|
Friday, 04 June 2010 10:12 |
|
บล.ธนชาต : SAT แนะนำ“ซื้อ” TP ที่ 21 บาท
ยังคงเติบโตแข็งแกร่ง มีกำไรแน่นอนชัดเจน ด้วยมียอดสั่งซื้อจำนวนมากไปจนถึง 3Q10 อัตรากำไรกลับมาอยู่ที่ระดับสูงในอดีต คาดกำไรเพิ่มเป็นสองเท่า ด้วยมีสัดส่วนรายได้จาก EU น้อยกว่า 3% ปรับเพิ่มประมาณการกำไรขึ้น 6% ในปี 2010-12 แนะนำ “ซื้อ” TP ที่ 21 บาท
มีแนวโน้มกำไรที่ชัดเจน แม้ว่า SAT ไม่ใช่สินค้าอุปโภคบริโภคขั้นพื้นฐานซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากวิกฤติ เศรษฐกิจของโลกค่อนข้างรุนแรง แต่เรายังคงสนใจ SAT จากการมีแนวโน้มกำไรที่ชัดเจน เนื่องจาก SAT มียอดสั่งซื้อจำนวนมาก บริษัทฯจึงน่าจะมียอดขายที่เติบโตได้ตามคาดที่ 25% ได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งการได้รับประโยชน์จากการมีต้นทุนคงที่สูง กำไรปีนี้ของบริษัทฯ จึงน่าจะ เติบโตเป็นสองเท่า และโตอีก 10% ในปี 2011 เพื่อสะท้อนแนวโน้มอัตรากำไรที่แข็งแกร่งกว่า คาด เราจึงปรับประมาณการกำไรขึ้นโดยเฉลี่ยราว 6% ราคาปัจจุบันให้ upside จาก TP ของ เราที่ 21 บาท/หุ้น ราว 20% และมี div.yield ที่ 4% คงแนะนำ “ซื้อ”
อัตรากำไรกลับมาอยู่ในระดับที่สูงในอดีต เนื่องจากมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น เราจึงคาดว่า Utilization rate ของ SAT จะเพิ่มขึ้นจาก 60% ในปีก่อน สู่ระดับมากกว่า 80% สูงกว่าระดับก่อนเกิดวิกฤติ ซึ่งช่วยให้อัตรากำไรขั้นต้น ของ SAT เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่สู่ระดับสูงราว 21% การเพิ่มขึ้นของราคาเหล็กปัจจุบัน (80% ของต้นทุนการผลิตรวม) ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการเติบโตของอัตรากำไร เพราะ บริษัทฯ มีข้อตกลงกำหนดราคาแบบ cost-plus กับผู้ผลิตยานยนต์ โดยสามารถผลัก ภาระต้นทุนให้ลูกค้าได้ 80% ในไตรมาสถัดไป ขณะเดียวกันการขยายกำลังการผลิต อย่างระมัดระวังของบริษัทฯ utilization rate จึงทรงตัวเหนือระดับคุ้มทุน และจากการได้ ประโยชน์จากการมีต้นทุนคงที่สูง อัตรากำไรขั้นต้นจึงน่าจะยืนอยู่ที่ระดับสูงนี้ได้ มียอดขายแน่นอนชัดเจน ผลักดันโดยคำสั่งซื้อจำนวนมาก ท่ามกลางความกังวลในเรื่องการชะลอตัวลงของการผลิตรถยนต์ เนื่องจากความ ไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง และวิกฤติการเงิน EU แต่ SAT ทำให้เราสบายใจ เพราะมี ยอดสั่งซื้อจำนวนมากไปจนถึง 3Q10 เดือนเม.ย. ซึ่งวิกฤติการเมืองเริ่มขึ้น ยอดขาย รถยนต์ในประเทศเติบโตราว 44%y-y และยังคงมีแนวโน้มแข็งแกร่งต่อเนื่อง EU ไม่ใช่ ตลาดหลัก โดยมียอดส่งออกเพียง 5% ของยอดส่งออกรถยนต์รวม และน้อยกว่า 3% ของรายได้ของ SAT เท่านั้น อีกทั้งรายได้จากลูกค้าคูโบต้า ซึ่งไม่ใช่กลุ่มยานยนต์ยัง กำลังเพิ่มขึ้นผลักดันโดยการย้ายฐานการผลิตจากญี่ปุ่นมายังไทยอีกด้วย นอกจากนี้ ประมาณการยอดขายของเราในปี 2011-12 ยังมีคำสั่งซื้อรองรับแล้ว โดย 10% เป็น ยอดสั่งซื้อใหม่ ขณะที่ที่เหลือเป็นยอดสั่งซื้อของรถโมเดลที่มีอยู่
งบการเงินแข็งแกร่ง SAT มีงบดุลที่แข็งแกร่งอย่างมาก โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิต่ำที่ 0.7 เท่าในปีนี้ และลดลงมาอยู่ที่ 0.5 เท่าในปีหน้า ซึ่งช่วยให้ภาระดอกเบี้ยจ่ายลดลง และยังช่วย บรรเทาความเสี่ยงในช่วงขาลงถ้ามี การฟื้นตัวของ EBITDA มาอยู่ที่ 1 พันลบ. ได้ทำให้ บริษัทฯ สบายใจที่จะกลับมาจ่ายปันผลที่ระดับ Payout ratio ขั้นต่ำที่ 30% ซึ่งหมายถึง ระดับเงินปันผลจ่ายต่อหุ้นที่ 0.64 บาทในปีนี้ และ dividend yield ที่ 4%
|
Comments