| บลจ.ไทยพาณิชย์เผยนักลงทุนยังมั่นใจกองทุนตราสารหนี้ |
|
|
|
| Tuesday, 24 January 2017 22:39 | |||
|
นายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมการลงทุ นในตลาดตราสารหนี้ขณะนี้ว่า ถึงแม้สถานการณ์จะอยู่ในช่วงที่ อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับตั วเพิ่มขึ้น และมีข่าวที่กระทบต่ อแวดวงตลาดตราสารหนี้บ้าง แต่นักลงทุนก็ยังจัดสรรเงินลงทุ นเข้ามาในกองทุนตราสารหนี้อย่ างต่อเนื่อง โดยในส่วนกองทุนตราสารหนี้ของ บลจ.ไทยพาณิชย์ นับจากต้นปี 2560 มีเม็ดเงินไหลเข้ามาแล้วสูงถึง 25,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่ นของนักลงทุนที่มีต่อ บลจ.ไทยพาณิชย์ โดย ณ วันที่ 18 มกราคม 2560 บริษัทฯ มีกองทุนตราสารหนี้ภายใต้การบริ หารอยู่ที่ 554,320 ล้านบาท นายสมิทธ์ กล่าวว่า บลจ. ไทยพาณิชย์ มีกระบวนการคัดเลือกตราสารที่ กองทุนจะเข้าลงทุน (Internal Credit Model) ในรูปแบบที่มีมาตรฐานสูงเที ยบเท่ากับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ นอกจากนั้นยังมีกระบวนการวิ เคราะห์หรือคัดเลือกบริษัทที่ จะลงทุน โดยพิจารณาจากหลายปัจจัย อาทิ ความมั่นคงทางการเงิน สถานะทางการเงิน และปริมาณเงินสดจากการดำเนินงาน รวมทั้งยังมีการวิเคราะห์ สถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวม สถานการณ์รายอุตสาหกรรม (sector)ตลอดจนความสามารถและประสบการณ์ ของทีมผู้บริหารของบริษัทที่ จะลงทุน “เรายังมีทีมวิเคราะห์เครดิตที่ มีความชำนาญในการวิเคราะห์ ตราสารหนี้ อาทิ ตั๋วแลกเงิน หุ้นกู้ โดยเฉพาะแยกจากทีมผู้จั ดการกองทุน และทีมนักวิเคราะห์หุ้น เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ ตราสารหนี้ในเชิงลึกและทั่วถึง โดยทีมงานจะมีการเดินสายและเข้ าร่วมประชุม analyst meeting กับทีมผู้บริหารบริษัท เพื่อรับทราบถึงสถานการณ์ ผลการดำเนินงาน และแผนธุรกิจในอนาคตของธุรกิ จบริษัทนั้นๆ อย่างสม่ำเสมอ” นายสมิทธ์กล่าว โดยตั้งแต่ปี 2558 บลจ.ไทยพาณิชย์ เป็นผู้นำ call back verification ซึ่งเป็นBusiness model ใหม่มาใช้เป็นบริษัทจั ดการรายแรกของอุตสาหกรรม เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ลงทุนได้รั บคำแนะนำการลงทุนและข้อมูลผลิ ตภัณฑ์ที่ถูกต้องครบถ้ วนตรงตามระดับความเสี่ยงและข้ อจำกัดการลงทุนของลูกค้าแต่ ละราย ซึ่งกระบวนการดังกล่าวนี้ได้รั บการยอมรับและนำไปสู่แนวคิ ดในการวางมาตรฐานการกำกับดู แลบริษัทจัดการลงทุนให้มี มาตรการป้องกันการเกิด mis-selling อีกด้วย สำหรับตลาดตราสารหนี้ในปี 2560 มีแนวโน้มที่อัตราผลตอบแทนจะปรั บตัวเพิ่มสูงขึ้น โดยเป็นผลจากปัจจัยต่ างประเทศเป็นหลัก ได้แก่ การดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิ จของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ และการเพิ่มขึ้นของราคาพลั งงานภายหลังจากที่กลุ่มOPEC มีมติลดกำลังการผลิตน้ำมันลง ซึ่งจะผลักดันให้อัตราเงินเฟ้ อปรับตัวเพิ่มขึ้น และสนับสนุนการปรับขึ้นอั ตราดอกเบี้ ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี ตลาดตราสารหนี้อาจมีความผั นผวนในระยะสั้นจากความไม่แน่ นอนของความสำเร็จในการดำเนิ นนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ จากผลกระทบจากการที่อังกฤษถอนตั วออกจากกลุ่มสหภาพยุโรป การเลือกตั้งในกลุ่มประเทศยุโรป และความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจจี น สำหรับมุมมองปัจจัยในประเทศ คาดว่าเศรษฐกิจไทยสามารถเติ บโตได้ในระดับ3.3% และธนาคารแห่งประเทศไทยน่ าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ ระดับ1.5%
|






![]() | Today | 736 |
![]() | All days | 736 |
Comments