| สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย |
|
|
|
| Tuesday, 04 September 2012 10:34 | |||
|
Snapshot สหรัฐอเมริกา ปิดตลาดเนื่องในวันแรงงานแห่งชาติสหรัฐฯ
ยุโรป: สหภาพยุโรป - สำนักงานสถิติของสหภาพยุโรป หรือยูโรสแตท รายงานเงินเฟ้อรายปีของยูโรโซนในเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้นแตะ 2.6% จาก 2.4% ในเดือนกรกฎาคม สะท้อนถึงราคาที่ปรับตัวขึ้นซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน ทั้งนี้ ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) คาดการณ์ล่าสุดว่าเงินเฟ้อในยูโรโซนจะชะลอลงมาอยู่ที่ราว 2% ภายในสิ้นปีนี้ - สำนักงานสถิติของสหภาพยุโรป หรือยูโรสแตท รายงานว่าอัตราว่างงานในยูโรโซนเดือนกรกฎาคม ทรงตัวที่ 11.3% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดือนกรกฎาคม 2554 ที่มีอัตราว่างงาน 10.1% ส่วนในสหภาพยุโรป (อียู) ที่มีสมาชิก 27 ประเทศ อัตราว่างงานในเดือนกรกฎาคมทรงตัวที่ 10.4% จากเดือนมิถุนายน - แองเจล กูร์เรีย เลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เรียกร้องให้ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เร่งเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลยูโรโซนเพื่อช่วยบรรเทาวิกฤตหนี้สาธารณะ โดยระบุว่ามาตรการต่างๆของอีซีบีในปัจจุบันไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหา
เยอรมนี - ยอดค้าปลีกเยอรมนีร่วงลงอย่างพลิกความคาดหมายในเดือนกรกฎาคม โดยร่วงลง 0.9 % (m-o-m) และลดลง 1.0 % (y-o-y) ซึ่งสวนทางกับตัวเลขที่นักเศรษฐศาสตร์โดย Consensus forecast ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.2% (m-o-m) และ 0.4% (y-o-y) จากการที่ผู้บริโภคปรับลดการซื้อสินค้าลงเพราะได้รับแรงกดดันจากการพุ่งขึ้นของราคาเชื้อเพลิง - โฆษกของธนาคารกลางเยอรมนี (บุนเดสแบงก์) ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นต่อกระแสข่าวในหนังสือพิมพ์บิลด์ของเยอรมนีที่ระบุว่า นายเยนส์ วีดมานน์ ประธานบุนเดสแบงก์พิจารณาที่จะลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา นายวีดมานน์แสดงความเห็นคัดค้านแผนการของนายมาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ในการดำเนินโครงการใหม่เพื่อเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลของประเทศทางตอนใต้ของยุโรปที่มีหนี้สินสูง
อิตาลี - สำนักงานสถิติแห่งชาติของอิตาลี (ISTAT) รายงานข้อมูลเบื้องต้นว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น 0.4% (m-o-m) จากเดือนก่อนหน้า และพุ่งขึ้น 3.2% (y-o-y) เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐาน ที่ไม่รวมราคาอาหารและพลังงานเดือนสิงหาคม ชะลอลงที่ 2.1% (y-o-y) เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 2.2% ในเดือนก่อน - สำนักงานสถิติแห่งชาติของอิตาลี (ISTAT) รายงานว่า อัตราว่างงานของอิตาลีในเดือนกรกฎาคมยังทรงตัวที่ 10.7% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับแต่ต้นปี 2547 ขณะที่จำนวนผู้ว่างงานลดลง 0.1% จากเดือนมิถุนายน มาแตะระดับ 2.76 ล้านคน โดยเป็นผลจากการที่เศรษฐกิจของอิตาลีเผชิญกับภาวะหดตัว เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศลดลง ท่ามกลางมาตรการรัดเข็มขัดและต้นทุนการกู้ยืมที่พุ่งสูงขึ้น
สเปน - สำนักงานสถิติแห่งชาติของสเปนรายงานยอดค้าปลีกสเปนในเดือนกรกฎาคมร่วงลง 7.3% (y-o-y) หลังจากปรับตัวลง 5.2% ในเดือนมิถุนายน ทั้งนี้ ยอดค้าปลีกสเปนปรับตัวลงต่อเนื่องในช่วงกว่า 2 ปีแล้ว ขณะที่ยอดขายอาหารลดลง 3.6% เมื่อเทียบรายปี และยอดขายสินค้าที่ไม่ใช่อาหารร่วงลง 9% - รัฐบาลสเปนอนุมัติแผนปฏิรูปทางการเงินครั้งใหญ่ ซึ่งรวมถึงการจัดตั้ง Bad Bank หรือหน่วยงานบริหารจัดการสินทรัพย์และหนี้เสียที่ธนาคารในประเทศแบกรับภาระอยู่อันเป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขการรับเงินช่วยเหลือจากนานาชาติมูลค่า 1 แสนล้านยูโร โดย Bad Bank จะเข้าซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เป็นหนี้เสียอันเป็นผลมาจากการไม่สามารถจัดการกับปริมาณสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากภาวะฟองสบู่ได้ ซึ่งภาคธนาคารในประเทศถือครองอยู่ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าตามบัญชีโดยภาคธนาคารที่อ่อนแอเหล่านั้นจะได้รับเงินสด ตราสารหนี้และหุ้นเป็นผลตอบแทน ทั้งนี้ คาดว่า Bad Bank จะทำหน้าที่ประมาณ 10-15 ปี - นายมาเรียโน ราฮอย นายกรัฐมนตรีสเปน กล่าวว่า ขณะนี้สภาวะเศรษฐกิจอยู่ในภาวะวิกฤต เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลมีต้นทุนสูงเกินกว่าจะระดมทุนจากตลาดได้ ดังนั้น จึงเรียกร้องให้ประชาชนช่วยกันเสียสละเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศผ่านมาตรการต่างๆ อาทิ การปรับขึ้นภาษีสินค้าหลายๆชนิด - ธนาคารกลางสเปนเปิดเผยว่า สเปนมียอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 257.2 ล้านยูโร (321 ล้านดอลลาร์) ในเดือนมิถุนายน ลดลงจากที่ขาดดุล 1.3 พันล้านยูโรในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ส่วนยอดขาดดุลการค้าอยู่ที่ 2.2 พันล้านยูโรในเดือนมิถุนายน ขณะที่การส่งออกมีอัตราการขยายตัวมากกว่าการนำเข้า
เอเชีย: จีน - ธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) เปิดเผยผลสำรวจระบุว่า กิจกรรมภาคการผลิตของจีนหดตัวลงอย่างรุนแรงยิ่งขึ้นในเดือนสิงหาคม ในขณะที่ทั้งผลผลิตและยอดสั่งซื้อดิ่งลง และบริษัทผู้ผลิตปรับลดราคาสินค้าเพื่อแข่งขันกัน ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของเอชเอสบีซีลดลงสู่ 47.6 ในเดือนสิงหาคม ซึ่งถือเป็นจุดต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2552 โดยตัวเลขนี้ปรับลดลงเล็กน้อยจากตัวเลขในผลสำรวจขั้นต้นที่ 47.8 และลดลงจากระดับ 49.3 ในเดือนกรกฎาคม ผลสำรวจของเอชเอสบีซีสอดคล้องกับผลสำรวจของทางการจีนที่ออกมา โดยดัชนี PMI ของทางการจีนดิ่งลงจาก 50.1 ในเดือนกรกฎาคม สู่ 49.2 ในเดือนสิงหาคม ซึ่งถือเป็นจุดต่ำสุดในรอบ 9 เดือน โดยเดือนสิงหาคมถือเป็นเดือนแรกนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2554 ที่ดัชนี PMI ของทางการจีนลดลงผ่านระดับ 50 ลงมา โดยดัชนี PMI ที่ระดับ 50 แบ่งแยกระหว่างการหดตัวลงและการขยายตัว ขณะที่ในส่วนของดัชนี PMI ของเอชเอสบีซีนั้นเดือนสิงหาคมถือเป็นเดือนที่ 10 ติดต่อกันที่ดัชนี PMI ของเอชเอสบีซีอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 ทั้งนี้ ผลสำรวจของเอชเอสบีซีเน้นไปที่บริษัทผู้ผลิตภาคเอกชนและบริษัทผู้ผลิตขนาดเล็กมากกว่าผลสำรวจของทางการจีน - สำนักงานสถิติแห่งชาติของจีนรายงานว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI)ของทางการจีนสำหรับภาคบริการเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 56.3 ในเดือนสิงหาคม จาก 55.6 ในเดือนกรกฎาคม แต่การคาดการณ์ในภาคบริการอ่อนแอลง ผลสำรวจ PMI สองฉบับสำหรับภาคการผลิตของจีนที่ออกมาในช่วงก่อนหน้านี้ระบุว่า บริษัทผู้ผลิตประสบปัญหาจากการลดลงของยอดสั่งซื้อใหม่ โดยเฉพาะยอดสั่งซื้อเพื่อส่งออก และประสบปัญหาจากราคาที่ลดลงด้วย ทั้งนี้ดัชนีที่อยู่ต่ำกว่า 50 บ่งชี้ว่ากิจกรรมหดตัวลง ส่วนดัชนีที่อยู่สูงกว่า 50บ่งชี้ว่ากิจกรรมขยายตัว
ญี่ปุ่น - การใช้จ่ายเพื่อการลงทุนในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นน้อยกว่าการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ โดยกระทรวงการคลังของญี่ปุ่นแถลงว่าการใช้จ่ายลงทุนในญี่ปุ่นไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 6.6% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจของ Bloomberg ซึ่งคาดการณ์ว่าจะขยายตัว 7.8% หลังจากหดตัว 8.2% เมื่อปี 2554
เกาหลีใต้ - ดัชนีราคาผู้บริโภคของเกาหลีใต้เดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น 1.2% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ต่ำสุดใน 12 ปี หลังจากเดือนกรกฎาคมดัชนีฯเพิ่มขึ้น 1.5% ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจของ Bloomberg คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น1.4%
ออสเตรเลีย - ยอดขายปลีกของออสเตรเลียในเดือนกรกฎาคมลดลงอย่างไม่คาดหมายและเป็นการลดลงมากที่สุดในรอบเกือบ 2 ปี โดยสำนักงานสถิติของออสเตรเลียรายงานว่ายอดขายปลีกเดือนกรกฎาคมลดลง 0.8% จากเดือนก่อนหน้า หลังจากเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 1.2%
อินเดีย - ธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) เปิดเผยผลสำรวจระบุว่าภาคการผลิตของอินเดียมีอัตราการเติบโตชะลอตัวลงสู่จุดต่ำสุดรอบ 9 เดือนในเดือนสิงหาคม ในขณะที่ยอดสั่งซื้อเพื่อส่งออกลดลงเป็นเดือนที่สองติดต่อกัน และสิ่งนี้ตอกย้ำให้เห็นว่าเศรษฐกิจอินเดียเผชิญความเสี่ยงจากวิกฤติหนี้ยุโรป HSBC ระบุว่าดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของอินเดียลดลงเป็นเดือนที่สองติดต่อกัน โดยลดลงจาก 52.9 ในเดือนกรกฎาคม มาอยู่ที่ 52.8 ในเดือนสิงหาคม ซึ่งถือเป็นจุดต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2554 อย่างไรก็ดีดัชนียังคงอยู่สูงกว่าระดับ 50 มาเป็นเวลานานกว่า 3 ปีแล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภาคการผลิตของอินเดียเติบโตขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว
อินโดนีเซีย - ธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) เปิดเผยผลสำรวจระบุว่าดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) สำหรับภาคการผลิตในอินโดนีเซียปรับขึ้นสู่ 51.6 ในเดือนสิงหาคม ซึ่งถือเป็นจุดสูงสุดในรอบ 10 เดือน โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งภายในประเทศ ผลสำรวจระบุว่ากิจกรรมด้านการจัดซื้อในอินโดนีเซียยังคงปรับขึ้นต่อไปในเดือนสิงหาคม ถึงแม้ว่ายอดสั่งซื้อเพื่อส่งออกอ่อนแอลงในเดือนสิงหาคม และหดตัวลงเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน ทั้งนี้ดัชนี PMI ของอินโดนีเซียอยู่ที่ 51.4 ในเดือนกรกฎาคม โดยดัชนีที่ระดับสูงกว่า 50 บ่งชี้ว่าภาคการผลิตขยายตัว - อัตราเงินเฟ้อของอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นอย่างไม่คาดหมายในเดือนสิงหาคม โดยสำนักงานสถิติของอินโดนีเซียรายงานว่าดัชนีราคาผู้บริโภคของอินโดนีเซียเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น 4.58 % จากเดือนเดียวกันปีก่อน หลังจากเพิ่มขึ้น 4.56% ในเดือนกรกฎาคม ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจของ Bloomberg คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 4.41% - สำนักงานสถิติของอินโดนีเซียเปิดเผยว่า ยอดส่งออกในเดือนกรกฎาคมลดลง 7.27% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วซึ่งเป็นการลดลงเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน และยอดขาดดุลการค้าในเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 180 ล้านดอลลาร์ฯ เทียบกับที่ขาดดุลฯ 1.33 พันล้านดอลลาร์ฯในเดือนมิถุนายน
ไทย - ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป(CPI) ในเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น 2.69% (y-o-y) มาอยู่ที่ระดับ 116.28 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 2.60% และเมื่อเทียบกับเดือนก่อนเพิ่มขึ้น 0.40% (m-o-m) ส่งผลให้ CPI เฉลี่ย 8 เดือนแรกของปีนี้(ม.ค.-ส.ค.55) เพิ่มขึ้น 2.89% (y-o-y) ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของประเทศ(Core CPI) เพิ่มขึ้น 1.76% (y-o-y) มาอยู่ที่ระดับ 108.52 และเมื่อเทียบกับเดือนก่อนเพิ่มขึ้น 0.17% (m-o-m) ส่งผลให้ Core CPI เฉลี่ย 8 เดือนของปีนี้เพิ่มขึ้น 2.23% (y-o-y) สำหรับดัชนีราคาสินค้าหมวดอาหารและเครื่องดื่ม อยู่ที่ 140.50 เพิ่มขึ้น 4.02% (y-o-y) ส่วนดัชนีราคาสินค้าที่ไม่ใช่หมวดอาหารและเครื่องดื่มอยู่ที่ 102.41 เพิ่มขึ้น 1.84% (y-o-y) อันเป็นสาเหตุที่อัตราเงินเฟ้อในเดือนส.ค.ชะลอลง เป็นไปตามราคาสินค้าอาหารสดเป็นสำคัญ และคาดว่าแนวโน้มในช่วงไตรมาส 3/2555 จะลดลง - ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 29.5 จากระดับ 29.1 ในเดือนก่อน ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่มีต่อสถานการณ์ปัจจุบันปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 20.6 จากระดับ 21.5 ในเดือนก่อน ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่มีต่อสถานการณ์ในอนาคตอีก 3 เดือนข้างหน้า ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 35.4 จากระดับ 34.2 ในเดือนกรกฎาคม เนื่องจากความต่อเนื่องของนโยบายต่างๆ จากรัฐบาล เพื่อช่วยเหลือประชาชน เช่น การขยายเวลาลดอัตราภาษีน้ำมันดีเซล การอนุมัติแทรกแซงราคายางพารา รวมทั้งโครงการรับจำนำข้าวเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร อย่างไรก็ตาม การที่ค่าดัชนีที่ต่ำกว่าเส้น 50 สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนมีความเชื่อมั่นไม่เต็มที่นัก เนื่องจากยังมีความกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมือง สถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ ภัยธรรมชาติและผลกระทบจากวิกฤติการเงินในยุโรปที่กระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยเฉพาะภาคการส่งออก - นางชญาวดี ชัยอนันต์ เศรษฐกรฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) คาดว่าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)วันที่ 5 กันยายนจะหารือถึงผลกระทบจากภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่มีต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น รวมถึงความกังวลในการส่งผ่านนโยบายการเงิน เพราะยังมีความกังวลว่าหากมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงแล้ว ธนาคารพาณิชย์จะลดอัตราดอกเบี้ยลงตามไปด้วยหรือไม่ เพราะการลดดอกเบี้ยเพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจ หากการแข่งขันในระบบธนาคารพาณิชย์ยังสูงและไม่มีการลดดอกเบี้ยตาม ก็จะทำให้การลดดอกเบี้ยนโยบายอาจจะไม่มีผลดีต่อเศรษฐกิจ พร้อมคาดว่า กนง.เตรียมทบทวนคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ(GDP)ของไทยในปี 55-56 หลังจากเมื่อเดือนกรกฎาคม ธปท.ได้ปรับประมาณการ GDP ปี 55 เป็น 5.7% และปี 56 ที่ 5% - สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน สรุปแนวโน้มการใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นทั้งปี 2555 อยู่ที่ประมาณ 1.94 ล้านบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ/วัน เพิ่มขึ้น 5.2% เมื่อเทียบกับปี 2554 โดยประเมินจากภาวะเศรษฐกิจไทยปี 2555 ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวในอัตรา 5.5 — 6.5% ซึ่งมีปัจจัยขับเคลื่อนจากการเร่งตัวของการผลิตภาคอุตสาหกรรม การฟื้นตัวของการบริโภคและการลงทุนในประเทศ ถึงแม้ว่าจะยังมีความเสี่ยงเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจยุโรป แต่คาดว่าเศรษฐกิจโลกโดยรวมยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่อง - กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยหลังการประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์และเป้าหมายการส่งออกไทยในปี 55 ร่วมกับผู้ประกอบการ 40 กลุ่มอุตสาหกรรม โดยได้สอบถามความคิดเห็นจากผู้ประกอบการแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมถึงความจำเป็นในการปรับเป้าหมายการส่งออกจากเดิมที่ตั้งไว้ 15% พบว่ามีข้อมูลจากทั้ง 2 ด้าน คือ กลุ่มอุตสาหกรรมที่ห่วงว่าจะไม่สามารถทำให้การส่งออกปีนี้โตได้ตามกรอบที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งไว้ เช่น กลุ่มสิ่งทอ และผ้าผืน และกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังสามารถเติบโตได้เพิ่มขึ้นในปีนี้ เช่น กลุ่มยานยนต์ และกลุ่มอุปกรณ์ชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น ซึ่งการประชุมครั้งนี้ได้ประเมินตัวเลขการส่งออกที่เป็นไปได้ 3 กรณี คือ ที่ 5%, 7% และ 9% โดยหากตั้งแต่เดือน ส.ค.-ธ.ค.55 ส่งออกได้เฉลี่ยเดือนละ 20,380 ล้านเหรียญสหรัฐ จะทำให้ส่งออกทั้งปีขยายตัวได้ 5% หากส่งออกได้เฉลี่ยเดือนละ 21,270 ล้านเหรียญสหรัฐ การส่งออกทั้งปีจะขยายตัวได้ 7% และหากส่งออกได้เฉลี่ยเดือนละ 22,160 ล้านเหรียญสหรัฐ การส่งออกทั้งปีจะขยายตัวได้ 9% ส่วนตัวเลขจริงจะเป็นไปตามที่ประเมินหรือไม่นั้น คงยังไม่สามารถตอบได้ในขณะนี้ เพราะอาจจะมากหรือน้อยกว่าก็ได้ แต่เบื้องต้นคงจะโตต่ำกว่า 15%
Money Market - บาท/ดอลลาร์ เมื่อวันจันทร์ (3 ก.ย.) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินเอเซียส่วนใหญ่รวมทั้งเงินบาทในช่วงเช้าวันนี้ต่อเนื่องจากเมื่อวันศุกร์จากการที่ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯกล่าวว่าจะดำเนินมาตรการทางการเงินกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในไม่ช้า และสอดคล้องกับที่วันนี้ดัชนีตลาดหุ้นเอเซียส่วนใหญ่ซึ่งไม่รวมญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นจากการที่นักลงทุนคาดการณ์ว่ารัฐบาลจีนจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมหลังจากดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนสิงหาคมของทั้งทางการจีนและ HSBC ชี้ถึงภาวะหดตัวของภาคการผลิตของจีน - เยน/ดอลลาร์ เมื่อวันจันทร์ (3 ก.ย.) ค่าเงินเยนแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ต่อเนื่องจากเมื่อวันศุกร์หลังประธานธนาคารกลางสหรัฐฯกล่าวว่าจะดำเนินมาตรการทางการเงินกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในไม่ช้าเพื่อลดอัตราการว่างงานในประเทศ ขณะเดียวกันการที่ดัชนีเศรษฐกิจของประเทศต่างๆชี้แนวโน้มการชะลอตัวลงก็ส่งผลให้นักลงทุนมีแนวโน้มถือครองเงินเยนมากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยง - ยูโร/ดอลลาร์ เมื่อวันจันทร์ (3 ก.ย.) ค่าเงินยูโรอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ โดยส่วนหนึ่งค่าเงินยูโรถูกกดดันจากความวิตกของตลาดเดี่ยวกับวิกฤติหนี้ยุโรป ขณะเดียวกันตลาดก็รอดูรายละเอียดของโครงการซื้อพันธบัตรประเทศยูโรของ ECB ในช่วงที่มีความตึงเครียดมากขึ้นระหว่าง ECB และ ธนาคารกลางเยอรมนีเกี่ยวกับโครงการซื้อพันธบัตรรัฐบาลดังกล่าว อย่างไรก็ดียูโรมีค่าแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงตลาดสหรัฐฯ
Capital Market - ตลาดสหรัฐฯ เมื่อวันจันทร์ (3 ก.ย.) ตลาดหุ้นสหรัฐฯปิดทำการในวันนี้ - ตลาดหุ้นเอเชีย เมื่อวันจันทร์ (3 ก.ย.) ดัชนีนิกเกอิลดลงในช่วงเช้าวันนี้จากการที่ตัวเลขการใช้จ่ายด้านการลงทุนของญี่ปุ่นไตรมาสที่ 2 เพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ โดยกระทรวงการคลังของญี่ปุ่นรายงานว่าการใช้จ่ายลงทุนในญี่ปุ่นไตรมาสที่ 2 เพิ่มขึ้น 6.6% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจของ Bloomberg ที่คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 7.8% หลังจากหดตัว 8.2% เมื่อปี 2554 ขณะเดียวกันตลาดหุ้นญี่ปุ่นวันนี้ยังได้รับปัจจัยลบจากการที่ค่าเงินเยนแข็งขึ้นหลังประธานธนาคารกลางสหรัฐฯส่งสัญญาณซื้อพันธบัตรเพิ่มเติม โดยปิดตลาดวันนี้ดัชนีนิกเกอิลดลง 0.63% สำหรับตลาดหุ้นจีนวันนี้แม้ว่าดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนสิงหาคมของทั้งทางการจีนและ HSBC จะชี้ถึงการหดตัวของภาคการผลิตจีน แต่เนื่องจากนักลงทุนคาดการณ์ว่ารัฐบาลจีนจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น รวมทั้งมีการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางจีนจะอัดฉีดเม็ดเงินเพิ่มเติมเข้าสู่ตลาดในสัปดาห์นี้ ส่งผลให้ดัชนีฯปรับสูงขึ้นในวันนี้ โดยปิดตลาดวันนี้ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตและดัชนีฮั่งเส็งเพิ่มขึ้น 0.57% และ 0.39% ตามลำดับ - ตลาดหุ้นไทย เมื่อวันจันทร์ (3 ก.ย.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเช้าวันนี้สอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นเอเซียส่วนใหญ่จากการที่ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯกล่าวว่าจะดำเนินมาตรการทางการเงินกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในไม่ช้า รวมทั้งนักลงทุนคาดการณ์ว่าทางการจีนจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นหลังตัวเลขภาคการผลิตเดือนสิงหาคมชี้ถึงภาวะหดตัว โดยปิดตลาดวันนี้ SET INDEX เพิ่มขึ้น 8 จุด
โดย สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 4 กันยายน 2555
|






![]() | Today | 772 |
![]() | All days | 772 |
Comments