัตราดอกเบี้ยในวันที่ 27 เมษายนนี้  โดยมีความเป็นไปได้มากที่สุดที่จะดำเนินการผ่านการเพิ่มวงเงินในโครงการซื้อสินทรัพย์ โดยบีโอเจคงนโยบายการเงินในการประชุมวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา และยังคงถูกกดดันทางการเมืองให้ดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ในขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ใกล้ 0 % ซึ่งต่ำกว่าระดับเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 1 % ในเดือนกุมภาพันธ์ ทั้งนี้ถึงแม้บีโอเจเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้นว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะกลับมาฟื้นตัวในอัตราปานกลางในเร็วๆนี้ แต่บีโอเจก็จะพิจารณาเรื่องการผ่อนคลายนโยบายลงอีกครั้งถ้าหากมองว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในภาวะที่เชื่องช้าเกินกว่าที่จะกระตุ้นให้อัตราเงินเฟ้อปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องสู่ระดับ 1 % โดยแหล่งข่าวคนหนึ่งกล่าวว่าปัจจัยสำคัญคือประเด็นที่ว่าอัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงใดสู่ระดับเป้าหมาย ทางเลือกที่เป็นไปได้มากที่สุดของบีโอเจคือการเพิ่มวงเงินของโครงการซื้อสินทรัพย์และปล่อยสินเชื่อขึ้นอีก 5 ล้านล้านเยน หรือ 10 ล้านล้านเยน จากเดิมที่มีวงเงิน 65 ล้านล้านเยน (8.03 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) โดยวงเงินที่เพิ่มขึ้นจะถูกนำไปใช้ซื้อพันธบัตรรัฐบาล นอกจากนี้บีโอเจอาจขยายระยะเวลาไถ่ถอนพันธบัตรที่ซื้อภายใต้โครงการดังกล่าวเป็น 5 ปี จาก 2 ปีในปัจจุบัน ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปีอยู่ที่ 0.1% ขณะเดียวกันบีโอเจจะเปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจรอบครึ่งปีในวันที่ 27 เมษายน

 

ออสเตรเลีย

          -  ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของออสเตรเลียเพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาดในไตรมาส 4 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 10 ปีซึ่งเปิดโอกาสสำหรับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในสัปดาห์หน้า และถ่วงค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียลง  ทั้งนี้ดัชนี CPI ทั่วไปปรับตัวขึ้นเพียง 0.1% ในไตรมาสแรกเมื่อเทียบรายไตรมาส ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเมื่อเทียบรายปีชะลอตัวลงอย่างรุนแรงสู่ 1.6% จาก 3.1% ในไตรมาส 4  ทั้งนี้ดอลลาร์ออสเตรเลียลดลงและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรแตะระดับต่ำสุดในรอบ 60 ปี เนื่องจากแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่ลดลงได้กระตุ้นการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA)มีโอกาสที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกหลายครั้ง โดย RBA เปิดเผยเมื่อต้นเดือนนี้ว่า จะพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงจาก 4.25% ในการประชุมนโยบายวันที่ 1 พฤษภาคม หากเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ

 

ไทย

          -  ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติให้ขยายเวลายกเว้นการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลต่อไปอีก 1 เดือน โดยให้สิ้นสุดในวันที่ 31 พฤษภาคม จากเดิมวันที่ 30 เมษายน 2555

          -  ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติ เห็นชอบการปรับปรุงโครงการพักหนี้เกษตรกรรายย่อย และประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่มีหนี้คงค้างต่ำกว่า 500,000 บาท ซึ่งเป็นลูกหนี้ดีของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ก่อนวันที่ 24 เมษายน 2555 โดยต้องไม่เป็นหนี้ประเภทสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อเช่าซื้อ/ลิสซิ่ง สินเชื่อสำหรับผู้มีรายได้ประจำ และไม่เป็นลูกหนี้ที่ได้รับการลดอัตราดอกเบี้ยหรือได้รับอัตราดอกเบี้ยเป็นกรณีพิเศษตามข้อตกลงของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เบื้องต้นคาดว่าจะมีประชาชนที่เป็นเกษตรกรรายย่อย และผู้มีรายได้น้อยได้รับประโยชน์จากโครงการพักหนี้ฯ รวมกว่า 3.75 ล้านราย/บัญชี คิดเป็นมูลหนี้คงค้าง กว่า 4.59 แสนล้านบาท ทั้งนี้ได้กำหนดเงื่อนไขการเข้าโครงการไว้ 2 กรณี คือ เลือกพักเงินต้นและ ลดอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อที่มีอยู่เดิมในอัตรา 3 % ต่อปี หรือ ลดอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อที่มีอยู่เดิมในอัตรา 3 % ต่อปี โดยไม่พักเงินต้น เป็นระยะเวลา 3 ปี (ระหว่างวันที่ 1 ก.ย. 2555 ถึงวันที่ 31 ส.ค. 2558) รวมทั้งยังให้สิทธิในการขอกู้เพิ่มใหม่ได้ตามความสามารถในการชำระหนี้ ในอัตราดอกเบี้ยปัจจุบัน ณ วันที่ได้รับอนุมัติการกู้เพิ่ม โดยที่ลูกหนี้ต้องไม่ผิดนัดชำระหนี้หลังเข้าโครงการ สำหรับประชาชนที่เข้าร่วมโครงการพักหนี้ฯ ตามโครงการระยะแรก (ช่วยเหลือประชาชนที่มีปัญหาการชำระหนี้) สามารถขอเปลี่ยนเข้าร่วมโครงการพักหนี้ใหม่สำหรับลูกหนี้ที่มีสถานะหนี้ปกตินี้ได้ โดยแสดงความจำนงกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่เป็นเจ้าหนี้เพื่อแสดงเจตนาเปลี่ยนสถานะหนี้ให้เป็นสถานะหนี้ปกติก่อนเข้าร่วมโครงการฯทั้งนี้ รัฐบาลคาดว่าผลจากโครงการพักหนี้ครั้งนี้ จะส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจประมาณ 0.4 - 0.7 % ต่อปี หรือ 4.4 -7.7 หมื่นล้านบาทต่อปี

          -  ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการเพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการ SMEs ผ่านมาตรการทางการเงินและมาตรการทางภาษี ทั้งนี้เพื่อช่วยสนับสนุนการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการลดภาระต้นทุนค่าแรงที่ปรับเพิ่มขึ้น รวมทั้งเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยในช่วงปลายปีที่ผ่านมาด้วย สำหรับมาตรการทางการเงิน ประกอบด้วย

          1. โครงการสินเชื่อเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิต โดยธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย เพื่อให้ ใช้ในการพัฒนาเครื่องจักรหรือกระบวนการทำงาน วงเงินในโครงการรวม 20,000 ล้านบาท ระยะเวลากู้ยืมสูงสุด 7 ปีสำหรับสินเชื่อเพื่อพัฒนาเครื่องจักร และระยะเวลา 5 ปีสำหรับสินเชื่อเพื่อพัฒนากระบวนการทำงาน สินเชื่อทั้ง 2 ประเภทมีอัตราดอกเบี้ย 2 ปีแรกอยู่ที่ MLR-3 ส่วนปีที่ 3 เป็นต้นไปอยู่ที่ MLR และให้วงเงินกู้ยืมสูงสุดต่อรายไม่เกิน 5 ล้านบาท ไมต้องมีหลักประกัน

          2. โครงการค้ำประกันสินเชื่อในลักษณะ Portfolio Guarantee Scheme ระยะที่ 4 โดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.) เป็นการค้ำประกันสินเชื่อที่สถาบันการเงินปล่อยให้กับ SMEs ที่มีศักยภาพแต่มีหลักประกันไม่เพียงพอในลักษณะ Portfolio โดยมีวงเงินค้ำประกันรวม 24,000 ล้านบาท ระยะเวลาค้ำประกันสูงสุด 5 ปี วงเงินค้ำประกันสูงสุดต่อรายไม่เกิน 40 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 1.75% ต่อปีของยอดค้ำประกันคงค้าง

          3. โครงการค้ำประกันสินเชื่อในลักษณะ Portfolio Guarantee Scheme สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ โดยบสย.เช่นกัน เป็นการค้ำประกันสินเชื่อให้แก่ SMEs ที่เพิ่งเริ่มกิจการใหม่ไม่เกิน 2 ปี ในลักษณะ Portfolio วงเงินค้ำประกันรวม 10,000 ล้านบาท ระยะเวลาค้ำประกันสูงสุด 7 ปี วงเงินค้ำประกันสูงสุดไม่เกิน 2 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 2.5% ต่อปีของยอดค้ำประกันคงค้าง โดยรัฐบาลจะจ่ายชดเชยค่าธรรมเนียมให้ในปีแรก

          4. กองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยให้ SMEs กู้ยืมเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมในอัตราดอกเบี้ย 0.1% ต่อปี วงเงินกู้ยืมสูงสุดต่อรายไม่เกิน 42,000 บาท ระยะเวลากู้ยืมสูงสุด 4 ปี ทั้งนี้ผู้ประกอบการสามารถติดต่อกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้ภายใน 31 ธ.ค.55

          5. โครงการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการทำงาน(ผ่านกองทุนประกันสังคม) ให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อที่มีเงื่อนไขผ่อนปรน(โดยอาศัยแหล่งเงินทุนจากกองทุน)ให้กับ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากค่าแรงที่เพิ่มขึ้นสำหรับใช้เป็นทุนในการเสริมสภาพคล่องหรือเพิ่มผลิตภาพการผลิต เพื่อเป็นการรักษาการจ้างงานไว้ โครงการนี้มีวงเงินรวม 10,000 ล้านบาท วงเงินกู้ยืมสูงสุดต่อรายไม่เกิน 4 ล้านบาท

 

       สำหรับมาตรการทางภาษี ประกอบด้วย

          1. มาตรการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลในส่วนที่เป็นเงินได้มาจากการขายเครื่องจักรเก่าเพื่อซื้อเครื่องจักรใหม่ มีระยะเวลาการให้สิทธิประโยชน์สำหรับการขายเครื่องจักรตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.55 - 31 ธ.ค.55

          2. มาตรการหักค่าเสื่อมเครื่องจักร โดยให้หักค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักรใหม่ได้ 100% ในปีแรก มีระยะเวลาการให้สิทธิประโยชน์สำหรับการหักค่าเสื่อมเครื่องจักร ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.55 - 31 ธ.ค.55

          3. มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ โดยให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 1.5 เท่าของส่วนต่างค่าแรงที่เพิ่มขึ้นจากเดิมเป็น 300 บาท/วัน ระยะเวลาการให้สิทธิประโยชน์ตั้งแต่เริ่มใช้ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทตามที่รัฐประกาศ(1 เม.ย.55) - 31 ธ.ค.55

          ทั้งนี้ SMEs ที่เข้าข่ายได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีดังกล่าว หมายถึง นิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท มีรายได้จากการขายสินค้าและบริการไม่เกิน 30 ล้านบาท/ปี มีจำนวนทั้งสิ้นกว่า 2 แสนราย และ บุคคลธรรมดาที่มีเงินได้เข้าข่ายตามมาตรา 40(5) (6) (7) (8) จำนวนทั้งสิ้นกว่า 5 แสนราย

 

Money Market

          -  บาท/ดอลลาร์ เมื่อวันอังคาร ( 24 เม.ย.)ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินเอเซียส่วนใหญ่รวมทั้งเงินบาทในช่วงเช้าวันนี้สอดคล้องกับภาวะการที่ดัชนีตลาดหุ้นเอเซียส่วนใหญ่ลดลงจากการที่นักลงทุนเลือกถือครองสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำเช่น เยนและดอลลาร์สหรัฐฯมากขึ้นหลังความวิตกเกี่ยวกับวิกฤติหนี้ในยุโรปเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดีในช่วงตลาดสหรัฐฯค่าเงินดอลลาร์ฯได้อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินบาท

          -  เยน/ดอลลาร์ เมื่อวันอังคาร (24 เม.ย.) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนลงเมื่อเทียบกับเงินเยนในช่วงเช้าวันนี้ต่อเนื่องจากเมื่อวันจันทร์จากการที่นักลงทุนมีแนวโน้มถือครองเงินเยนมากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงในภาวะที่ความไม่แน่นอนทางการเมืองในยุโรปสร้างความวิตกแก่ตลาดเกี่ยวกับแนวโน้มการแก้วิกฤติหนี้ภูมิภาค อย่างไรก็ดีในช่วงตลาดสหรัฐฯค่าเงินเยนได้อ่อนค่าลง

          -  ยูโร/ดอลลาร์ เมื่อวันอังคาร ( 24 เม.ย.)  ค่าเงินยูโรอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ต่อเนื่องจากเมื่อวันจันทร์จากการที่นักลงทุนกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของการเมืองในฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์หลังการแพ้การเลือกตั้งรอบแรกของนาย Nicolas Sarkozy และการลาออกของนายกรัฐมนตรีเนเธอร์แลนด์ โดยตลาดมองว่าการแก้วิกฤติหนี้ในยุโรปจะมีความยากลำบากมากขึ้นในภาวะที่การเมืองในแต่ละประเทศไม่นิ่ง อย่างไรก็ดีในช่วงตลาดสหรัฐฯค่าเงินยูโรได้ปรับตัวแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ

 

Capital Market

          -  ตลาดสหรัฐฯ เมื่อวันอังคาร ( 24 เม.ย.)  ตลาดหุ้นสหรัฐปิดปรับตัวขึ้น หลังการเปิดเผยผลประกอบการที่แข็งแกร่งและแนวโน้มที่สดใสจากบริษัทผู้ผลิตขนาดใหญ่ อาทิ 3M แต่การร่วงลงของหุ้นแอปเปิลก่อนการเปิดเผยผลประกอบการถ่วงดัชนี Nasdaq ลง ขณะที่การเพิ่มขึ้นครั้งแรกของราคาบ้านในสหรัฐฯ ในรอบ 10 เดือน ซึ่งบ่งชี้ว่า ตลาดบ้านเริ่มที่จะมีเสถียรภาพก็ได้สร้างความเชื่อมั่นแก่ตลาดมากขึ้น ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวก 0.58%สู่ 13,001.56, ดัชนี S&P 500 ปิดเพิ่มขึ้น 0.37% สู่ 1,371.97 และดัชนี Nasdaq ปิดปรับตัวลง 0.30% สู่ 2,961.60

          -  ตลาดหุ้นเอเชีย เมื่อวันอังคาร ( 24 เม.ย.)  ดัชนีตลาดหุ้นเอเซียส่วนใหญ่ลดลงในช่วงเช้าวันนี้จากการที่นักลงทุนกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางการเมืองในยุโรปที่อาจมีผลต่อการแก้วิกฤติหนี้ภูมิภาค ทั้งนี้การที่นาย Nicolas Sarkozy ประธานาธิบดีฝรั่งเศสแพ้การเลือกตั้งรอบแรกและการลาออกของนายกรัฐมนตรีเนเธอร์แลนด์ส่งผลให้นักลงทุนวิตกว่าประเทศในยุโรปจะมีปัญหาในการลดงบประมาณรายจ่าย โดยปิดตลาดวันนี้ดัชนีนิกเกอิ ลดลง 0.78% สำหรับดัชนีตลาดหุ้นจีนหลังจากลดลงในช่วงเช้า ในช่วงบ่ายดัชนีได้ปัจจัยหนุนจากหุ้นกลุ่มการเงินส่งผลให้ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปิดตลาดเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.008%  ส่วนดัชนีฮั่งเส็งปิดตลาดเพิ่มขึ้น 0.26%

          -  ตลาดหุ้นไทย เมื่อวันอังคาร (24 เม.ย)ดัชนีตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวขึ้นลงในช่วงแคบๆในช่วงแรก โดยปัจจัยนอกประเทศโดยรวมชี้ไปในทางลบโดยเฉพาะความไม่นอนเกี่ยวกับภาวะการเมืองในหลายประเทศในยุโรปที่อาจส่งผลให้การแก้วิกฤติหนี้ภูมิภาคมีความยากลำบากมากขึ้น อย่างไรก็ดีหลังจากนั้นดัชนีปรับตัวสูงขึ้น โดยปิดตลาดวันนี้ SET INDEX อยู่ที่ 1,199.86 เพิ่มขึ้น 10.51 จุด

 

         โดย สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 25 เมษายน  2555

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday721
mod_vvisit_counterAll days721

We have: 721 guests online
Your IP: 216.73.216.162
Mozilla 5.0, 
Today: Apr 07, 2026

4253736