Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Economic View สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย
สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย PDF Print E-mail
Monday, 23 July 2012 09:38

Snapshot

ยุโรป: เยอรมนี


-  ทางการเยอรมนีขายพันธบัตรที่อัตราผลตอบแทนติดลบเป็นครั้งแรก ขณะที่นักลงทุนเข้าซื้อพันธบัตรของรัฐบาลเยอรมนี ซึ่งถูกมองว่าเป็นแหล่งลงทุนที่ปลอดภัยที่สุดของยุโรป  ทั้งนี้ การประมูลพันธบัตรอายุ 2 ปีสามารถระดมเงินได้ 4.173 พันล้านยูโร โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรลดลงสู่ระดับ -0.06% เมื่อเทียบกับระดับ 0.1% ในการประมูลในเดือนมิถุนายน และเมื่อเทียบกับอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 0.173% สำหรับปีนี้ ขณะที่การเสนอซื้อพันธบัตรสูงกว่าจำนวนที่เสนอขายถึง 2 เท่า เมื่อเทียบกับ 1.9 เท่าในการประมูลครั้งที่ผ่านมา และระดับเฉลี่ยที่ 1.87 เท่าสำหรับการประมูลในปีนี้


อิตาลี


-  สำนักงานสถิติแห่งชาติของอิตาลี (Istat) รายงานว่า คำสั่งซื้อภาคอุตสาหกรรมของอิตาลีในเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 1.7% (m-o-m) หลังจากที่ลดลง 1.8% ในเดือนเมษายน แต่หากเทียบกับช่วงเดือนพฤษภาคมปี 2554 ยอดสั่งซื้อในภาคอุตสาหกรรมยังคงหดตัว 9.4%


-  สมาพันธ์ผู้ค้าปลีกแห่งอิตาลี เปิดเผยว่า ภาระทางการคลังของอิตาลีอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 55% ของรายได้จากการจัดเก็บภาษีในปีนี้ สะท้อนแรงกดดันทางการคลังในอิตาลีที่เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในโลก ตามด้วยเดนมาร์กที่ 48.6% ฝรั่งเศส 48.2% และสวีเดน 48% ทั้งนี้ ภาระทางการคลังของอิตาลีไม่เพียงแต่มีอันดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในยุโรปเท่านั้น แต่ยังสูงกว่าญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาอยู่มาก โดยแรงกดดันทางการคลังของญี่ปุ่นและสหรัฐอยู่ที่ 30.6% และ 26.3% ตามลำดับ


-  นายฟิลิปโป เอมานูเอลี หุ้นส่วนนักวิเคราะห์ของคลิฟฟอร์ด แชนซ์ ซึ่งเป็นสำนักงานทนายความระดับโลก กล่าวว่า พันธบัตรในรูปเงินสกุลหยวนอาจเป็นโอกาสในการระดมทุนที่มีมูลค่าสูงสำหรับบริษัทอิตาลีที่กำลังเผชิญกับภาวะถดถอย ทั้งนี้ พันธบัตรของจีน ซึ่งเป็นพันธบัตรในรูปเงินสกุลหยวนที่ออกโดยบริษัทต่างประเทศ อาจจะเป็นแหล่งเงินทุนที่สำคัญสำหรับบริษัทจดทะเบียนของอิตาลี ตลอดไปจนถึงบริษัทเอกชนต่อไปในอนาคต


อังกฤษ


-  สำนักงานสถิติแห่งชาติของอังกฤษ (ONS) เปิดเผยว่ายอดค้าปลีกเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้นเพียง 0.1% (m-o-m) หลังจากพุ่งขึ้น 1.5% ในเดือนพฤษภาคม และหากเทียบรายปียอดค้าปลีกดีดตัวขึ้น 1.6% (y-o-y) ทั้งนี้ ยอดค้าปลีกเดือนมิถุนายนที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจนเกือบทรงตัว เป็นผลมาจากสภาพอากาศที่ย่ำแย่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความต้องการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค


-  กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ระบุว่า อังกฤษอาจต้องใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินต่อไป ซึ่งรวมถึงการพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อหนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่อ่อนแรง ทั้งนี้ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของอังกฤษ ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สำคัญ ลดลงแตะ 2.4% ในเดือนมิถุนายน ซึ่งต่ำสุดนับแต่เดือนพฤศจิกายน 2552 และปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน


-  กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ระบุว่า การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของอังกฤษอยู่ในภาวะเปราะบาง โดยคาดว่าอัตราการขยายตัวจะอ่อนแรง โดยไอเอ็มเอฟได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของอังกฤษในปีนี้สู่ 0.2% ซึ่งลดลงจาก 0.8% ที่ประเมินไว้เมื่อเดือนเมษายน ขณะที่ปรับลดอัตราการขยายตัวในปี 2556 ลงที่ 1.7% จากเดิมที่ 2%


-  ผู้ว่าธนาคารกลางประเทศต่างๆจะร่วมประชุมกับนายเมอร์วิน คิง ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ เพื่อหารือเรื่องอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคารในตลาดลอนดอน (Libor) ในวันที่ 9 กันยายน และจะมีการหารือตามมาอีกในส่วนของคณะกรรมการเสถียรภาพการเงิน ในประเด็นการพิจารณาทางเลือกอื่นๆที่จะมีการนำมาใช้แทนอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคารในตลาดลอนดอน ซึ่งขณะนี้ผู้บริหารของธนาคารกลางต่างๆได้หารือกันแล้วถึงโครงการริเริ่ม เพื่อฟื้นความเป็นหนึ่งเดียวอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพแบบประสานงานกัน


สเปน


-  รัฐมนตรีคลังจาก 17 ประเทศที่ใช้สกุลเงินยูโร ได้อนุมัติเงื่อนไขสุดท้ายของข้อตกลงช่วยเหลือสเปนในการประชุมทางไกล เพื่อนำไปเพิ่มทุนหรือปรับโครงสร้างทางการเงินให้กับธนาคารพาณิชย์ในประเทศ ทั้งนี้ การอนุมัติข้อตกลงเป็นการเปิดทางให้มีการเบิกจ่ายเงินก้อนแรกจำนวน 3 หมื่นล้านยูโร (3.69 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) จากวงเงินกู้ 1 แสนล้านยูโร (1.22 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ที่รมว.คลังยูโรโซนได้อนุมัติไปก่อนหน้านี้แล้ว


-  สเปนระดมทุนได้ 2.981 พันล้านยูโร จากการประมูลพันธบัตรอายุ 2, 5 และ 7 ปี ซึ่งใกล้เคียงกับเป้าหมายสูงสุดที่วางไว้ในช่วง 2-3 พันล้านยูโร ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงทุกประเภท สวนทางกับความต้องการที่อ่อนตัวลง ทั้งนี้ สเปนขายพันธบัตรอายุ 2 ปี ได้ 1.359 พันล้านยูโร ที่อัตราผลตอบแทน 5.204% เพิ่มขึ้นจาก 4.335% ในการประมูลเมื่อเดือนที่แล้ว ขณะที่ความต้องการซื้อสูงกว่าจำนวนที่เปิดขายอยู่ 1.9 เท่า ร่วงลงจาก 4.3 เท่าในการประมูลครั้งก่อน สำหรับพันธบัตรอายุ 5 ปีนั้น ระดมเงินได้ 1.074 พันล้านยูโร ที่ผลตอบแทน 6.459% เทียบกับระดับ 6.072% ในการประมูลเดือนมิถุนายน ความต้องการซื้อพันธบัตรสูงกว่าจำนวนที่นำออกประมูล 2.1 เท่า เทียบกับ 3.4 เท่าในการประมูลครั้งที่แล้ว ส่วนพันธบัตรอายุ 7 ปี ระดมทุนได้ 548 ล้านยูโร โดยมีอัตราผลตอบแทนที่ 6.701% พุ่งขึ้นจากระดับ 4.832 ในการประมูลเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่ความต้องการสูงกว่าจำนวนที่นำออกประมูล 2.9 เท่า ลดลงจากครั้งก่อนที่ 3.3 เท่า


เอเชีย: ญี่ปุ่น


-  ฟิทช์ เรทติ้ง ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือระยะยาวสกุลเงินเยนและสกุลเงินต่างประเทศของธนาคารรายใหญ่ 4 แห่งของญี่ปุ่น ซึ่งได้แก่ มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป, มิซูโฮ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป, ซูมิโตโม มิตซุย ไฟแนนเชียลกรุ๊ป และซูมิโตโม มิตซุย ทรัสต์ แบงก์ ลงมาอยู่ที่ระดับ A- จากระดับ A เนื่องจากความกังวลที่ว่าความอ่อนแอด้านการเงินของรัฐบาลอาจจะส่งผลกระทบต่อระบบการธนาคารภายในประเทศ ในกรณีที่เกิดวิกฤต อย่างไรก็ตาม ฟิทช์ระบุว่า แนวโน้มความน่าเชื่อถือของธนาคารทั้ง 4 แห่งยังคงมีเสถียรภาพ เพราะเชื่อว่ารัฐบาลญี่ปุ่นมีความพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือภาคธนาคารหากจำเป็น


จีน


-  กำไรของบริษัทในจีนในครึ่งปีแรกที่อาจลดลงจะเพิ่มแรงกดดันต่อทางการจีนในการที่จะต้องลดภาษีให้แก่ภาคธุรกิจเพื่อที่จะไม่ให้เศรษฐกิจชะลอตัวไปมากกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ โดย Societe Generale SA คาดว่ากำไรสุทธิในครึ่งปีแรกของบริษัทจดทะเบียนในจีนจำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่งของ 760 บริษัทจะลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งการลดลงดังกล่าวจะแย่กว่าในครึ่งแรกของปี 2552 ซึ่งการลดลงมากของผลประกอบการจะทำให้รัฐบาลจีนจำเป็นต้องดำเนินมาตรการอย่างเร่งด่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดย China Securities Journal รายงานก่อนหน้านี้ว่าเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีจีนเรียกร้องอีกครั้งให้มีการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศเพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ


-  นักวิเคราะห์ด้านการตลาดกล่าวว่าจากข้อมูลการประมาณการพบว่า 3 บริษัทสายการบินยักษ์ใหญ่ของจีนอาจมีกำไรลดลงกว่า 50% ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ แต่คาดว่าจะสามารถฟื้นตัวกลับมาได้ในช่วงครึ่งปีหลัง แอร์ ไชน่า สายการบินประจำชาติจีนได้เปิดเผยว่าทางบริษัทได้ประมาณการไว้ว่าผลกำไรในช่วงครึ่งปีแรกจะหดตัวลงมากกว่า 50% จากปีก่อนหน้า หลังจากในช่วงครึ่งแรกของปี 2554 แอร์ ไชน่ามีกำไรสุทธิ 4.063 พันล้านหยวน (645 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) โดยแอร์ ไชน่า ระบุว่าการชะลอตัวของรายได้นั้นมีสาเหตุจากอุปสงค์การเดินทางที่อยู่ในระดับต่ำ รวมถึงความผันผวนในอัตราการแลกเปลี่ยนของเงินสกุลต่างประเทศ ขณะที่ไชน่า อีสเทิร์น แอร์ไลน์ และ ไชน่า เซาเทิร์น แอร์ไลน์ ซึ่งเป็นอีก 2 สายการบินสำคัญของจีนต่างคาดการณ์ว่าผลกำไรในช่วงครึ่งปีแรกของบริษัทจะลดลงกว่า 50%


อินเดีย


-  ยอดเก็บเกี่ยวข้าวของอินเดียซึ่งเป็นประเทศผลิตข้าวรายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก ลดลงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ หลังประสบปัญหาฝนตกน้อยในช่วงฤดูมรสุมในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้มีการเพาะปลูกลดน้อยลง และอาจส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น โดยกระทรวงเกษตรกรรมของอินเดียเปิดเผยว่า การเพาะปลูกข้าวในอินเดียปรับตัวลดลง 19% สู่ระดับ 9.68 ล้านเฮกตาร์ (24 ล้านเอเคอร์) ในปีนี้ จาก 12.04 ล้านเฮกตาร์ในปีก่อน ขณะที่กระทรวงเกษตรของสหรัฐคาดการณ์ว่า อินเดียจะส่งออกข้าว 8 ล้านตันในช่วงระหว่างปี 2554-2555 นับเป็นจำนวน 25% ของตลาดค้าข้าวโลก


ไทย


-  สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง รายงานฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสดในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2555 ว่า รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้น 1,441,356 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 50,315 ล้านบาท ขณะที่มีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณทั้งสิ้น 1,729,224 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 31,315 ล้านบาท ทำให้รัฐบาลขาดดุลเงินงบประมาณ 287,868 ล้านบาท เมื่อรวมกับการขาดดุลเงินนอกงบประมาณ 40,954 ล้านบาท(สาเหตุหลักจากการไถ่ถอนตั๋วเงินคลังและการถอนเงินฝากคลังของเงินกู้ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555) ส่งผลให้รัฐบาลขาดดุลเงินสดรวม 328,822 ล้านบาท และรัฐบาลได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล 232,429 ล้านบาท ทำให้ดุลเงินสดหลังกู้ขาดดุลทั้งสิ้น 96,393 ล้านบาท ส่งผลให้เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2555 มีจำนวน 424,897 ล้านบาท พร้อมคาดว่า ณ สิ้นปีงบประมาณ จะมีเงินคงคลังอยู่ในระดับสูงกว่า 5 แสนล้านบาท


-  บริษัทนีลเส็น (ประเทศไทย) จำกัด รายงานผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคไทยไตรมาส 2/2555 ลดลงสู่ระดับ 103.5 จุด จากระดับ 106.9 จุด ในไตรมาส 1/2555 ส่งผลให้ไทยตกอันดับเป็นประเทศที่มีความเชื่อมั่นอันดับ 6 ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ซึ่งลดลง 1 อันดับจากไตรมาสก่อน อันเป็นผลมาจากปัญหาความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจโลก ปัญหาเงินยูโรในยุโรป รวมไปถึง อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ช้าลงของจีนและอินเดีย ส่งผลกระทบต่อดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคทั่วโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังสภาวะด้านการเงินและความรู้สึกของผู้บริโภคในประเทศไทยโดย 65% ยังคงเชื่อว่าไทยอยู่ในช่วงสภาวะเศรษฐกิจถดถอย ขณะที่คนไทย 28% ยังมีความเชื่อว่าประเทศจะผ่านพ้นภาวะเศรษฐกิจถดถอยภายในปีนี้ และเกือบเจ็ดในสิบคน (66%) มีมุมมองแง่บวกเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการงานของตนและ 65% เชื่อว่าสถานการณ์ทางการเงินส่วนบุคคลของตนอยู่ในสภาพดีถึงดีมากในอีกหนึ่งปีข้างหน้า


Money Market


-  บาท/ดอลลาร์  เมื่อวันศุกร์ ( 20 ก.ค.) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินเอเซียส่วนใหญ่รวมทั้งเงินบาทในช่วงเช้าวันนี้แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ประกาศเมื่อคืนวันพฤหัสจะแย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยวันนี้นักลงทุนขายหุ้นในเอเซียออกมามากเพื่อลดความเสี่ยงจากการที่ตลาดกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับแนวโน้มการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโลก


-  เยน/ดอลลาร์ เมื่อวันศุกร์ ( 20 กค.) ค่าเงินเยนแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในวันนี้ต่อเนื่องจากเมื่อวันพฤหัสตามภาวะที่นักลงทุนถือเยนเพิ่มขึ้นจากความกังวลเกี่ยวกับวิกฤติหนี้ยุโรปรวมทั้งตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯที่แย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาดท่ามกลางการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯจะดำเนินมาตรการ QE3


-  ยูโร/ดอลลาร์  เมื่อวันศุกร์ ( 20 ก.ค.) ค่าเงินยูโรอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในวันนี้ โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าข้อมูลดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของ euro area เดือนกรกฎาคมที่จะเผยแพร่ในสัปดาห์หน้าจะอยู่ในระดับใกล้กับจุดต่ำสุดในรอบ 3 ปีและข้อมูลการผลิตภาคอุตสาหกรรมของ euro area จะยังชี้ถึงการหดตัวต่อเนื่อง


Capital Market


-  ตลาดสหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ (20 ก.ค.) ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดลดลง 0.93% ส่วนดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ลดลง 1.01% และ 1.37% ตามลำดับ โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯได้ปัจจัยลบจากการที่นักลงทุนไม่มั่นใจว่ายูโรโซนจะสามารถควบคุมการลุกลามของวิกฤติหนี้ได้ ซึ่งความกังวลดังกล่าวบดบังปัจจัยบวกจากการที่ผลประกอบการของบริษัทในสหรัฐฯหลายแห่งดีเกินคาด


-  ตลาดหุ้นเอเชีย  เมื่อวันศุกร์ (20 ก.ค.) ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดลดลง 1.43% ในวันนี้จากการที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ประกาศเมื่อคืนวันพฤหัสแย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ โดยหุ้นของบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับสหรัฐฯมีราคาลดลงหลังจากข้อมูลยอดขายบ้านมือสองในสหรัฐฯลดลงอย่างไม่คาดหมายและดัชนีภาคอุตสาหกรรมเขตฟิลาเดลเฟียลดลงเป็นเดือนที่สาม โดยนักวิเคราะห์ในญี่ปุ่นมองว่าเป็นการยากที่จะซื้อหุ้นของบริษัทส่งออกของญี่ปุ่นในภาวะที่ตัวเลขเศรษฐกิจที่แย่ในสหรัฐฯส่งผลให้ความต้องการเงินเยนเพิ่มขึ้นท่ามกลางการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯจะดำเนินมาตรการ QE3 สำหรับดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตวันนี้ปิดตลาดลดลง 0.74% โดยตลาดถูกกดดันจากการที่นักลงทุนคาดการณ์ว่าทางการจีนจะคงมาตรการควบคุมภาคอสังหาริมทรัพย์และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯที่แย่กว่าที่คาดการณ์ ส่วนดัชนีฮั่งเส็งวันนี้ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 0.42%


-  ตลาดหุ้นไทย  เมื่อวันศุกร์ (20 ก.ค) ดัชนีตลาดหุ้นไทยสูงขึ้นในช่วงเปิดตลาดก่อนที่จะปรับลดลงในเวลาต่อมาตามทิศทางตลาดหุ้นเอเซียโดยรวมจากการที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯแย่กว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยปิดตลาดวันนี้ SET INDEX ลดลง 4.41 จุด



โดย สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 23 กรกฎาคม  2555

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday427
mod_vvisit_counterAll days427

We have: 427 guests online
Your IP: 216.73.216.132
Mozilla 5.0, 
Today: Apr 17, 2026

4206824