| สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย |
|
|
|
| Friday, 21 December 2012 09:26 | |||
|
Snapshot
สหรัฐอเมริกา - สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐผ่านร่างกฏหมายเพื่อปรับลดการใช้จ่ายในประเทศด้วยคะแนนเสียงฉิวเฉียด 215 ต่อ 209 คะแนน ทั้งนี้ พรรครีพับลิกันเสนอร่างกฏหมายดังกล่าวเป็นแผนสำรองหรือ Plan B หากการเจรจาเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะ fiscal cliff กับประธานาธิบดีบารัค โอบามา ประสบความล้มเหลว อย่างไรก็ดี นายแฮรรี รีด ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภาซึ่งสังกัดพรรคเดโมแครตระบุว่า ร่างกฏหมายดังกล่าวจะไม่ได้รับการผ่านอนุมัติในวุฒิสภา - สมาคมนายหน้าค้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) รายงานว่า ยอดขายบ้านมือสองเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้น 5.9% สู่ระดับ 5.04 ล้านยูนิตต่อปี ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2552 และสูงกว่าเดือนเดียวกันปีก่อนที่อยู่ในระดับ 4.40 ล้านยูนิตต่อปี รวมทั้งสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าจะอยู่ที่ 4.87 ล้านยูนิตต่อปี โดยนายลอว์เรนซ์ ยุน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ NAR กล่าวว่า อุปสงค์ที่แข็งแกร่งยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดที่อยู่อาศัยในสหรัฐฯ ขณะที่ราคากลางของบ้านมือสองปรับตัวขึ้น 0.1% เมื่อเทียบเป็นรายปี สู่ระดับ 180,600 ดอลลาร์ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นเป็นเดือนที่ 9 ติดต่อกัน - ตัวเลขประมาณการครั้งสุดท้ายของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่แท้จริงประจำไตรมาส 3 ปี 2555 ขยายตัว 3.1% ซึ่งเป็นปรับเพิ่มขึ้นจากการประมาณการครั้งก่อนที่ 2.7% และมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ที่ 2.7% เนื่องจากอัตราการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลและยอดการส่งออก ขยายตัวได้ดีเกินคาด ทั้งนี้ อัตราการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคล ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 2 ใน 3 ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐนั้น ขยายตัว 1.6% เมื่อเทียบกับการประมาณการครั้งแรกที่ 1.4% และเทียบกับไตรมาส 2 ที่ขยายตัว 1.5%ส่วนยอดส่งออกขยายตัว 1.9% ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นจากการประมาณครั้งก่อนที่ระบุว่าขยายตัวเพียง 1.1% ขณะที่ยอดการนำเข้าลดลง 0.6% ตรงข้ามกับการประมาณการครั้งก่อนที่ระบุว่าขยายตัว 0.1% และเทียบกับไตรมาส 2 ที่ขยายตัว 2.8% นอกจากนี้ ตัวเลขการลงทุนของภาคเอกชน รวมถึงการลงทุนด้านโรงงาน อุปกรณ์ และซอฟท์แวร์ ปรับตัวลดลง 1.8% เมื่อเทียบกับที่ประมาณการไว้ก่อนหน้านี้ว่าลดลง 2.2% และเทียบกับไตรมาส 2 ที่ขยายตัว 3.6% - ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายใหม่ในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 15 ธันวาคมเพิ่มขึ้น 17,000 ราย สู่ระดับ 361,000 ราย จากระดับ 343,000 ราย ในสัปดาห์ก่อนหน้า และมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 357,000 ราย ส่วนจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 4 สัปดาห์ ลดลง 13,750 ราย มาอยู่ที่ 367,750 ราย ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2555 เป็นต้นมา ทั้งนี้ รายงานของกระทรวงพาณิชย์ได้ระบุว่า ตัวเลขจ้างงงานโดยเฉลี่ยของสหรัฐในปีนี้อยู่ที่ 151,000 รายต่อเดือน แต่หากทำเนียบขาวและสภาคองเกรสของสหรัฐไม่สามารถทำข้อตกลงเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะหน้าผาการคลัง (fiscal cliff) หรือภาวะที่มาตรการปรับขึ้นภาษีและการลดงบประมาณรายจ่ายจะมีผลบังคับใช้พร้อมกันในต้นปีหน้านั้น จะส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐกลับเข้าสู่ภาวะถดถอยในช่วงต้นปีหน้า และจะทำให้ตัวเลขจ้างงานหดตัวลงด้วย - ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จัดทำโดยสำนัก Conference Board ในเดือนพฤศจิกายนดัชนีชี้นำเศรษฐกิจลดลง 0.2% สู่ระดับ 95.8 หลังจากเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนตุลาคม การลดลงดังกล่าวบ่งชี้ถึงการขยายตัวที่ชะลอลงในระยะใกล้ - ทำเนียบขาวเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีบารัค โอบามาของสหรัฐ จะวีโต้ข้อเสนอ “แผนสอง" ของนายจอห์น โบห์เนอร์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ที่เกี่ยวกับหน้าผาทางการคลัง หรือมาตรการปรับขึ้นภาษีและลดรายจ่ายจะมีผลบังคับใช้พร้อมกันในวันที่ 1 ม.ค. 2556 ทั้งนี้ ตามการประเมินเบื้องต้นของทำเนียบขาว แผนสำรองที่นายโบห์เนอร์ที่ผ่านมติไป คือการขยายมาตรการปรับลดภาษีในสมัยของอดีตปธน.จอร์จ ดับเบิลยู บุชให้ครอบคลุมครัวเรือนที่มีรายได้ไม่เกิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และในขณะเดียวกันจะยกเลิกเพดานภาษีสำหรับครัวเรือนที่มีรายได้สูงกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ด้านปธน.โอบามาระบุในข้อเสนอล่าสุดว่า จะยอมรับข้อตกลงที่จะเพิ่มภาษีผู้ที่มีรายได้ต่อปีสูงกว่า 400,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ จากเดิมที่ 250,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งได้ยืนกรานในตอนแรก ทั้งนี้ หากไม่มีการบรรลุข้อตกลงระหว่างทำเนียบขาวและสภาคองเกรส อัตราภาษีทั้งหมดในสมัยของอดีตปธน.บุชจะสิ้นอายุลงในสิ้นปีนี้ และจะมีการปรับขึ้นภาษีและลดรายจ่ายโดยอัตโนมัติ ขณะที่บรรดานักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าการเพิ่มภาษีและการลดรายจ่ายจะฉุดเศรษฐกิจสหรัฐให้เข้าสู่ภาวะถดถอย
ยุโรป: สหภาพยุโรป - นายจอร์จ อัสมุสเซน สมาชิกสภาบริหารของธนาคารกลางยุโรป (ECB) กล่าวว่า การสร้างสหภาพการเงินที่แท้จริงและการสร้างสหภาพเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้น ควรเป็นวาระสำคัญของสหภาพยุโรป (อียู) ในปี 2556 นายอัสมุสเซนกล่าวสุนทรพจน์ที่ Frankfurt International Club of Economic Journalists ว่า EU ควรเดินหน้าปฏิรูปด้านต่างๆ ซึ่งรวมถึงการใช้บทบัญญัติทางการคลัง (fiscal compact) เพื่อให้ประเทศสมาชิกมีวินัยทางการคลังมากขึ้น ไปจนถึงการปฏิรูปข้อตกลงว่าด้วยเสถียรภาพและการเติบโต (Stability and Growth Pact) ของอียู เนื่องจากมีความสำคัญต่อการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับกรอบแผนงานด้านการคลังในปี 2556 ทั้งนี้ ความเห็นของนายอัสมุสเซนเป็นไปในทิศทางเดียวกับนายเฮอร์แมน ฟาน รอมพาย ประธานสภายุโรป และนายมาริโอ ดรากิ ประธานอีซีบี ที่ได้เรียกร้องให้มีการจัดตั้งกลไกการแก้ไขปัญหาที่เป็นหนึ่งเดียว (SRM) โดยเร็ว
เยอรมนี - Ifo Institute for Economic Research ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยชั้นนำของเยอรมนีรายงานดัชนี Business Climate Index ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนีเพิ่มขึ้นจาก 101.4 ในเดือนพฤศจิกายน เป็น 102.4 ในเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 และเพิ่มมากกว่าตัวเลขที่นักเศรษฐศาสตร์โดย Consensus forecast ไว้ว่าจะอยู่ที่ 102.0 สะท้อนนักลงทุนมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นว่าเศรษฐกิจเยอรมนีมีแนวโน้มแข็งแกร่งขึ้น ซึ่งจะช่วยพยุงเศรษฐกิจยูโรโซนให้ฟื้นตัวตาม
เอเชีย: จีน - ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจของจีนเดือนพฤศจิกายนชี้แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนที่ชะลอลง โดย the Conference Board ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยที่ตั้งอยู่ใน New York รายงานว่าดัชนีฯในเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้น 1.1% จากเดือนก่อนหน้ามาอยู่ที่ 248.5 ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวที่ลดลงจากเดือนตุลาคมซึ่งขยายตัว 1.6%
ญี่ปุ่น - ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยเผื่อเรียกข้ามคืนไว้ที่ 0-0.10 % ในการประชุมเมื่อวันพฤหัสตามความคาดหมาย ขณะเดียวกันก็ได้มีมติเพิ่มวงเงินในมาตรการปล่อยกู้และซื้อสินทรัพย์ขึ้นอีกราว 10 ล้านล้านเยนเป็น 101 ล้านล้านเยน - นายมาซาอากิ ชิราคาวะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) กล่าวว่าบีโอเจจะหารือในเดือนหน้าว่า มีโอกาสหรือไม่ที่จะทบทวนระดับการขยายตัวของราคาที่บีโอเจมองว่าเป็นระดับที่พึงประสงค์ในระยะยาว แต่เขาเสริมว่าในการดำเนินการดังกล่าวบีโอเจต้องได้รับการรับรองว่าบีโอเจมีโอกาสสำหรับความยืดหยุ่นในการกำหนดแนวทางนโยบาย
ฮ่องกง - Hong Kong Monetary Authority ( HKMA) ชี้ว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ของฮ่องกงที่เติบโตสูงเกินไปเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจโดยรวมจะส่งผลให้ตลาดการเงินของฮ่องกงมีความเสี่ยงมากขึ้น โดยจากรายงานรายไตรมาสของ HKMA ชี้ให้เห็นว่าภาวะที่ประเทศต่างๆทั่วโลกดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายมากขึ้นกำลังส่งผลต่อการขยายตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ของฮ่องกงมากขึ้น โดยมาตรการของรัฐบาลในการลดความร้อนแรงของตลาดอสังหาริมทรัพย์ประสบความล้มเหลวในการควบคุมราบ้านในฮ่องกง โดยแม้ว่ารายได้ประชาชนฮ่องกงจะเติบโตไม่มาก แต่ในช่วง 12 เดือนจนถึงสิ้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมาราคาบ้านในฮ่องกงได้เพิ่มขึ้นไปแล้ว 23% - Hong Kong Monetary Authority ชี้ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจฮ่องกงในระยะสั้นจะอ่อนแอลงเนื่องจากการส่งออกที่ชะลอตัว โดยเศรษฐกิจฮ่องกงเผชิญความเสี่ยงในช่วงขาลงเนื่องจากภาวะแวดล้อมจากภายนอกที่แย่ลง โดย HKMA ชี้ว่า Composite index of leading indicators ซึ่งใช้ภายในหน่วยงานแสดงให้เห็นว่าถึงภาวะการขยายตัวของเศรษฐกิจในอัตราที่ชะลอลงในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ทั้งนี้เมื่อเดือนพฤศจิกายนรัฐบาลฮ่องกงได้ลดการคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจปีนี้เหลือ1.2% จากที่ในเดือนสิงหาคมคาดการณ์ว่าจะขยายตัว 1-2%
ไทย - สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) รายงานว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมพฤศจิกายน 2555 เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 95.2 จากระดับ 93.0 ในเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน โดยค่าดัชนีที่เพิ่มขึ้นเกิดจากองค์ประกอบ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการและผลประกอบการ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ยังมีค่าต่ำกว่า 100 แสดงว่าความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการอยู่ในระดับที่ไม่ดีอย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาองค์ประกอบของดัชนีในส่วนของยอดคำสั่งซื้อและยอดขายในประเทศที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นและมีค่าเกิน 100 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่มีต่ออุปสงค์ในประเทศที่ขยายตัวต่อเนื่องจากความต้องการสินค้าและบริการ ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมก่อสร้าง อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็คทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมพลังงาน ส่วนปัจจัยลบที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ ได้แก่ สถานการณ์เศรษฐกิจโลก สถานการณ์การเมืองในประเทศ ต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นจากราคาวัตถุดิบ ราคาพลังงาน รวมทั้งการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 99.6 ลดลงจากระดับ 101.8 ในเดือนตุลาคม - สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) คาดว่าในปี 56 จะมียอดการผลิตรถยนต์สำเร็จรูปสูงถึง 2.5 ล้านคัน จากในปี 2555 ที่คาดว่าจะมียอดการผลิตรถยนต์สำเร็จรูป 2.45 ล้านคันเนื่องจากในปีนี้มียอดจากการจองซื้อรถยนต์ทั้งที่เข้าและไม่เข้าในโครงการรถยนต์คันแรกของรัฐบาล ประกอบกับเป็นผลจากปัจจัยสำคัญในเรื่องการส่งออกที่คาดว่าปีหน้าจะส่งออกรถยนต์ได้เพิ่มขึ้น 1.1 ล้านคัน จึงทำให้เชื่อว่าปีหน้าจะมียอดผลิตรถยนต์ได้ถึง 2.5 ล้านคัน ขณะที่ล่าสุด ในช่วง 11 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-พ.ย.55) มียอดการผลิตรถยนต์แล้ว 2.23 ล้านคัน โดยส.อ.ท.ประเมินยอดการผลิตรถยนต์ในเดือน ธ.ค.55 ไว้ที่ 2.1 แสนคัน พร้อมกันนี้ยังเชื่อว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า หรือปี 2560 จะมียอดการผลิตรถยนต์สำเร็จรูปสูงถึง 3 ล้านคัน ซึ่งเป็นผลจากการเติบโตตามทิศทางเศรษฐกิจ
Money Market - บาท/ดอลลาร์ เมื่อวันพฤหัส (20 ธ.ค.) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินเอเซียส่วนใหญ่รวมทั้งเงินบาทในช่วงเช้าวันนี้จากการที่นักลงทุนลดการถือสินทรัพย์เสี่ยงลงหลังการเจรจาเพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤติการคลังของสหรัฐฯประสบกับภาวะชะงักงัน - เยน/ดอลลาร์ เมื่อวันพฤหัส (20 ธ.ค.)ค่าเงินเยนแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้จากการที่การเจรจาเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะ Fiscal Cliff ในสหรัฐฯชะงักส่งผลให้ความต้องการถือสกุลเงินเยนเพื่อลดความเสี่ยงของการลงทุนมีมากขึ้น ขณะเดียวกันนักลงทุนบางส่วนก็ผิดหวังกับผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น โดยธนาคารกลางญี่ปุ่นมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เพิ่มวงเงินในมาตรการปล่อยกู้และซื้อสินทรัพย์ขึ้นอีก 10 ล้านล้านเยน เป็น 101 ล้านล้านเยน ขณะที่คงเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อไว้ที่ 1% - ยูโร/ดอลลาร์ เมื่อวันพฤหัส (20 ธ.ค.) ค่าเงินยูโรอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ โดยวันนี้นักลงทุนซื้อเยนและดอลลาร์สหรัฐฯมากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงหลังการเจรจาเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะ Fiscal Cliff ในสหรัฐฯชะงัก ขณะเดียวกันนักลงทุนบางส่วนก็มองว่าการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่นมีการผ่อนคลายนโยบายการเงินน้อยกว่าที่คาด ขณะที่ สกุลเงินต่างๆปรับตัวในช่วงแคบๆ ในการซื้อขายที่เบาบางในตลาดยุโรป โดยเงินยูโรปรับตัวผันผวนเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ
Capital Market - ตลาดสหรัฐฯ เมื่อวันพฤหัส (20 ธ.ค.) ตลาดหุ้นสหรัฐปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น จากการประกาศตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ออกมาดีเกินค่ด ขณะที่นายจอห์น โบห์เนอร์ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐระบุว่า เขาจะยังคงดำเนินการเพื่อหาทางออกสำหรับภาวะfiscal cliff พร้อมตำหนิแนวทางของประธานาธิบดีบารัค โอบามาต่อการเจรจาเรื่องงบประมาณ ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวก 59.75 จุดหรือ 0.45% สู่ 13,311.72, ดัชนี S&P 500 ปิดเพิ่มขึ้น 7.88 จุด หรือ 0.55% สู่ 1,443.69 และดัชนี Nasdaq ปิดปรับตัวขึ้น 6.02 จุด หรือ 0.20% สู่ 3,050.39
- ตลาดหุ้นเอเชีย เมื่อวันพฤหัส (20 ธ.ค.) ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดลดลง 1.19% ในวันนี้ โดยวันนี้ธนาคารกลางญี่ปุ่นได้ขยายโครงการซื้อสินทรัพย์เป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 4 เดือน โดยธนาคารกลางญี่ปุ่นมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เพิ่มวงเงินในมาตรการปล่อยกู้และซื้อสินทรัพย์ขึ้นอีก 10 ล้านล้านเยน เป็น 101 ล้านล้านเยน ขณะที่คงเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อไว้ที่ 1% ทั้งนี้รายงานข่าวชี้ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นได้ส่งสัญญาณการทบทวนเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อที่ 1% ในปัจจุบันในการประชุมกำหนดนโยบายครั้งต่อไปในเดือนมกราคมปีหน้า ซึ่งนายอาเบะจะตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ซึ่งพร้อมที่จะเจรจากับธนาคารกลางญี่ปุ่น ทั้งนี้การลดลงของดัชนีหุ้นญี่ปุ่นในวันนี้นักวิเคราะห์มองว่านักลงทุนเริ่มขายทำกำไรหลังจากที่ดัชนีเพิ่มขึ้นมามาก ขณะเดียวกันนักลงทุนบางส่วนก็ผิดหวังกับผลการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น สำหรับดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตวันนี้ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 0.28% โดยได้แรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มทรัพยากร สำหรับตลาดหุ้นเอเซียโดยรวมวันนี้ได้รับผลกระทบในทางลบจากการที่การเจรจาเพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤติการคลังของสหรัฐฯประสบกับภาวะชะงักงัน - ตลาดหุ้นไทย เมื่อวันพฤหัส (20 ธ.ค.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงในช่วงเช้าวันนี้ โดยได้ปัจจัยลบจากการที่การเจรจาเพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤติการคลังของสหรัฐฯประสบกับภาวะชะงักงัน ทั้งนี้ในช่วงบ่ายดัชนียังทรงตัวในแดนลบ ส่งผลให้ปิดตลาดวันนี้ SET INDEX ลดลง 1 จุด
โดย สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 21 ธันวาคม 2555
|






![]() | Today | 862 |
![]() | All days | 862 |
Comments