Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Economic View สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย
สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย PDF Print E-mail
Thursday, 07 September 2017 09:45

Snapshot

 

สหรัฐอเมริกา

Markit รายงานว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการของสหรัฐฯ ในเดือนสิงหาคม ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 56.0 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2015 จากระดับ 54.7 ในเดือนกรกฎาคม ทั้งนี้ ดัชนีอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ถึงการขยายตัวของภาคบริการในสหรัฐ โดยเป็นการเติบโตติดต่อกันเป็นเดือนที่ 18โดยดัชนีย่อยด้านธุรกิจใหม่มีการขยายตัวสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2015 ขณะที่ดัชนีการจ้างงานอยู่ในระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 ปี

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ อนุมัติร่างกฎหมายช่วยเหลือฉุกเฉินและฟื้นฟูวงเงินราว 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับผู้ประสบภัยจากพายุเฮอร์ริเคนฮาร์วีย์ โดยภายใต้มาตรการช่วยเหลือดังกล่าว จะมีการเบิกจ่ายงบประมาณ 7.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้แก่สำนักงานจัดการฉุกเฉินของรัฐบาลกลางสหรัฐ และเบิกจ่ายงบ 450 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้แก่สำนักงานธุรกิจขนาดย่อม ซึ่งจะนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทั้งนี้ สภาผู้แทนราษฎรจะส่งต่อร่างกฎหมายฉบับนี้เพื่อเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาต่อไป ซึ่งหากไม่มีปัญหาใดๆ ก็คาดว่าวุฒิสภาจะส่งต่อไปยังทำเนียบขาวภายในปลายสัปดาห์นี้เพื่อให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ลงนามเป็นกฎหมาย ทั้งนี้ การผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวในสภาผู้แทนราษฎรมีขึ้น หลังจากที่ปธน.ทรัมป์เชิญตัวแกนนำของพรรครีพับลิกัน และเดโมแครตไปยังทำเนียบขาวเพื่อหารือถึงประเด็นต่างๆ ที่ยังมีความขัดแย้งกัน โดยนายชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภา และนางแนนซี  เปโลซี ผู้นำเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่าสามารถบรรลุข้อตกลงกับแกนนำพรรครีพับลิกันในการผูกการเห็นชอบต่อการให้งบช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากพายุเฮอร์ริเคนฮาร์วีย์เข้ากับการให้การอนุมัติงบประมาณชั่วคราวเป็นเวลา 3 เดือนแก่รัฐบาลสหรัฐ รวมทั้งเพิ่มเพดานหนี้จนถึงวันที่ 15 ธ.ค. ทั้งนี้ หากร่างกฎหมายงบประมาณสามารถผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ก็จะทำให้สหรัฐสามารถหลีกเลี่ยงการปิดหน่วยงานของรัฐ จนถึงวันที่ 15 ธ.ค. ขณะที่สภาคองเกรสหารือกันต่อไปเพื่อให้มีการอนุมัติงบประมาณระยะยาวสำหรับปีงบประมาณ 2018

นายลอยด์ แบลงค์เฟน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของโกลด์แมน แซคส์ กรุ๊ป กล่าวว่า นายแกรี่ โคห์น ที่ปรึกษาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมทั้งเป็นผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติสหรัฐ จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ดี ถ้าหากว่าได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) แทนนางเจเน็ต เยลเลน ทั้งนี้ นายโคห์น ซึ่งเป็นอดีตประธานโกลด์แมน แซคส์  ถือเป็นตัวเก็งที่จะได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานเฟดแทนนางเยลเลนซึ่งมีกำหนดพ้นวาระการดำรงตำแหน่งในเดือนม.ค.2018 ทางด้านนายสแตนลีย์ ฟิสเชอร์ รองประธานเฟด วัย 74 ปี ประกาศลาออกจากตำแหน่ง โดยระบุถึงเหตุผลส่วนตัว ทั้งนี้ การลาออกของนายฟิสเชอร์จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 13 ต.ค. จากเดิมที่มีกำหนดสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 12 มิ.ย.2018 ทั้งนี้ นายฟิสเชอร์ยังได้ระบุในจดหมายว่า ในช่วงที่เขาเป็นรองประธานเฟด เศรษฐกิจสหรัฐมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และมีการจ้างงานในระดับสูง ขณะที่ระบบการเงินมีความแข็งแกร่ง ทั้งนี้ การลาออกของนายฟิสเชอร์จะเปิดโอกาสให้ปธน.ทรัมป์ส่งคนของตนเข้ารับตำแหน่งในคณะกรรมการเฟด ในช่วงที่เฟดกำลังดำเนินการปรับนโยบายการเงินให้กลับสู่ภาวะปกติ ด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และปรับลดงบดุลจากวงเงิน 4.5 ล้านล้านดอลลาร์

ดัชนีภาคบริการที่ได้รับการสำรวจโดยสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) ในเดือนสิงหาคมปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 55.3 สอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ จากระดับ 53.9 ในเดือนกรกฎาคม ทั้งนี้ ดัชนีภาคบริการของสหรัฐยังคงอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะขยายตัว

ยอดขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ในเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้น 0.3% สู่ระดับ 4.37 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากที่ขาดดุล 4.35 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายน ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า สหรัฐจะขาดดุลการค้า 4.46 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้ การส่งออกของสหรัฐลดลง 0.3% สู่ระดับ 1.944 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  ขณะที่การนำเข้าลดลง 0.2% สู่ระดับ 2.381 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นอกจากนี้ สหรัฐขาดดุลการค้าต่อจีนเพิ่มขึ้น 3.0% สู่ระดับ 3.36 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2016

 

ยุโรป: เยอรมนี

กระทรวงเศรษฐกิจของเยอรมนีเปิดเผยว่า ยอดสั่งซื้อภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีลดลงอย่างไม่คาดคิดในเดือนก.ค. เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศที่ชะลอตัว ขณะที่ยอดสั่งซื้อจากต่างประเทศทรงตัว ซึ่งบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจของเยอรมนีอาจจะชะลอตัวในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า ทั้งนี้ โรงงานเยอรมนีได้รับยอดสั่งซื้อลดลง 0.7% ในเดือนก.ค. หลังจากยอดสั่งซื้อสินค้าที่ "ผลิตในเยอรมนี" เพิ่มขึ้น 0.9% ในเดือนมิ.ย. ขณะที่นักวิเคราะห์ในผลสำรวจของรอยเตอร์คาดว่าอาจเพิ่มขึ้น 0.3%  ข้อมูลระบุว่า อุปสงค์ในประเทศลดลง 1.6% ขณะที่ยอดสั่งซื้อจากต่างประเทศไม่เปลี่ยนแปลง และยอดสั่งซื้อที่ไม่รวมยอดสั่งซื้อแบบล็อตใหญ่เพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนก.ค.

 

เอเชีย: ญี่ปุ่น

ค่าแรงของคนงานญี่ปุ่นลดลงในเดือนก.ค.ปีนี้เมื่อเทียบกับเดือนก.ค.ปี 2016 โดยเป็นผลจากการลดลงของโบนัสฤดูร้อน โดยรายงานตัวเลขนี้ทำให้นักลงทุนไม่แน่ใจว่า ปริมาณการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคญี่ปุ่นจะปรับตัวดีขึ้นได้อย่างยั่งยืนหรือไม่ กระทรวงแรงงานญี่ปุ่นรายงานว่า ค่าแรงลดลงทั้งในรูปตัวเงิน และค่าแรงที่แท้จริงที่ปรับตามอัตราเงินเฟ้อ รายได้เงินสดในรูปตัวเงินลดลง 0.3% ต่อปีในเดือนก.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 0.4% ต่อปีในเดือนมิ.ย. โดยการลดลงในเดือนก.ค.นี้ถือเป็นการลดลงครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพ.ค. 2016 ค่าแรงที่แท้จริงที่ปรับตามอัตราเงินเฟ้อลดลง 0.8% ต่อปีในเดือนก.ค. โดยปรับลดลงเป็นเดือนที่สองติดต่อกัน และอัตรา 0.8% นี้ถือเป็นการลดลงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2015 ทั้งนี้ ค่าแรงที่แท้จริงนี้เป็นตัวเลขที่ปรับตามดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของญี่ปุ่นซึ่งอยู่ที่ +0.6% มีแนวโน้มว่ารายงานตัวเลขล่าสุดนี้จะทำให้นักลงทุนตั้งข้อสงสัยต่อสมมุติฐานของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) โดยบีโอเจตั้งสมมุติฐานว่า ภาวะตึงตัวในตลาดแรงงานจะส่งผลให้ค่าแรงปรับสูงขึ้นในอนาคต ซึ่งจะส่งผลบวกอย่างต่อเนื่องไปถึงปริมาณการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค, กิจกรรมทางเศรษฐกิจ และอัตราเงินเฟ้อ นักเศรษฐศาสตร์บางรายกล่าวว่า การลดลงของค่าแรงที่แท้จริงอาจจะส่งผลลบต่อปริมาณการบริโภคภาคครัวเรือน หลังจากปริมาณการบริโภคภาคครัวเรือนเคยมีส่วนช่วยหนุนเศรษฐกิจญี่ปุ่นในไตรมาส 2

นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะของญี่ปุ่นกล่าวว่า เขาต้องการให้เกาหลีเหนือเข้าใจว่า เกาหลีเหนือจะ "ไม่มีอนาคตที่สดใส" ถ้าหากยังดำเนินแนวทางในปัจจุบันต่อไป และเกาหลีเหนือจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงนโยบาย นายอาเบะกล่าวว่า เขาต้องการหารือเรื่องสถานการณ์เกาหลีเหนือกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซีย และประธานาธิบดีมูน แจ อินของเกาหลีใต้แบบทวิภาคีในการพบปะกันที่เมืองวลาดิวอสต็อกในสัปดาห์นี้ คาดว่านายอาเบะและปธน.ปูตินจะหารือเรื่องความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และสนธิสัญญาสันติภาพระหว่างสองประเทศด้วย

 

เกาหลีใต้

ประธานาธิบดีมูน แจ-อินของเกาหลีใต้กล่าวกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซียว่า สถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลีมีความยุ่งยากซับซ้อน เนื่องจากการกระทำที่ยั่วยุของเกาหลีเหนือ ทั้งนี้ ผู้นำทั้งสองพบปะกันนอกรอบการประชุมสุดยอดทางเศรษฐกิจที่เมืองวลาดิวอสต็อกของรัสเซีย ขณะที่นานาชาติรู้สึกกังวลมากขึ้นกับการทดลองนิวเคลียร์ที่มีอานุภาพของเกาหลีเหนือในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ปธน.มูนกล่าวเสริมว่า สถานการณ์อาจไม่สามารถคาดการณ์ได้ หากเกาหลีเหนือไม่ยุติการกระทำที่ยั่วยุ

 

ออสเตรเลีย

เศรษฐกิจของออสเตรเลียฟื้นตัวขึ้นในไตรมาส 2/2017 ขณะที่ผู้บริโภคและรัฐบาลใช้จ่ายมากขึ้น หลังจากได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศในช่วงต้นปี และภาวะตกต่ำยาวนานของการลงทุนในอุตสาหกรรมเหมืองไม่ได้สร้างแรงกดดันต่อภาวะเศรษฐกิจ  ทางการออสเตรเลียรายงานว่า เศรษฐกิจขยายตัว 0.8% ในไตรมาส 2/2017 จากไตรมาสแรก เพิ่มขึ้นจาก 0.3% ในไตรมาสแรก และเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีก่อนขยายตัว 1.8%

 

สิงคโปร์

ธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) เปิดเผยผลสำรวจรายไตรมาสระบุว่า นักเศรษฐศาสตร์ได้ปรับขึ้นตัวเลขคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์ประจำไตรมาส 3 โดยคาดว่า เศรษฐกิจอาจเติบโต 3.1% ต่อปีในไตรมาส 3 โดยปรับขึ้นจากเดิมที่เคยคาดไว้ที่ 2.8% ต่อปี มีแนวโน้มว่ากิจกรรมภาคการผลิตของสิงคโปร์จะยังคงอยู่ในภาวะแข็งแกร่งเหมือนกับในช่วงครึ่งปีแรก โดยผลสำรวจของ MAS คาดว่า ภาคการผลิตมีแนวโน้มขยายตัว 8.3% ต่อปีในไตรมาสเดือนก.ค.-ก.ย.  อย่างไรก็ดี ค่ากลางจากการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ 21 คนในผลสำรวจของ MAS ระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของสิงคโปร์มีแนวโน้มเติบโต 2.5% ในปี 2017 และปี 2018 ซึ่งเท่ากับตัวเลขคาดการณ์เมื่อ 3 เดือนก่อน ตัวเลขคาดการณ์จีดีพีประจำปี 2017 ของนักเศรษฐศาสตร์สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของรัฐบาลสิงคโปร์ กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมของสิงคโปร์เคยระบุในเดือนส.ค.ว่า จีดีพีอาจเติบโตราว 2.5% ในปี 2017 และทางกระทรวงได้ปรับทบทวนตัวเลขคาดการณ์อัตราการเติบโตอย่างเป็นทางการประจำปี 2017 ขึ้นสู่ 2.0-3.0% จากเดิมที่เคยคาดไว้ที่ 1.0-3.0%  เศรษฐกิจสิงคโปร์ได้รับแรงหนุนครั้งใหญ่ในปีนี้จากอุปสงค์ที่เพิ่มสูงขึ้นในตลาดโลก โดยเฉพาะอุปสงค์ในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งรวมถึงเซมิคอนดักเตอร์

 

ไทย

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เผยเตรียมเสนอภาษีสรรพสามิตสุรา ยาสูบ ให้คณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาในสัปดาห์หน้า และจะประกาศอัตราภาษีให้ทราบในวันที่มีผลบังคับใช้ คือวันที่ 16 ก.ย.นี้ พร้อมเตือนผู้ที่หวังจะกักตุนสินค้า ว่าอย่าดำเนินการดังกล่าว ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าอัตราภาษีที่จะจัดเก็บจะออกมาเป็นเท่าไร เมื่อสองสัปดาห์ก่อน แหล่งข่าวจากกรมสรรพสามิต เผยว่า ครม.ได้เห็นชอบอัตราภาษีสรรพสามิตใหม่ จำนวน 13 สินค้า และ 4 ภาคบริการ โดยจะเปลี่ยนการเก็บภาษีจากราคาหน้าโรงงาน หรือราคาสำแดงนำเข้า มาเป็นราคาปลีกแนะนำ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 ก.ย.60  อย่างไรก็ตาม ในส่วนของสินค้า 3 รายการ คือ ยาสูบ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และไพ่ จะเสนออัตราภาษีใหม่ให้ ครม. เห็นชอบในสัปดาห์สุดท้าย ก่อนที่พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ภาษีสรรพสามิตฉบับใหม่ จะเริ่มใช้วันที่ 16 ก.ย.นี้ เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีความอ่อนไหว หากรีบประกาศออกไป เกรงว่าจะเกิดการกักตุนสินค้าเพื่อเก็งกำไร

 

Money Market

- ดอลลาร์/บาท วันพุธ (6 กย.) เงินบาทแข็งค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในวันนี้สอดคล้องกับค่าเงินเอเชียส่วนใหญ่ที่แข็งค่าเช่นกันเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯเนื่องจากปัจจัยความกังวลเรื่องการเพิ่มเพดานหนี้ของสหรัฐฯให้ได้ก่อนกำหนดเส้นตายในเดือนตุลาคมนี้ โดยความกังวลดังกล่าวส่งผลให้อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ระยะสั้น 1 ถึง 6 เดือนของสหรัฐฯเพิ่มขึ้นเนื่องจากนักลงทุนต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงที่รัฐบาลสหรัฐฯอาจจะมีการผิดนัดชำระหนี้ได้หลังเส้นตายในเดือนตุลาคมหากไม่สามารถเพิ่มเพดานหนี้ได้ตามกำหนด ขณะเดียวกันอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ยะยาวของรัฐบาลสหรัฐฯ เช่นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯอายุ 10 ปีก็มีอัตราผลตอบแทนต่ำลงเนื่องจากหากมีการผิดนัดชำระหนี้จริงจะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯและอาจจะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกด้วย ทั้งนี้นอกเหนือจากปัญหาเรื่องเพดานหนี้แล้วปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองของสหรัฐฯก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นความสามารถในการที่จะลดภาษีให้ได้ตามที่หาเสียงไว้ ซึ่งหากเกิดอุปสรรคขึ้นมาอีกก็จะส่งผลลบมากต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินสหรัฐฯนื่องจากที่ผ่านมาทั้งภาคธุรกิจสหรัฐฯและนักลงทุนก็คาดการณ์ไว้ในทางบวกอย่างมากต่อแผนการลดถาษีดังกล่าว นอกจากนี้ประเด็นการสอบสวนทางการเมืองในสหรัฐฯ ความขัดแย้งทั้งเรื่องการค้าและความมั่นคงระหว่างสหรัฐฯกับหลายๆประเทศก็กดดันดอลลาร์สหรัฐฯเช่นกัน

- ดอลลาร์/เยน วันพุธ (6 กย.)  เยนแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯเช้าวันนี้ต่อเนื่องมาจากวันจันทร์และอังคารที่ผ่านมาเนื่องจากนักลงทุนกังวลเรื่องเกาหลีเหนือส่งผลให้ถือเยนซึ่งเป็นสกุลเงินความเสี่ยงต่ำมากขึ้น อย่างไรก็ดี เงินเยนกลับมาอ่อนค่าในช่วงท้ายตลาดหลังมีแนวโน้มว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ของรัฐบาลสหรัฐ ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เปิดเผยว่า เขาได้ตกลงกับสมาชิกสภานิติบัญญัติในการอนุมัติขยายเพดานหนี้ของสหรัฐไปจนถึงวันที่ 15 ธ.ค. ซึ่งจะสามารถหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ของรัฐบาลสหรัฐ

- ยูโร/ดอลลาร์ วันพุธ (6 กย.) เงินยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ ขณะที่นักลงทุนรอดูการประชุมธนาคารกลางยุโรปในวันพฤหัสนี้

 

Capital Market

- ตลาดหุ้นสหรัฐฯ วันพุธ (6  กย.)ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐปิดปรับตัวขึ้นในวันพุธ โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มพลังงาน และจากข่าวเกี่ยวกับข้อตกลงขยายเพดานหนี้ไปจนถึงวันที่ 15 ธ.ค. ซึ่งมีแนวโน้มที่จะหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ของรัฐบาลสหรัฐ นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากข้อมูลภาคบริการของสหรัฐที่ขยายตัว ขณะที่ยอดขาดดุลการค้าของสหรัฐเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวก  0.25% สู่ระดับ 21,807.64, ดัชนี S&P 500 ปิดเพิ่มขึ้น 0.31% สู่ระดับ 2,465.54 และดัชนี Nasdaq ปิดปรับตัวขึ้น 0.28% สู่ระดับ 6,393.31

- ตลาดหุ้นเอเซีย วันพุธ (6 กย.)ดัชนีตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ลดลงในวันนี้เนื่องจากปัจจัยเกาหลีเหนือยังคงส่งผลกดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนีนิกเกอิปิดตลาดลดลง 0.14% สู่ระดับ 19,357.97 โดยเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่สาม สอดคล้องกับการที่เงินเยนมีแนวโน้มแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯต่อเนื่องมาตั้งแต่วันจันทร์หลังเหตุการณ์เกาหลีเหนือทดลองนิวเคลียร์ครั้งที่ 6 และมีอานุภาพมากที่สุดเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาซึ่งทำให้นักลงทุนถือเงินเยนมากขึ้นเนื่องจากมองว่าเงินเยนเป็นสกุลเงินที่มีความเสี่ยงต่ำ ซึ่งทั้งเหตุการณ์เกาหลีเหนือและเงินเยนที่แข็งค่าล้วนส่งผลลบต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นทั้งสิ้น สำหรับดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปิดตลาดบวก 0.05% มาอยู่ที่ 3,385.87 โดยรายงานข่าวชี้ว่าการสูงขึ้นของหุ้นรัฐวิสาหกิจชั้นนำในจีนช่วยชดเชยสถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้นกรณีเกาหลีเหนือ ส่วนดัชนีฮั่งเส็งปิดลดลง 0.46% สู่ระดับ 27,613.76

- ตลาดหุ้นไทย วันพุธ ( 6 กย.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ลดลงในช่วงแรกสอดคล้องกับตลาดหุ้นเอเซียส่วนใหญ่จากปัจจัยเกาหลีเหนือ อย่างไรก็ดีหลังจากนั้นดัชนีได้ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้ปิดตลาดวันนี้ SET INDEX เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.88 จุด

 

โดย สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 7 ก.ย. 2560

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday17861
mod_vvisit_counterYesterday29876
mod_vvisit_counterAll days68992295

We have: 278 guests online
Your IP: 54.81.8.73
 , 
Today: Sep 20, 2017

4132368