|
หุ้นไทยปัจจัยนอกยังเป็นปัจจัยเสี่ยง
|
|
|
|
|
Tuesday, 01 June 2010 14:56 |
|
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บทวิเคราะห์หลักทรัพย์จาก บล. กิมเอ็ง ระบุว่า พบว่าตัวเลขเศรษฐกิจเดือนเมษายนที่ประกาศโดยธนาคารแห่งประเทศไทยในช่วงบ่ายวันจันทร์หลายตัวยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยตัวเลขผลผลิตภาคอุตสาหกรรม, มูลค่าการส่งออก, การบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวแข็งแกร่งจากช่วงเดียวกันของปีก่อน (yoy) ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคเอกชนเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลงจากผลลบของปัญหาการเมืองในประเทศ ดังนี้เราคาดว่าตัวเลขเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค, การลงทุนภาคเอกชน และภาคการท่องเที่ยวในเดือนต่อๆ ไปมีแนวโน้มจะชะลอตัวลง และจะทำให้ตัวเลข GDP ในไตรมาส 2/53 จะชะลอตัวลงมาที่ระดับ 3% – 4% แม้จะได้แรงหนุนจากภาคการส่งออกที่ฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่องตามเศรษฐกิจโลกเข้ามาช่วยหนุนก็ตาม ทั้งนี้นักลงทุนควรทราบด้วยว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยได้ผ่านจุดสูงสุดในไตรมาส 1/53 ไปแล้ว และคาดว่าตัวเลข GDP ในไตรมาสต่อๆ ไปจะชะลอตัวลงต่อ จากฐานคำนวณที่สูงขึ้น, ปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองในไตรมาส 2/53, ความเสี่ยงที่อุปสงค์ต่างประเทศจะชะลอตัวในช่วงครึ่งปีหลังจากการลดการนำเข้าสินค้าคงคลังของภาคธุรกิจหลังจากมีการทยอยสะสมสินค้าคงคลังเพิ่มมากขึ้นในช่วงไตรมาส 4/52 ถึง 2/53,ปัญหาหนี้สาธารณะในกลุ่มสหภาพยุโรป และการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นของรัฐบาลจีนเพื่อแก้ปัญหาฟองสบู่ ดังนั้นนักลงทุนจึงควรระมัดวังปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจไทยในไตรมาสต่อๆ ไป
ปัจจัยด้านเศรษฐกิจในประเทศหลายตัวเริ่มชะลอตัวในเดือนเมษายน จากรายงานเศรษฐกิจของธนาคารแห่งประเทศไทย ตัวเลขเศรษฐกิจในประเทศส่วนใหญ่เริ่มแสดงสัญญาณการชะลอตัวจากเดือนก่อนหน้า ทั้งด้านการผลิตและการใช้จ่าย เป็นผลจากจำนวนวันทำการที่มีน้อยลง และปัจจัยทางการเมืองส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และผู้ประกอบการ รวมถึงนักท่องเที่ยวต่าง ประเทศ โดยดัชนีการบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 7% yoy จากแรงหนุนของยอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศ แต่ลดลง 0.9% จากเดือนก่อน (mom) สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับลดลงจากความกังวลของผู้บริโภคต่อสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมือง ขณะที่ดัชนีการลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวต่อเนื่อง 20.3% yoy และ +1.3% mom ซึ่งปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 ติดต่อกันมาอยู่ในระดับที่สูงกว่าระดับก่อนวิกฤต จากการนำเข้าสินค้าทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการส่งออก (ยานยนต์, อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า) รวมถึงการเบิกจ่ายงบผ่านโครงการไทยเข้มแข็งเพื่อลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคต่างๆ อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในปัจจุบันปรับลดลงจากระดับ 55.7 มาอยู่ที่ระดับ 46.0 ในเดือนนี้ จากความกังวลต่อความไม่แน่นอนทางการเมือง ทำให้เราคาดการณ์ได้ว่าตัวเลขการลงทุนของภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอ ตัวค่อนข้างมากในเดือนพฤษภาคม
มูลค่าการส่งออกเดือนเมษายนยังขยายตัวในเกณฑ์ดี จากรายงานเศรษฐกิจของธนาคารแห่งประเทศไทย การส่งออกเดือนเมษายนขยายตัวสูงถึง +34.6% yoy เป็น 1.38 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ชะลอตัวลง 2% จากเดือนก่อน โดยเป็นผลจากการชะลอตัวของการส่งออกสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีสูง เพราะมีการเร่งส่งออกในเดือนก่อน อย่างไรก็ตามหากพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่ามูลค่าการส่งออกในเดือนเมษายนที่ขยายตัวกว่า 34.6% yoy นั้นเป็นผลจากราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น 12.1% yoy และจากปริมาณส่งออกที่ขยายตัวสูงถึง 20.1% yoy ซึ่งถือว่าเป็นบวกมาก หากเทียบกับปริมาณการส่งออกในไตรมาส 1/53 ที่ขยายตัว 17.1% yoy
ดุลการค้า และดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยขาดดุลเล็กน้อยในเดือนเมษายน จากรายงานเศรษฐกิจของธนาคารแห่งประเทศไทย มูลค่าการนำเข้าของไทยในเดือนมีนาคมยังขยายตัวสูงถึง +43.1% yoy เป็น 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าวัตถุดิบด้านอิเล็กทรอนิกส์เพื่อรองรับคำสั่งซื้อจากต่างประเทศที่ยังอยู่ในระดับสูง และการนำเข้าน้ำมันดิบเพื่อชดเชยปริมาณน้ำมันสำรองที่ลดลงในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากการนำเข้าขยายตัวในอัตราสูงกว่าการส่งออกทำให้ประเทศไทยขาดดุลการค้า และดุลบัญชีเดินสะพัดเล็กน้อยในเดือนเมษายนจำนวน 190 ล้านเหรีญสหรัฐฯ และ 423 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ตามลำดับ แม้เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มจะชะลอตัวลงในช่วงครึ่งปีหลัง แต่เราเชื่อว่าเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียจะยังเติบโตแข็งแกร่ง และมีเสถียรภาพมากกว่าในภูมิภาคยุโรป และอเมริกา และจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เม็ดเงินลงทุนยังคงไหลเข้ามายังภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทยด้วย ดังนี้เรายังคงสมมติฐานค่าเงินบาทของไทยปลายปี 53 จะอยู่ที่ระดับ 31.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ
คงประมาณการ GDP ปี 2553 ที่ระดับ 4.50% ในเบื้องต้นเรายังคงประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2553 ที่ระดับ 4.50%yoy ตามเดิม แม้ GDP ไตรมาส 1/53 จะขยายตัวแข็งแกร่งกว่า 12% แต่คาดว่าตัวเลข GDP ในไตรมาสต่อๆ ไปจะชะลอตัวลงค่อนข้างมาก จากปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองในไตรมาส 2/53 และความเสี่ยงที่อุปสงค์ต่าง ประเทศจะชะลอตัวในช่วงครึ่งปีหลัง อย่างไรก็ตามหากรัฐบาลสามารถฟื้นความเชื่อมั่นของภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว, ปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรปส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงจำกัด, การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนในช่วงครึ่งปีหลังเป็นการชะลอตัวลงอย่างนุ่มนวล และปัญหามาบตาพุดเริ่มเห็นทางออก ชัดเจนในช่วงไตรมาส 4/53 เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังอาจไม่ได้ชะลอตัวลงแรงอย่างที่เราคาดก็เป็นได้
|
Comments