| สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย |
|
|
|
| Friday, 20 September 2013 10:17 | |||
|
Snapshot
สหรัฐอเมริกา - นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) กล่าวภายหลังการประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของ Fed (FOMC) ว่า นอกเหนือจากการพุ่งขึ้นของอัตราดอกเบี้ยระยะยาวแล้ว นโยบายการคลังของรัฐบาลกลางก็ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจและก่อให้เกิดความเสี่ยงในช่วงขาลง ขณะเดียวกันก็ได้ระบุว่า Fed ไม่มี "ปฏิทินที่ตายตัว" สำหรับการปรับลดขนาด QE พร้อมกับกล่าวว่า หากข้อมูลเศรษฐกิจที่ Fed จะได้รับในวันข้างหน้าสามารถยืนยันถึงแนวโน้มที่แข็งแกร่ง Fed จะดำเนินการขั้นแรก "ในระดับหนึ่ง" ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นภายในปีนี้ - ยอดขายบ้านมือสองที่จัดทำโดยสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติในเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น 1.7% สู่ระดับ 5.48 ล้านยูนิต ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 6 ปีครึ่ง และตรงข้ามกับที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าจะลดลงมาอยู่ที่ระดับ 5.25 ล้านยูนิต การเพิ่มขึ้นดังกล่าว บ่งชี้ว่าตลาดที่อยู่อาศัยของสหรัฐฯ ยังคงฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง - ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายใหม่ในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 14 กันยายน ปรับตัวเพิ่มขึ้น 15,000 ราย สู่ระดับ 309,000 ราย จากสัปดาห์ก่อนหน้าที่ระดับ 292,000 ราย แต่ยังน้อยกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าจะเพิ่มขึ่นสู่ระดับ 330,000 ราย ส่วนยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานติดต่อกันแบบถ่วงน้ำหนักเคลื่อนที่ 4 สัปดาห์ ลดลง 7,000 ราย มาอยู่ที่ระดับ 314,750 ราย - ยอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาส 2/2556 ลดลง 5.7% (q-o-q) มาอยู่ที่ระดับ 9.889 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปี 2552 และมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าจะลดลงมาอยู่ที่ระดับ 9.70 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากไตรมาสแรกที่ระดับ 1.061 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยปัจจัยที่ทำให้สหรัฐมียอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดลดลงในไตรมาสที่ 2 นั้น มาจากยอดขาดดุลการค้าสินค้าที่ร่วงลงถึง 2.1% มาอยู่ที่ระดับ 1.7565 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2553 ทั้งนี้ ยอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาส 2 คิดเป็นสัดส่วนราว 2.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) - คอนเฟอเรนซ์ บอร์ด เปิดเผยว่า ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจสหรัฐปรับตัวขึ้น 0.7% ในเดือนสิงหาคม ต่อเนื่องจากเดือนกรกฎาคม ซึ่งส่งสัญญาณถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น
ยุโรป: เยอรมนี - สถาบันวิจัยเศรษฐกิจของเยอรมนี (DIW) คาดเศรษฐกิจของประเทศจะกลับมาขยายตัวแข็งแกร่งในปี 2557 เพราะได้รับแรงผลักดันจากอุปสงค์ภายในประเทศ โดย DIW คาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเยอรมนีจะขยายตัว 0.4% ในปี 2556 และจะขยายตัว 1.7% ในปี 2557 โดยปัจจัยที่ส่งผลให้เศรษฐกิจเยอรมนีขยายตัวในอนาคตจะมาจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค ซึ่งคาดว่าจะขยายตัว 1% ในปีนี้ และ 1.4% ในปีหน้า ในขณะเดียวกัน DIW เชื่อว่ายูโรโซนกำลังจะก้าวพ้นออกจากวิกฤต เนื่องจากมีสัญญาณบ่งชี้เพิ่มขึ้นว่าหลายประเทศจะกลับมาขยายตัวในไตรมาสที่ 2 ปีนี้ - สถาบันเศรษฐกิจ Rheinisch-Westfalisches Institut fur Wirtschaftsforschung (RWI) คาดว่า เศรษฐกิจเยอรมนีจะขยายตัว 0.4% ในปี 2556 และจะขยายตัวในอัตรา 1.9% ต่อปีในปี 2557 โดยส่วนใหญ่มาจากแรงผลักดันจากอุปสงค์ภายในประเทศ พร้อมทั้งคาดว่า ตลาดแรงงานเยอรมนีจะยังคงมีเสถียรภาพอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราว่างงานจะอยู่ที่ 6.7% ในปี 2556 แล 6.7% ในปี 2557 และคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 1.6% ในปีนี้ และ 1.8% ในปีหน้า
อังกฤษ - สำนักงานสถิติแห่งชาติของอังกฤษ (ONS) เปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกของอังกฤษในเดือนสิงหาคมปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 10 เดือน 0.9% (m-o-m) เนื่องจากอุปสงค์ของอาหารลดลงอย่างมาก โดยยอดขายอาหารที่ลดลง 2.7% หลังจากพุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนก่อน
สเปน - ธนาคารกลางสเปน รายงานว่า สัดส่วนหนี้สินค้างชำระของระบบธนาคาร (อัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้: NPL) ของสเปนในเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้น 0.3% (m-o-m) สู่ระดับ 1.78643 แสนล้านยูโร เพิ่มขึ้นจาก 1.7642 แสนล้านยูโร (ประมาณ 2.354 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ในเดือนมิถุนายน ในขณะเดียวกัน เมื่อคำนวณเป็นรายปี สัดส่วน NPL ของสเปนได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 11.97% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากที่อยู่ในระดับ 10.09% ในเดือนกรกฎาคมปีก่อน ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์ยังคาดว่า สัดส่วนดังกล่าวจะยังคงเพิ่มอย่างต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปีนี้
เอเชีย : ญี่ปุ่น - ข้อมูลของรัฐบาลญี่ปุ่นบ่งชี้ว่า การส่งออกของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 14.7% ในเดือนสิงหาคมเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน ขณะที่การอ่อนค่าของเยน และการเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ทั่วโลกช่วยหนุนการส่งออกของญี่ปุ่น ทั้งนี้การส่งออกในเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 3 ปี และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับการสำรวจโดยรอยเตอร์ที่คาดว่าการส่งออกจะเพิ่มขึ้น 14.5% อย่างไรก็ตามญี่ปุ่นยังคงขาดดุลการค้าเป็นเดือนที่ 14 ติดต่อกันซึ่งเป็นระยะเวลายาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 1979-1980 โดยญี่ปุ่นขาดดุลการค้า 9.603 แสนล้านเยน เมื่อเทียบกับตัวเลขคาดการณ์เฉลี่ยที่ 1.1 ล้านล้านเยน โดยการนำเข้าเพิ่มขึ้น 16.0% ในเดือนสิงหาคมจากเดือนเดียวกันปีก่อน ขณะที่ญี่ปุ่นนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลมากขึ้นเพื่อชดเชยการสูญเสียพลังงานจากการปิดโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ - กรรมการธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) เตือนถึงเรื่องความเสี่ยงช่วงขาลงต่อเศรษฐกิจของญี่ปุ่น อันเนื่องมาจากความผันผวนของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ นายทาเคฮิเดะ คิอูจิ บอร์ดของบีโอเจกล่าวสุนทรพจน์ที่ฮอกไกโดว่า โดยพื้นฐานแล้วเขาเชื่อว่าวงจรเศรษฐกิจที่เป็นบวกจะยังคงมีอยู่ แม้ว่ารัฐบาลมีแผนที่จะขึ้นภาษีการขายในเดือนเมษายนปีหน้าก็ตาม แต่โดยส่วนตัวแล้วเขาคิดว่าผลกระทบของความเสี่ยงช่วงขาลงค่อนข้างจะมากกว่า เนื่องจากความไม่แน่นอนที่มีมากขึ้นของเศรษฐกิจในต่างประเทศ ในขณะที่เศรษฐกิจต่างประเทศโดยรวมคาดว่า จะฟื้นตัวขึ้นนั้น แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนอยู่ เพราะไม่แน่นอนว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯและประเทศที่พัฒนาแล้วจะสามารถรับมือกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจเกิดใหม่ และสนับสนุนเศรษฐกิจโลกได้อย่างเต็มที่หรือไม่ สำหรับประเด็นภายในประเทศนั้น บอร์ดบีโอเจกำลังติดตามในเรื่องของปริมาณการเพิ่มการใช่จ่ายของบริษัทเอกชน ซึ่งล้าหลังกว่าการลงทุนภาคสาธารณะ การใช้จ่ายด้านการบริโภคและที่อยู่อาศัย รวมทั้งค่าจ้างที่สูงขึ้น ส่วนเป้าหมายในการบรรลุอัตราเงินเฟ้อที่ 2% ภายในระยะเวลา 2 ปีของธนาคารกลางญี่ปุ่นนั้น นายคิอูจิได้เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงกรอบเวลาจากระยะกลางเป็นระยะยาว โดยชี้ว่าการที่จะบรรลุเป้าหมายให้ได้นั้นถือว่ายังไม่มีความแน่นอนอยู่อีกมาก
ฟิลิปปินส์ - ธนาคารกลางฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า ทางธนาคารกลางจะยังคงแทรกแซงตลาดเพื่อจัดการกับความผันผวนอย่างรุนแรง ขณะที่เปโซพุ่งขึ้นเกือบ 1% หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตัดสินใจดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการซื้อพันธบัตรต่อไป นายอมานโด เททังโก ผู้ว่าการธนาคารกลางฟิลิปปินส์กล่าวว่า ธนาคารกลางฯกำลังจับตาความเสี่ยงในตลาดสินทรัพย์ แม้มีเครื่องมือด้านมหภาคที่เพียงพอที่จะรับมือกับการพุ่งขึ้นของกระแสเงินทุนไหลเข้าก็ตาม
ไทย - ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ระบุว่า การแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบดอลลาร์สหรัฐฯ ในขณะนี้ เป็นการเคลื่อนไหวตามค่าเงินภูมิภาค หลังสหรัฐยังคงเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป ผ่านทางมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ(QE) อย่างไรก็ดี ธปท.ก็พร้อมเข้าดูแลเงินบาท หากผันผวนมากจนกระทบเศรษฐกิจ พร้อมทั้งยังคาดว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2556 จะเติบโตสูงสุดใน รอบปี หลังจากชะลอตัวก่อนหน้านั้น และคาดว่าปีนี้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย จะสมดุล หรือขาดดุลเล็กน้อย - สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) คาดว่า ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรในเดือนกันยายน 2556 จะเพิ่มขึ้น อันเป็นผลมาจากเริ่มฤดูกาลเก็บเกี่ยวสินค้าสำคัญ สำหรับสินค้าสำคัญที่ออกสู่ตลาดมากในเดือนกันยายนได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และลองกอง ขณะที่ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรโดยรวมในเดือนสิงหาคมผลผลิตลดลง 3.12% (y-o-y) โดยสินค้าสำคัญที่ผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือก และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สำหรับสินค้าสำคัญที่ผลผลิตสูงขึ้น ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน สุกร ไก่เนื้อ และไข่ไก่ และเมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาพบว่า ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรสูงขึ้น 15.41% (m-o-m) ซึ่งสินค้าสำคัญที่ผลผลิตสูงขึ้น ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และไก่เนื้อ ส่วนสินค้าสำคัญที่ลดลง ได้แก่ สับปะรดโรงงาน และสุกร - ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) เห็นชอบปรับเพิ่มอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันทุกชนิด โดยปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนฯ ของน้ำมันเบนซิน และน้ำมันแก๊สโซฮอล 95, แก๊สโซฮอล 91 เพิ่มขึ้น 0.30 บาท/ลิตร ส่วน E20 และ E85 และน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น 0.60 บาท/ลิตร ส่งผลให้การจัดเก็บเงินกองทุนน้ำมันฯ ประเภทต่างๆ เป็นดังนี้
-------------------------------------------------------------------- ประเภทเชื้อเพลิง จัดเก็บเข้ากองทุนฯ เดิม (บาท/ลิตร) ใหม่ (บาท/ลิตร) -------------------------------------------------------------------- น้ำมันเบนซิน 9.70 10.0 น้ำมันแก๊สโซฮอล 95 2.70 3.00 น้ำมันแก๊สโซฮอล 91 0.60 0.90 น้ำมันแก๊สโซฮอล E20 2.10 (ชดเชย) 1.50 (ชดเชย) น้ำมันแก๊สโซฮอล E85 12.20 (ชดเชย) 11.60 (ชดเชย) น้ำมันดีเซล 0.20 0.80 -------------------------------------------------------------------- ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
- สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) เผยการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2556(ต.ค.55-ส.ค.56) มีจำนวนทั้งสิ้น 1,964,182 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 52,008 ล้านบาท หรือ 2.7% และสูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วถึง 9.1% โดยภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมายที่สำคัญ ได้แก่ ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สะท้อนถึงกิจกรรมและธุรกรรมทางเศรษฐกิจของภาคเอกชนถึงแม้ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจอยู่บ้างแต่ผลกระทบดังกล่าวยังไม่มีผลในทางลบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล ส่งผลให้การจัดเก็บรายได้ของ 3 กรมจัดเก็บภาษีสังกัดกระทรวงการคลังสูงกว่าเป้าหมาย 2,280 ล้านบาท ประกอบกับการจัดเก็บรายได้ของหน่วยงานอื่นและการนำส่งรายได้รัฐวิสาหกิจสูงกว่าเป้าหมาย 47,647 และ 9,311 ล้านบาท หรือร้อยละ 45.9 และร้อยละ 10.4 ตามลำดับ - มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยดัชนีความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจขนาดกลางและเล็ก(SMEs) ประจำไตรมาส 2/2556 ปรับลดลง 2.1 จุด มาอยู่ที่ 57.5 จาก 59.6 ในไตรมาส 1/2556 โดยพบว่าธุรกิจสิ่งทอ และแฟชั่นอยู่ในระดับต่ำสุดที่ 53.7 รองลงมาเป็น ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม เป็นต้น และยังพบว่า หมวดความยั่งยืนของธุรกิจลดลงมากที่สุด และเมื่อแยกเป็นรายภาค พบว่า ภาคกลางมีปัญหามากสุด เพราะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทั้งนี้ หากแยกเป็นดัชนีแต่ละรายการ พบว่า ดัชนีสุขภาพของธุรกิจอยู่ที่ระดับ 61.3 จากระดับ 61.5 ในไตรมาสก่อน, ดัชนีความสามารถในการทำธุรกิจอยู่ที่ระดับ 57.5 จากรดับ 59.5 ในไตรมาสก่อน และดัชนีความยั่งยืนของธุรกิจอยู่ที่ระดับ 53.6 จากระดับ 57.7 ในไตรมาสก่อน ส่วนปัจจัยลบที่จะมีผลกระทบต่อขีดความสามารถการแข่งขันในอีก 3 เดือนข้างหน้ามากที่สุดคือ ปัญหาสต็อกสินค้าที่เหลือยังขายไม่ได้เพิ่มขึ้น รองลงมาเป็นสินค้าต้นทุนสูงกว่าคู่แข่ง, ยอดขายมีแนวโน้มลดลง, กำไรจากกรขายลดลง, ลูกค้าไม่มีความจงรักภักดีต่อตัวสินค้า, ตราสินค้าอ่อนแอ, พนักงานมีทักษะด้อยกว่าคู่แข่ง, สินค้ามีคุณภาพต่ำกว่าคู่แข่ง, ขาดสภาพคล่อง, ช่องทางตลาดมีน้อย และส่งมอบสินค้าไม่ทันกำหนด ส่วนดัชนี คาดการณ์ใน 3 เดือนข้างหน้า SMEs ส่วนใหญ่ 68.8% มองว่าดัชนีความสามารถในการแข่งขันไม่เปลี่ยนแปลง ขณะที่ 21.1% มองว่าจะดีขึ้น และ 10.1% มองว่าจะแย่ลง ส่วนความต้องการที่ให้รัฐบาลช่วยเหลือ อันดับแรกทำให้ต้นทุนสินค้าลดลงและแข่งกับคู่แข่งได้ รองลงมาช่วยหาตลาดรองรับสินค้าเพิ่มขึ้น ช่วยหาแรงงานที่มีฝีมือเพิ่มขึ้น และให้ช่วยในการหาเครื่องจักรใหม่มาทดแทนอันเก่าที่ล้าสมัย
Money Market - บาท/ดอลลาร์ เมื่อวันพฤหัส (19 ก.ย.) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินเอเซียส่วนใหญ่รวมทั้งเงินบาทในช่วงเช้าวันนี้ต่อเนื่องจากเมื่อวานนี้ในช่วงตลาดสหรัฐฯหลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯมีมติเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯผ่านทางมาตรการซื้อตราสารหนี้ โดยจะยังคงดำเนินโครงการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และหลักทรัพย์ที่ได้รับการค้ำประกันจากสัญญาจำนอง (MBS) ในวงเงินรวมกัน 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อเดือนต่อไป - เยน/ดอลลาร์ เมื่อวันพฤหัส (19 ก.ย.) ค่าเงินเยนอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้หลังจากที่ค่าเงินเยนได้แข็งขึ้นมากเมื่อวานนี้หลังการคงขนาดมาตรการ QE ของธนาคารกลางสหรัฐฯ ทั้งนี้การที่ค่าเงินเยนมีแนวโน้มอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯนับจากปลายปี 2555 ได้ส่งผลบวกอย่างมากต่อภาคส่งออกของญี่ปุ่น โดยล่าสุดในเดือนสิงหาคมการส่งออกของญี่ปุ่นขยายตัว 14.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน - ยูโร/ดอลลาร์ เมื่อวันพฤหัส (19 ก.ย.) ค่าเงินยูโรแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ต่อเนื่องจากเมื่อวันพุธจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯคงมาตรการซื้อตราสารหนี้รายเดือนไว้ในระดับเดิม ขณะเดียวกันตัวเลขเศรษฐกิจยุโรปที่ดีขึ้นในช่วงที่ผ่านมาก็ส่งผลให้ค่าเงินยูโรมีเสถียรภาพมากขึ้นในช่วงนี้
Capital Market - ตลาดสหรัฐฯ เมื่อวันพฤหัส (19 ก.ย.) ตลาดหุ้นสหรัฐปิดปรับตัวลงเล็กน้อยในวันพฤหัสบดี ขณะที่นักลงทุนชะลอ การเข้าซื้อหุ้น หลังการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในการคงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้หนุนตลาดทะยานขึ้นในวันพุธโดยดันดัชนีดาวโจนส์ และ S&P 500 ขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งนี้ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดลบ 0.26% สู่, ดัชนี S&P 500 ปิดลดลง 0.18% และดัชนี Nasdaq ปิดบวก 0.15% - ตลาดหุ้นเอเชีย เมื่อวันพฤหัส (19 ก.ย.) ดัชนีตลาดหุ้นเอเซียส่วนใหญ่สูงขึ้นในช่วงเช้าวันนี้หลังธนาคารกลางสหรัฐฯมีมติเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯผ่านทางมาตรการซื้อตราสารหนี้ โดยจะยังคงดำเนินโครงการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และหลักทรัพย์ที่ได้รับการค้ำประกันจากสัญญาจำนอง (MBS) ในวงเงินรวมกัน 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อเดือนต่อไปโดยปิดตลาดวันนี้ดัชนีนิกเกอิเพิ่มขึ้น 1.80% โดยวันนี้ทางการญี่ปุ่นรายงานว่าการส่งออกในเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น 14.7% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่การนำเข้าขยายตัว 16%ในช่วงเดียวกัน ส่งผลให้ญี่ปุ่นขาดดุลการค้าเป็นเดือนที่ 14 ติดต่อกัน สำหรับตลาดหุ้นจีนวันนี้ปิดทำการ ส่วนดัชนีฮั่งเส็งวันนี้ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 1.67% - ตลาดหุ้นไทย เมื่อวันพฤหัส (19 ก.ย.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยสูงขึ้นในช่วงเปิดตลาดเช้าวันนี้เช่นเดียวกับตลาดหุ้นอื่นๆส่วนใหญ่ในเอเซียหลังผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯมีมติคงขนาดมาตรการซื้อตราสารหนี้ 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อเดือนต่อไป โดยหลังจากนั้นดัชนีฯได้ทรงตัวในแดนบวกต่อเนื่องทั้งในช่วงเช้าและช่วงบ่าย ส่งผลให้ปิดตลาดวันนี้ SET INDEX เพิ่มขึ้น 49.93 จุด
โดย สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 20 กันยายน 2556
|






![]() | Today | 952 |
![]() | All days | 952 |
Comments