Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Economic View สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย
สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย PDF Print E-mail
Friday, 04 October 2013 11:16

Snapshot

 

สหรัฐอเมริกา

          -  ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการที่จัดทำโดยสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เดือนกันยายนลดลงสู่ระดับ 54.4 จากระดับ 58.6 ในเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 8 ปี และมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 57.4 เนื่องจากยอดสั่งใหม่และตัวเลขการจ้างงานในภาคบริการหดตัวลง โดยดัชนียอดสั่งซื้อใหม่ในภาคบริการ ลดลงสู่ระดับ 59.6 จากระดับ 60.5 ในเดือนก่อน ขณะที่ดัชนีกิจกรรทางเศรษฐกิจในภาคบริการ ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 55.1 จากระดับ 62.2 ในเดือนสิงหาคม ส่วนดัชนีการจ้างงานในภาคบริการ ปรับตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 52.7 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีนี้

          -  ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 28 กันยายนเพิ่มขึ้น 1,000 ราย สู่ระดับ 308,000 ราย แต่เพิ่มขึ้นในอัตราที่น้อยกว่านักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 313,000 ราย จากสัปดาห์ก่อนหน้าที่ระดับ 305,000 ราย ส่วนจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานโดยเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักเคลื่อนที่ 4 สัปดาห์ ลดลง 3,750 ราย สู่ระดับ 305,000 ราย ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2550 ทั้งนี้ จำนวนคนว่างงานรายสัปดาห์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นน้อยกว่าการคาดการของนักวิเคราะห์ สะท้อนให้เห็นว่าตลาดแรงงานของสหรัฐยังคงแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนในตลาดการเงินเริ่มวิตกกังวลว่า การปิดหน่วยงานบางส่วนของรัฐบาลสหรัฐอาจส่งผลให้จำนวนคนว่างงานเพิ่มขึ้น โดยในขณะนี้เริ่มย่างเข้าสู่วันที่ 3 แล้วที่สหรัฐฯ  ปิดหน่วยงานของรัฐ ในขณะที่สภาคองเกรสยังไม่สามารถตกลงกันได้เกี่ยวกับการผ่านร่างกฎหมายการใช้จ่ายฉุกเฉินของรัฐบาลกลาง ทั้งนี้  ผลพวงของการปิดหน่วยงานรัฐบาลทำให้กระทรวงแรงงานสหรัฐไม่สามารถรวบรวมข้อมูลหรือเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตร (nonfarm payrolls) และอัตราว่างงานเดือนกันยายน

 

ยุโรป: สหภาพยุโรป

          -  ธนาคารกลางยุโรปยังคงเปิดทางให้มีสินเชื่อต้นทุนต่ำแก่ธนาคารพาณิชย์ในยุโรปโดยพร้อมจะใช้เครื่องมือทุกอย่างเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศราฐกิจของยูโรโซน ทั้งนี้ ที่ผ่านมาธนาคารกลางได้ดำเนินการอัดฉีดสินเชื่อต้นทุนต่ำให้แก่ธนาคารพาณิชย์ในยุโรปถึงสองครั้งผ่านโครงการที่มีชื่อว่า Long-term Refinancing Operation (LTRO) เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องและเร่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรป ซึ่งทางประธานธนาคารกลางยุโรปนอกจากจะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำไว้ที่ 0.50% ไปอีกระยะหนึ่งแล้ว ยังกล่าวด้วยว่าธนาคารกลางอาจเสริมสภาพคล่องอีกเพื่อเร่งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับที่สูง นอกจากนี้ ค่าเงินยูโรที่แข็งค่าแรงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ หลังทางธนาคารกลางสหรัฐฯ มีมติคงมาตรการซื้อคืนพันธบัตรเอาไว้ ได้ลดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจและเศรษฐกิจในกลุ่มยูโร

          -  ยอดการค้าปลีกของกลุ่มยูโรโซนในเดือนสิงหาคมได้ปรับตัวสูงขึ้น 0.7% จากเดือนกรกฎาคม ซึ่งสูงกว่าเดือนก่อนหน้าที่ปรับเพิ่มขึ้น 0.5% อย่างไรก็ดีเมื่อเทียบจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ตัวเลขการค้าปลีกลดลง 0.3% ซึ่งปรับลดน้อยลงจากเดือนก่อนหน้าที่ลดลงถึง 0.7% ทั้งนี้ตัวเลขการค้าปลีกของฝรั่งเศสได้ปรับตัวดีขึ้นที่ระดับ 1.7% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และ 0.2% จากเดือนก่อนหน้า และเบลเยี่ยมปรับขึ้น 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 0.9% จากเดือนก่อนหน้า

 

เอเชีย : จีน

          -  สำนักงานสถิติแห่งชาติ (NBS) ของจีนเปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของทางการจีนสำหรับภาคบริการปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 55.4 ในเดือนกันยายน จาก 53.9 ในเดือนสิงหาคม โดยดัชนีที่อยู่เหนือระดับ 50 บ่งชี้ว่ากิจกรรมในภาคบริการขยายตัวจากเดือนก่อนหน้า

 

ฟิลิปปินส์

          -  ผู้ว่าการธนาคารกลางฟิลิปปินส์คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจฟิลิปปินส์จะสามารถรับมือกับการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯมีแนวโน้มจะลดขนาดมาตรการ QE โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจฟิลิปปินส์จะขยายตัวสูงเกิน 7% ในปีนี้ โดยผู้ว่าการธนาคารกลางฟิลิปปินส์กล่าวว่าธนาคารกลางฟิลิปปินส์อาจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิมในปีนี้และปีหน้ายกเว้นจะมีปัจจัยที่ไม่คาดหมายมากระทบอย่างรุนแรง

          -  มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ซึ่งเป็นสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศประกาศเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลฟิลิปปินส์ขึ้น 1 ขั้นจาก Ba1 สู่ระดับ Baa3 ซึ่งเป็นระดับที่น่าลงทุนพร้อมกับให้แนวโน้มเชิงบวก การจัดอันดับความน่าเชื่อถือในครั้งนี้นับเป็นการสรุปผลการทบทวนเพื่อการปรับเพิ่มอันดับที่มูดี้ส์ได้ประกาศไปเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา

 

ไทย

          -  ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) เผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยประจำไตรมาส 3 ปี 2556 โดยดัชนีความเชื่อมั่นในภาวะปัจจุบัน(Current Situation Index) ปรับลดลงสู่ระดับ 52.5 จากระดับ 54.7 ในไตรมาสที่แล้ว แต่เพิ่มขึ้นจาก 51.3 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ดี ค่าดัชนีในไตรมาส 3/2556 สูงกว่า 50.0 แสดงว่าผู้ประกอบการยังมีความเห็นว่าภาวะตลาดยังดีอยู่ แต่ดัชนีปรับลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้วแสดงว่าผู้ประกอบการไม่มั่นใจมากเท่ากับเมื่อไตรมาสก่อนหน้า โดยในไตรมาส 3/2556 ผู้ประกอบการมีความกังวลใจในด้านผลประกอบการ ยอดขาย การลงทุน การจ้างงาน อีกทั้งต้นทุนการประกอบการเพิ่มขึ้นจากราคาวัสดุ ปัจจัยเศรษฐกิจ

          -  ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย รายงานว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนกันยายน 2556 ลดลงสู่ระดับ 77.9 จากระดับ 79.3 ในเดือนสิงหาคม ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยโดยรวมอยู่ที่ 69.5, ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสการหางานทำอยู่ที่ 70.6 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 95.1 โดยดัชนีฯ ปรับตัวลดลงต่อเนื่องทุกรายการเป็นเดือนที่ 6 เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วม, ความล่าช้าของพ.ร..บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 ที่ไม่สามารถใช้ได้ทัน 1 ต.ค., สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับลดประมาณการ GDP ปี 56 เหลือขยายตัว 3.7% จากเดิมคาดเติบโต 4.5%, ขณะที่หลายหน่วยงานปรับลดคาดการณ์การส่งออกปีนี้เหลือเติบโตแค่ 1-3% เท่านั้น และ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมือง จากคำร้องคัดค่านการแก้ไขรัฐธรรรมนูญ

          -  ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุเตรียมปรับลดคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ(GDP)ของไทยในปีนี้ลงเหลือขยายตัว 3.1-3.5% จากก่อนหน้าที่เคยคาดการณ์ไว้ในระดับ 3.5-4.0% โดยจะแถลงตัวเลขอย่างเป็นทางการอีกครั้งใน 1-2 สัปดาห์นี้ อันเป็นผลมาจากเศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวได้ล่าช้า ประกอบกับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวลดลงและยังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนนัก ขณะที่งบประมาณรายจ่ายประจำปี 57 ที่จะนำมาใช้เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศก็ยังไม่สามารถขับเคลื่อนได้อย่างเต็มที่ เพราะยังอยู่ในระหว่างรอการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนภาคการส่งออกของไทยเองก็ฟื้นตัวล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้

 

Money Market

          -  บาท/ดอลลาร์ เมื่อวันพฤหัส (3 ต.ค.) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนลงเมื่อเทียบกับค่าเงินบาทรวมทั้งหลายสกุลเงินในเอเซียเช้าวันนี้สอดคล้องกับภาวะที่วันนี้ดัชนีตลาดหุ้นเอเซียส่วนใหญ่สูงขึ้นเนื่องจากนักลงทุนบางส่วนมองว่าธนาคารกลางสหรัฐฯอาจเลื่อนการตัดสินใจเกี่ยวกับการปรับลดวงเงินในมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณออกไปและดัชนี PMI ภาคบริการจีนเดือนกันยายนที่สูงขึ้น

          -  เยน/ดอลลาร์ เมื่อวันพฤหัส (3 ต.ค.) ค่าเงินเยนอ่อนลงเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่วันนี้นักลงทุนลดความต้องการถือเงินเยนซึ่งเป็นสกุลเงินที่มีความเสี่ยงต่ำลงและเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเอเซียมากขึ้นแม้ว่านักลงทุนจะยังกังวลต่อการปิดทำการอย่างต่อเนื่องของหน่วยงานราชการบางส่วนของสหรัฐฯ แต่ตลาดหุ้นเอเซียวันนี้ก็ได้ปัจจัยบวกจากการคาดการณ์เกี่ยวกับการเลื่อนการตัดสินใจเกี่ยวกับการปรับลดวงเงินในมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณออกไปของธนาคารกลางสหรัฐฯ รวมทั้งตัวเลขดัชนี PMI ภาคบริการของทางการจีนเดือนกันยายนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 55.4 จาก 53.9 ในเดือนสิงหาคม

          -  ยูโร/ดอลลาร์ เมื่อวันพฤหัส ( 3 ต.ค.) ค่าเงินยูโรแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้จากการที่หน่วยงานราชการบางส่วนของสหรัฐฯยังคงต้องปิดทำการอย่างต่อเนื่องซึ่งส่งผลให้นักลงทุนมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯในไตรมาสที่ 4 อาจจะขยายตัวต่ำกว่าที่คาดไว้ และธนาคารกลางสหรัฐฯอาจต้องเลื่อนการตัดสินใจเกี่ยวกับการปรับลดวงเงินในมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณออกไป นอกจากนี้ค่าเงินยูโรยังได้รับปัจจัยหนุนจากการที่นักลงทุนคาดการณ์ว่าตัวเลขยอดขายปลีกของ euro-area ในเดือนสิงหาคมจะเพิ่มขึ้น

 

Capital Market

          -  ตลาดสหรัฐฯ เมื่อวันพฤหัส (3 ต.ค.)   ตลาดหุ้นสหรัฐปิดร่วงลงในวันพฤหัสบดี ขณะที่นักลงทุนวิตกเกี่ยวกับปัญหาชะงักงันด้านงบประมาณในสภาคองเกรส รวมไปถึงการปรับเพิ่มเพดานการกู้ยืมของรัฐบาลสหรัฐฯ ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดร่วง 136.66 จุดหรือ  0.90% สู่ระดับ 14,996.48, ดัชนี S&P 500 ปิดลบ 15.21 จุด หรือ 0.90% สู่ระดับ 1,678.66 และดัชนี Nasdaq ปิดลดลง 40.68 จุดหรือ 1.07% สู่ระดับ 3,774.34

          -  ตลาดหุ้นเอเชีย เมื่อวันพฤหัส (3 ต.ค.)  ดัชนีตลาดหุ้นเอเซียส่วนใหญ่สูงขึ้นในช่วงเช้าวันนี้โดยมีปัจจัยบวกจากการที่ดัชนี PMI ภาคบริการของทางการจีนเดือนกันยายนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 55.4 จาก 53.9 ในเดือนสิงหาคม ซึ่งชี้ถึงภาวะการขยายตัวมากขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ขณะเดียวกันนักลงทุนก็ยังจับตาความยืดเยื้อของการปิดหน่วยงานราชการบางส่วนของสหรัฐฯซึ่งอาจส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯต้องเลื่อนการตัดสินใจเกี่ยวกับการปรับลดวงเงินในมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณออกไป ขณะเดียวกันตลาดก็วิตกหลังจาก ADP Employer Services  เปิดเผยตัวเลขการจ้างงานในภาคเอกชนทั่วสหรัฐฯเพิ่มขึ้นเพียง 166,000  ตำแหน่งในเดือนกันยายนขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับการสำรวจโดยรอยเตอร์คาดไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 180,000 ตำแหน่ง หลังจากเพิ่มขึ้น 159,000 ตำแหน่งในเดือนสิงหาคม โดยปิดตลาดวันนี้ดัชนีนิกเกอิลดลง 0.09% ส่วนดัชนีฮั่งเส็งปิดตลาดเพิ่มขึ้น 1.00% สำหรับตลาดหุ้นจีนยังปิดทำการในวันนี้เนื่องในวันหยุดประจำชาติ

          -  ตลาดหุ้นไทย เมื่อวันพฤหัส (3 ต.ค.)  ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเช้าวันนี้โดยมีแรงซื้อเข้ามามากในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ รับเหมาก่อสร้าง และ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยปิดตลาดวันนี้ SET INDEX เพิ่มขึ้น 20.19 จุด

 

          โดย สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 4 ตุลาคม 2556

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday1331
mod_vvisit_counterAll days1331

We have: 1328 guests online
Your IP: 216.73.216.147
Mozilla 5.0, 
Today: May 18, 2026

4453736