Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Economic View สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย
สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย PDF Print E-mail
Friday, 07 March 2014 08:52

Snapshot

 

สหรัฐอเมริกา

          - นางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ประกาศว่าจะ"ทำทุกอย่างที่ทำได้" เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยระบุว่า แม้เศรษฐกิจจะขยายตัวแต่ยังคงขยายตัวห่างจากเป้าของ Fed ที่ต้องการให้มีการจ้างงานอย่างเต็มที่และราคามีเสถียรภาพ ขณะที่นายจอห์น วิลเลียม ประธานเฟดสาขาซานฟรานซิสโกได้ประเมินภาวะเศรษฐกิจในเชิงบวกมากขึ้น และบ่งชี้ว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจมีขึ้นอย่างเร็วที่สุดในปีหน้า อย่างไรก็ดี  นายริชาร์ด ฟิชเชอร์ ประธานเฟดสาขาดัลลัส ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้คัดค้านโครงการซื้อพันธบัตร ระบุว่า มีสัญญาณเพิ่มขึ้นว่า มาตรการ QE ได้มีอยู่นานเกินไปแล้วส่งผลให้การบิดเบือนของภาวะตลาดเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย

          - ยอดสั่งซื้อสินค้าโรงงานในเดือนมกราคมปรับตัวลดลง 0.7% ต่อเนื่องจากที่ลดลง 0.2% ในเดือนธันวาคม โดยเป็นผลมากจากการปรับสต๊อกสินค้าคงคลัง และสภาพอากาศที่หนาวผิดปกติซึ่งส่งผลให้กิจกรรมต่างๆ นับตั้งแต่การก่อสร้างบ้านไปจนถึงการจ้างงานต่างก็ฉุดรั้งกิจกรรมในภาคการผลิต ซึ่งยอดสั่งซื้อภาคโรงงานได้หดตัวลงในทุกอุตสาหกรรม โดยลดลงสูงสุดในภาคขนส่ง โลหะวัตถุดิบและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิก เครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วนประกอบทั้งนี้ หากไม่นับรวมอุตสาหกรรมขนส่งที่มีความผันผวนสูง ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานจะขยายตัว 0.2% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการขยายตัวในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และสินค้าอิเล็กทรอนิก

          - ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายใหม่ในรอบสัปดาห์ซึ่งสิ้นสุด ณ วันที่ 1 มีนาคมปรับตัวลดลง 26,000 ราย มาอยู่ที่ 323,000 ราย ซึ่งเป็นการลดลงในอัตราสูงสุดในรอบ 3 เดือน และลดลงสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 336,0000 ราย ขณะเดียวกัน ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานโดยเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักเคลื่อนที่ 4 สัปดาห์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สามารถวัดแนวโน้มตลาดแรงงานได้ดีกว่าเพราะมีความผันผวนน้อยกว่าตัวเลขรายสัปดาห์นั้นลดลง 2,000 ราย มาอยู่ที่ระดับ 336,500 ราย ทั้งนี้ สภาพอากาศที่เย็นจัดส่งผลให้การขนส่งสินค้าต้องชะลอตัวลง รวมทั้งทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถทำงานได้และลดค่าใช้จ่ายลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา การปรับตัวลดลงของยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานได้บ่งบอกถึงความแข็งแกร่งขึ้นของตลาดแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่รุนแรง

          - ตัวเลขประสิทธิภาพการผลิตประจำไตรมาส 4/2556 เพิ่มขึ้น 1.8 % ในไตรมาส 4/2556 หลังจากเพิ่มขึ้น 3.2% ในการรายงานครั้งแรก และหลังจากเพิ่มขึ้น 3.5% ในไตรมาส 3 ส่วนต้นทุนแรงงานต่อหน่วยขยับลง 0.1% ในไตรมาส 4/2556 หลังจากลดลง 1.6% ในการรายงานครั้งแรก และหลังจากลดงลง 2.1% ในไตรมาส 3 0.9% ในไตรมาส 4/2013

 

ยุโรป: เยอรมนี

          - สถาบันหลักทรัพย์เยอรมนี รายงานว่า นักลงทุนเยอรมนีใช้ความระมัดระวังมากขึ้นในการซื้อขายหลักทรัพย์ ถึงแม้ว่ามูลค่าตลาดจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในปี  2556 โดยระบุว่า มีชาวเยอรมันเพียง 8.9 ล้านคน หรือ 13.8% ของจำนวนประชากรของประเทศที่ลงทุนโดยตรงในตลาดหลักทรัพย์ในปี 2556 และลดลง 600,000 รายจากปีก่อน

 

อังกฤษ

          - ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการของอังกฤษ ปรับตัวลงเล็กน้อยสู่ระดับ 58.2 ในเดือนกุมภาพันธ์จากระดับ 58.3 ในเดือนมกราคม แม้ดัชนีขยับลงจากเดือนก่อนหน้า แต่ตัวเลขที่อยู่เหนือระดับ 50 บ่งชี้ว่ากิจกรรมในภาคบริการยังคงขยายตัว โดยได้แรงหนุนจากการจ้างงานที่ขยายตัวแข็งแกร่งสุดในรอบ 4 เดือน รวมถึงความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มในภาคบริการที่แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2552 ขณะที่อัตราขยายตัวของธุรกิจใหม่ยังคงพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง

 

สเปน

          - นายฮวน โรเซลล์ ประธานสมาพันธ์องค์กรธุรกิจสเปน รายงานว่า เศรษฐกิจสเปนอาจจะขยายตัว 0.7-1.0% ในปี 2557 โดยกล่าวเสริมว่าอัตราการขยายตัวในช่วงดังกล่าวจะส่งผลให้การจ้างงานแบบเต็มเวลาเพิ่มขึ้น 75,000-100,000 ตำแหน่งและพาร์ทไทม์เพิ่ม 150,000-200,000 ตำแหน่ง

 

เอเซีย: จีน

          - นายหลัว จีเหว่ย รมว.คลังจีนกล่าวว่าเป็นเรื่องที่รับได้สำหรับจีน หากจะพลาดเป้าการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ 7.5% ของรัฐบาลในปีนี้ ตราบใดที่ยังคงมีการจ้างงานที่เพียงพอ โดยย้ำว่าตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งมีความสำคัญมากกว่า นายหลัวกล่าวต่อที่ประชุมรัฐสภาจีนประจำปีว่ารัฐบาลมีเป้าหมายนโยบายเศรษฐกิจกว้างๆ 3 ประการในแต่ละปี ได้แก่ การสร้างงาน, การควบคุมเงินเฟ้อ และการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการจ้างงานมีความสำคัญที่สุด การขยายตัวของจีดีพีจะอยู่ที่ 7.5% หรือไม่นั้นไม่ใช่เรื่องที่สำคัญมาก สิ่งที่สำคัญคือการจ้างงาน เขากล่าวอีกว่าจีนตั้งเป้าที่จะสร้างงาน 11 ล้านตำแหน่งในปีนี้

          - นายพ่าน กงเฉิง รองผู้ว่าการธนาคารกลางจีนกล่าวว่าการปรับตัวของอัตราแลกเปลี่ยนหยวนในช่วงที่ผ่านมาอยู่ในภาวะปกติ โดยความเห็นของเขาสอดคล้องกับเจ้าหน้าที่รายอื่นๆ หลังหยวนแกว่งตัวอย่างรุนแรงในระยะนี้ นายพ่านกล่าวอีกว่าการปฏิรูปกลไกอัตราแลกเปลี่ยนของจีนถือเป็นส่วนที่สำคัญของการปฏิรูปด้านการเงินในปัจจุบัน โดยหลักการก็คือการปล่อยให้ตลาดมีบทบาทมากขึ้นและเพิ่มความยืดหยุ่นของอัตราแลกเปลี่ยน 

          - อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินของจีนลดลง 1.33 % ช่วงเช้าวันพฤหัสที่ 6 มีนาคม ทำให้นักวิเคราะห์บางรายระบุว่าสิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าจีนจะยังคงดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินต่อไป ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตร 7 วันในตลาดเงินจีน อยู่ที่ 2.45 % ช่วงเปิดตลาดวันพฤหัส ลดลงจาก 3.78 % ปิดตลาดวันพุธ  นอกจากนี้อัตราดอกเบี้ยอาจได้รับแรงสนับสนุนให้ลดลงจากการที่ธนาคารกลางจีนดูดซับเงินออกจากตลาดเล็กน้อยในปฏิบัติการซื้อขายพันธบัตรในตลาดช่วงเช้าวันพฤหัส ขณะที่ธนาคารกลางจีนดูดซับเม็ดเงินสุทธิเพียง 7 หมื่นล้านหยวนออกจากตลาดเงินในสัปดาห์นี้ ซึ่งต่ำกว่าระดับ 1.60 แสนล้านหยวนในสัปดาห์ที่แล้ว โดยปริมาณการดูดซับในสัปดาห์ที่แล้วถือว่าต่ำกว่าปกติ ซึ่งเทรดเดอร์ตีความว่าเป็นสัญญาณชี้ว่าธนาคารกลางจีนกำลังจะยุตินโยบายหนุนอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นให้ปรับตัวสูงขึ้น

 

ไทย

          - สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) รายงานฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสดในช่วง 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2557 (ต.ค.56- ม.ค.57) ว่า รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้น 659,412 ล้านบาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 17,856 ล้านบาท หรือ 2.6% เนื่องจากในปีที่แล้วมีการนำส่งรายได้จากการประมูลให้ใช้คลื่นความถี่ 3G ย่าน 2.1 GHz จำนวน 20,843 ล้านบาท ขณะที่การเบิกจ่ายเงินงบประมาณมีจำนวนทั้งสิ้น 1,044,267 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 50,240 ล้านบาท หรือ 5.1% ทำให้ดุลเงินงบประมาณขาดดุล 384,855 ล้านบาท เมื่อรวมกับดุลเงินนอกงบประมาณที่ขาดดุล 48,199 ล้านบาท ส่งผลให้รัฐบาลขาดดุลเงินสดรวม 433,054 ล้านบาท โดยรัฐบาลได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล 83,441 ล้านบาท ทำให้ดุลเงินสดหลังกู้ขาดดุลทั้งสิ้น 349,613 ล้านบาท  และเงินคงคลัง ณ สิ้นเดือน ม.ค.57 มีจำนวนทั้งสิ้น 254,311 ล้านบาท

          - มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย รายงานว่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ระดับ 69.9 โดยเป็นการปรับตัวลดลงเป็นเดือนที่ 11 และถือว่าเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 148 เดือน หรือนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2544 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยโดยรวมอยู่ที่ 59.7, ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานทำอยู่ที่ 63.6 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 86.3 โดยมีปัจจัยลบสำคัญ ได้แก่ ความกังวลเกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมือง การปิดสถานที่สำคัญต่างๆ, ผลการเลือกตั้ง 2 ก.พ.ที่ไม่สามารถจัดเลือกตั้งได้ครบทุกเขต ส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ที่เข้ามาบริหารประเทศล่าช้า, การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินกระทบต่อความเชื่อมั่นในด้านการบริโภค การลงทุนและท่องเที่ยว, สภาพัฒน์ฯ ปรับลด GDP ปี 57 เหลือ 3-4% จากเดิมที่คาดว่าจะโต 4-5%, ความล่าช้าในการจ่ายเงินในโครงการรับจำนำข้าว, การส่งออกเดือนม.ค.ลดลง 2% , ผู้บริโภคยังกังวลปัญหาค่าครองชีพและราคาสินค้าที่ทรงตัวในระดับสูง

          - มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ซึ่งเป็นสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ ระบุว่า แม้มูดี้ส์มองเห็นผลกระทบในเชิงลบต่อเศรษฐกิจไทย แต่อันดับความน่าเชื่อถือของไทยก็ยังคงสอดคล้องกับระดับ Baa1 และแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือที่มีเสถียรภาพ โดยคาดว่าการชุมนุมประท้วงจะยังคงดำเนินต่อไปในพื้นที่เฉพาะในกรุงเทพ และไม่คาดว่าจะมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาคเศรษฐกิจที่สำคัญ อาทิ การผลิต หรือการท่องเที่ยว ทั้งยังระบุว่า ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และระบบป้องกันที่มีอยู่แล้วของไทยอยู่ในภาวะดีกว่าประเทศอื่นๆ ที่มูดี้ส์จัดอันดับซึ่งเพิ่งเผชิญกับการปฏิวัติ หรือกำลังประสบกับวิกฤติการเมือง  ทั้งนี้ มูดี้ส์ระบุว่า ปัจจัยที่อาจทำให้มีการดำเนินการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของไทย ได้แก่ (1) ความยืดเยื้อของภาวะชะงักงันทางการเมืองในปัจจุบันที่ลากยาวไปถึงครึ่งหลังของปีนี้ (2) การขยายตัวของความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรง (3) การลุกลามของการประท้วงที่มุ่งเป้าไปยังเป้าหมายซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ และนำไปสู่ผลกระทบระยะยาวต่อการท่องเที่ยวหรือการผลิต (4) การเพิ่มขึ้นของต้นทุนในการระดมทุนของรัฐบาล ซึ่งเกี่ยวข้องกับความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ  (5) การลดลงอย่างมากของดุลการชำระเงิน และการสูญเสียทุนสำรองระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกันคาดว่า สถานการณ์การเมืองจะมีเสถียรภาพในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และคาดว่าการเลือกตั้งรัฐบาลใหม่จะแล้วเสร็จ และมีการจัดตั้งรัฐบาลภายในเดือนก.ค. ขณะที่สภาวะทางการเมืองกำลังคลี่คลายในขณะนี้

 

Money Market

          - บาท/ดอลลาร์ เมื่อวันพฤหัส (6 มี.ค.) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินเอเซียส่วนใหญ่ในช่วงตลาดเอเซียเนื่องจากนักลงทุนคลายความกังวลเรื่องเหตุการณ์ระหว่างรัสเซียกับยูเครน ส่งผลให้มีเงินเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงประเภทต่างๆมากขึ้น

          - เยน/ดอลลาร์ เมื่อวันพฤหัส (6 มี.ค.) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินเยนในช่วงตลาดเอเซียในวันนี้จากการที่นักลงทุนมองว่าปัญหาในยูเครนคลี่คลายลงซึ่งลดความต้องการถือเยนเพื่อลดความเสี่ยงลง ขณะเดียวกันการอ่อนลงของค่าเงินเยนในวันนี้ยังได้ปัจจัยหนุนจากการที่คณะที่ปรึกษาเกี่ยวกับการลงทุนของญี่ปุ่นชี้ว่ากองทุนบำเหน็จบำนาญของรัฐบาลญี่ปุ่นควรจะลดการให้ความสำคัญต่อการลงทุนในพันธบัตรในประเทศลงและหันไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น

          - ยูโร/ดอลลาร์ เมื่อวันพฤหัส (6 มี.ค.) ค่าเงินยูโรแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงตลาดเอเซียก่อน ECB จะเปิดเผยรายงานล่าสุดเกี่ยวกับการคาดการณ์อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ ขณะเดียวกันนักลงทุนกำลังจับตาดูว่าธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) จะผ่อนคลายนโยบายหรือไม่ในการประชุมในวันนี้

 

Capital Market

          - ตลาดสหรัฐฯ เมื่อวันพฤหัส (6 มี.ค.)  ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐส่วนใหญ่ปิดปรับขึ้นในวันพฤหัสบดี ในขณะที่ดัชนี S&P 500 ปรับขึ้นมาปิดตลาดที่สถิติระดับปิดสูงสุดใหม่อีกครั้ง โดยได้รับแรงหนุนจากตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานของสหรัฐที่ดีเกินคาด และจากการที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ประกาศตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม ทั้งนี้ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวกขึ้น 0.38%, ดัชนี S&P 500 ปิดปรับขึ้น 0.17 % และดัชนี Nasdaq ปิดร่วงลง 0.13 %

          - ตลาดหุ้นเอเชีย เมื่อวันพฤหัส (6 มี.ค.) ดัชนีตลาดหุ้นเอเซียส่วนใหญ่สูงขึ้นในวันนี้จากการที่นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับเหตุการณ์ในยูเครนลง โดยปิดตลาดวันนี้ดัชนีนิกเกอิเพิ่มขึ้น 1.59% โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่ค่าเงินเยนอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯซึ่งส่งผลดีต่อภาคการส่งออกของญี่ปุ่น ขณะที่ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตวันนี้ปิดตลาดสูงขึ้น 0.32% โดยหุ้นกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีราคาสูงขึ้นจากการที่นักลงทุนคาดว่าทางการจีนจะยังไม่ดำเนินมาตรการในการเข้มงวดภาคอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นในช่วงนี้ ขณะที่วันนี้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของจีนได้ลดลงมามากในช่วงเช้า โดยอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตร 7 วันในตลาดเงินจีน อยู่ที่ 2.45 % ช่วงเปิดตลาดวันพฤหัส ลดลงจาก 3.78 % ปิดตลาดวันพุธ  สำหรับดัชนีฮั่งเส็งวันนี้ปิดตลาดสุงขึ้น 0.55%

          - ตลาดหุ้นไทย เมื่อวันพฤหัส (6 มี.ค.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้เคลื่อนไหวแคบๆโดยปิดตลาดวันนี้ SET INDEX เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.57 จุด โดยปัจจัยในประเทศยังไม่เปลี่ยนแปลงมาก ในขณะที่ทางด้านต่างประเทศสถานการณ์ที่คลี่คลายลงในยูเครนถือว่าเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นทั่วโลก โดยวันนี้นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 976.12 ล้านบาท

 

          โดย สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 7 มี.ค. 2557

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday1066
mod_vvisit_counterAll days1066

We have: 1063 guests online
Your IP: 216.73.217.64
Mozilla 5.0, 
Today: May 22, 2026

4494544