| รอบด้านตลาดหุ้น - บล.บัวหลวง |
|
|
|
| Monday, 12 September 2011 11:30 | |||
|
สรุปภาพตลาด ตลาดหุ้นไทยเมื่อวันศุกร์ปิดลบ 0.92% ซึ่งเป็นไปตามทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาค ที่ส่วนใหญ่ปรับลดลง ขณะที่มีแรงขายหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มพลังงาน แบงก์ และอสังหาริมทรัพย์ออกมากดดันดัชนีให้เคลื่อนไหวอยู่ในแดนลบตลอดภาคบ่าย คาดเป็นการขายทำกำไรหลังประธานาธิบดีบารัค โอบามาแถลงเสนอมาตรการจ้างงาน สิ้นวันนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ
แนวโน้มตลาด ส่วนหนึ่งที่ตลาดปรับตัวลงอาจเกิดจากการขายทำกำไรหลังการแถลงของประธานาธิบดีสหรัฐ และส่วนหนึ่งเป็นความกังวลปัญหาหนี้สาธารณะอีกครั้งในกรีซ ประกอบกับเข้าช่วงสุดสัปดาห์พอดี ทำให้นักลงทุนที่ลงทุนระยะสั้นเลือกที่จะขายออกเพื่อลดความเสี่ยง นอกจากนั้นอาจมีความกังวลเรื่องครบรอบ 9/11 10 ปีในวันอาทิตย์ที่ผ่านมาโดนเกรงว่าจะมีเหตุก่อการณ์ร้ายซ้ำรอยในอดีต ความกังวลน่าจะมีต่อเนื่องในส่วนของกรีซในสัปดาห์นี้ และตลาดจะผันผวนมาก ฉะนั้นช่วงนี้ควรชะลอการลงทุน ปัจจัยตลาดในวันนี้ ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนวันศุกร์ เนื่องจากนักลงทุนทวีความวิตกกังวลเรื่องวิกฤตหนี้ยุโรป หลังจากที่สมาชิกคนสำคัญของคณะกรรมการบริหารธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ลาออกจากตำแหน่งอย่างไม่คาดฝัน คาดวันนี้ตลาดมีโอกาสอ่อนตัวลง
คมสันต์ ปรมาภูติ Tel. (662) 618-1333
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อตลาด "สุทธิพล" ชี้กฎหมายระบุชัดนายกฯ ไม่มีอำนาจพิจารณารายชื่อ กสทช. หลัง ส.ว. มีมติแล้ว: นายสุทธิพล ทวีชัยการ หนึ่งในผู้ได้รับเลือกเป็น กสทช. เผยในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ระบุว่านายกรัฐมนตรีมีหน้าที่เพียงรับทราบผลการคัดเลือก กสทช. และเสนอทูลเกล้าฯ ต่อไป โดยไม่มีหน้าที่พิจารณา และแม้กฎหมายไม่ได้กำหนดกรอบเวลา ให้นายกรัฐมนตรีต้องนำรายชื่อผู้ได้รับเลือกเป็น กสทช. 11 คน ขึ้นทูลเกล้าฯ ภายในกี่วัน แต่เมื่อดูเจตนารมณ์ของกฎหมายที่กำหนดระยะเวลาในขั้นตอนต่างๆ อาทิ วุฒิสภาต้องลงมติเลือกบุคคลจากบัญชีรายชื่อเป็น กสทช. ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน ผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการต้องประชุมกันภายใน 15 วัน เพื่อคัดเลือกผู้สมควรเป็นประธานและรองประธาน ซึ่งทุกขั้นตอนเป็นไปไม่ได้ว่าจะให้นายกรัฐมนตรียืดเวลาไปอีก 6 เดือน ส่วนการดำเนินการของกรมสอบสวนคดพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นเรื่องของคดีอาญา ซึ่งท้ายที่สุด ศาลจะเป็นผู้ตัดสินว่ากระบวนการสรรหาไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ดังนั้น ขณะนี้กระบวนการต่างๆ ก็ต้องเดินหน้าต่อไปตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องนี้ขอให้รอข้อสรุปจากคณะกรรมการกฤษฎีกาและเลขาธิการ ครม. ก่อน เจาะลึกรายละเอียดมาตรการจ้างงานของ "โอบามา" วงเงิน 4.47 แสนล้านดอลลาร์: ประธานาธิบดีบารัค โอบามาเสนอมาตรการลงทุนและลดภาษีวงเงิน 4.47 แสนล้านดอลลาร์ โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1) ลดหย่อนภาษีให้พนักงานในส่วนของค่าจ้าง วงเงิน 1.75 แสนล้านดอลลาร์ โดยจะต่ออายุและขยายมาตรการลดหย่อนภาษีที่หักจากค่าจ้างของพนักงานออกไปอีก 1 ปี การขยายมาตรการนี้จะทำให้มีการลดอัตราภาษีลงครึ่งหนึ่งสู่ 3.1% ในปี 2012, 2) ลดหย่อนภาษีให้นายจ้างในส่วนของค่าจ้างพนักงาน วงเงิน 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อกระตุ้นให้ธุรกิจขนาดเล็กจ้างพนักงานเพิ่มขึ้น มาตรการนี้รวมถึงการลดอัตราภาษีครึ่งหนึ่งที่หักจากค่าจ้างที่นายจ้างจ่ายแก่พนักงาน โดยปรับลดลงสู่ 3.1% สำหรับรายจ่ายด้านค่าจ้าง 5 ล้านดอลลาร์แรกของบริษัทในปี 2012 ซึ่งครอบคลุมบริษัทขนาดเล็ก 98% ในสหรัฐ นอกจากนี้ จะลดหย่อนภาษีที่หักจากค่าจ้างลงอย่างสมบูรณ์สำหรับบริษัทที่จ่ายค่าจ้างเพิ่มขึ้นในระดับไม่ต่ำกว่า 50 ล้านดอลลาร์เมื่อเทียบจากปีก่อน โดยอาจผ่านการจ้างพนักงานใหม่หรือการปรับขึ้นเงินเดือนของพนักงานเก่า, 3) ต่ออายุมาตรการลดหย่อนภาษีค่าใช้จ่ายบริษัทเอกชน วงเงิน 5 พันล้านดอลลาร์ เพื่อต่ออายุมาตรการลดหย่อนภาษีค่าใช้จ่ายบริษัท 100% ออกไปในปี 2012 เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทเอกชนหักลดหย่อนภาษีได้ทันทีสำหรับการลงทุนในอุปกรณ์และโรงงานใหม่, 4) ตลาดที่อยู่อาศัย ปธน.โอบามาต้องการให้เจ้าของบ้านมีช่องทางมากขึ้นในการทำรีไฟแนนซ์ (การกู้เงินใหม่มาชำระหนี้เก่า) สัญญาจำนอง และช่วยเหลือตลาดที่อยู่อาศัยด้วยการอนุญาตให้ภาคครัวเรือนทำประโยชน์จากต้นทุนการกู้ยืมที่อยู่ในระดับต่ำมาก ซึ่งจะช่วยให้ภาคครัวเรือนมีฐานะการเงินมั่นคงมากขึ้น โดย ปธน.โอบามาอาจนำเสนอแผนการฉบับหนึ่งในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ขณะที่กระทรวงการคลังกำลังเจรจากับสมาคมการจำนองแห่งชาติของรัฐบาลกลาง (แฟนนี เม) บรรษัทจำนองสินเชื่อบ้านของรัฐบาลกลาง (เฟรดดี แมค) และสำนักงานเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัยของรัฐบาลกลาง (FHFA) เพื่อช่วยให้เจ้าของบ้านทำรีไฟแนนซ์ได้มากขึ้น, 5) เงินช่วยเหลือ 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์สำหรับรัฐบาลระดับรัฐและระดับท้องถิ่น แบ่งเป็น 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์แรกเพื่อช่วยครู พนักงานดับเพลิง และตำรวจมีงานทำ โดย 3 หมื่นล้านดอลลาร์ในจำนวนนี้จะมอบให้โรงเรียน และ 5 พันล้านดอลลาร์จะมอบให้ตำรวจและพนักงานดับเพลิง 3 หมื่นล้านดอลลาร์ที่สองเพื่อปรับปรุงโรงเรียนและวิทยาลัยชุมชนให้ทันสมัย 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ที่สามเพื่อปรับปรุงบ้านที่ไม่มีคนอยู่หรือบ้านที่ถูกธนาคารยึด และ 5 พันล้านดอลลาร์สุดท้ายเพื่อช่วยเหลือคนงานที่มีรายได้ต่ำทั้งที่มีอายุมากและอายุน้อย สนับสนุนการจ้างงานคนงานอายุน้อยในช่วงฤดูร้อนและตลอดทั้งปีและสนับสนุนการจ้างงานคนงานรายได้ต่ำ, 6) งบลงทุนในถนน ทางรถไฟ และสาธารณูปโภคทางการบิน วงเงิน 5 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อลงทุนทางหลวง การขนส่ง ทางรถไฟ และการคมนาคมทางอากาศ ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงท่าอากาศยานและการสนับสนุนระบบการคมนาคมทางอากาศรุ่นใหม่ (NextGen), 7) ธนาคารโครงสร้างพื้นฐาน วงเงิน 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ในการให้ทุนแก่ธนาคารโครงสร้างพื้นฐานแห่งหนึ่ง เพื่อปล่อยกู้แก่โครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลและเอกชน "โดยไม่เข้าไปมีอิทธิพลเหมือนในอดีต" และ 8) ต่ออายุสวัสดิการว่างงานระยะยาว วงเงิน 4.9 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อต่ออายุโครงการออกไปอีก 1 ปี มิฉะนั้นสวัสดิการดังกล่าวจะหมดอายุลง และทำให้ชาวสหรัฐที่ตกงาน 6 ล้านคนไม่ได้รับสวัสดิการอีกต่อไป มาตรการนี้รวมถึงการปฏิรูประบบช่วยเหลือผู้ว่างงาน และโครงการ "bridge to work" ที่ช่วยให้ผู้ว่างงานกลับมาทำงานได้อีกครั้ง นอกจากนี้ ปธน.โอบามายังต้องการใช้งบ 8 พันล้านดอลลาร์ในการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ว่างงานระยะยาว "แบงก์ ออฟ อเมริกา" เล็งปลดพนักงาน 40,000 คนตามแผนปรับโครงสร้าง: ธนาคารแบงก์ ออฟ อเมริกา คอร์ป (BofA) ได้หารือเกี่ยวกับแผนการปลดพนักงานราว 40,000 คนในการปรับโครงสร้างรอบแรก อย่างไรก็ตาม จำนวนการปลดพนักงานดังกล่าวยังไม่ใช่ข้อมูลสุดท้ายและอาจมีการเปลี่ยนแปลง โดยการปรับโครงสร้างดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดจำนวนพนักงานของ BofA ในช่วงหลายปีข้างหน้าจากทั้งหมด 280,000 คนในขณะนี้ และการปรับลดตำแหน่งงานของ BofA ครั้งนี้อาจสูงกว่าการปรับลดครั้งใหญ่ที่ผ่านมาในปี 2008 ซึ่งมีการปลดพนักงาน 30,000-35,000 คนช่วงเวลา 3 ปี ซึ่งเป็นผลจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจและแผนการเทคโอเวอร์บริษัทเมอร์ริล ลินช์ แอนด์ โค ทั้งนี้ นักลงทุนกำลังกดดันให้ BofA ปรับปรุงการดำเนินงานหลังจากที่ BofA ประสบภาวะขาดทุนในช่วง 4 จาก 6 ไตรมาสที่ผ่านมา และราคาหุ้นของ BofA ได้ดิ่งลงครึ่งหนึ่งในปีนี้ ขณะเดียวกัน วงการธนาคารมีการปรับลดพนักงานมากกว่า 70,000 ตำแหน่งแล้วในปีนี้ โดยเป็นตำแหน่งงานของธนาคารในสหรัฐและยุโรป ซึ่งบางแห่งมีโครงการ ปรับลดพนักงานในช่วงเวลา 3-4 ปี ธนาคารกลางเอเชียเตรียมรับมือกระแสเงินทุนหนีภาวะซบเซาจากชาติตะวันตก: ธนาคารกลางในเอเชียลดความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ และกำลังหาทางสกัดกั้นความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจในชาติตะวันตกอาจทำให้มีเงินลงทุนไหลเข้าสู่เอเชียอีกครั้งจนทำให้เศรษฐกิจไม่มีเสถียรภาพ โดยธนาคารกลาง 4 แห่งจากอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเกาหลีใต้ประกาศตรึงอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มที่ไม่แน่นอน สามประเทศในกลุ่มนี้ส่งสัญญาณว่าอาจดำเนินการสกัดกั้นเงินทุนไหลเข้า ขณะที่มีความกังวลว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศพัฒนาแล้วจะทำให้นักลงทุนกู้เงินได้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ และจะฉวยโอกาสนี้นำเงินไปลงทุนในตลาดเกิดใหม่ที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงกว่า แต่ผู้กำหนดนโยบายตระหนักดีว่ากระแสเงินลงทุนอาจเปลี่ยนทิศทางได้อย่างฉับพลัน เพราะเอเชียเคยได้รับความเสียหายเป็นอย่างมากจากวิกฤติการเงินปี 1997/1998 เมื่อต่างชาติถอนเงินทุนออกจากเอเชียในปริมาณมากอย่างฉับพลัน และทำให้หลายประเทศประสบภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ อย่างไรก็ตาม กระแสเงินลงทุนช่วงนี้ยังไม่รุนแรงมากเท่ากับช่วงสิ้นปี 2010 เพราะมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบสอง (QE2) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในช่วงนั้นทำให้นักลงทุนกู้เงินในอัตราดอกเบี้ยใกล้ 0% และนำเงินไปลงทุนในประเทศอื่น นายดิวา กวินิกุนโด รองผู้ว่าการธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) กล่าวว่า "การไหลเข้าของเงินทุนช่วงนี้อยู่ในระดับที่สามารถจัดการได้" และ "เมื่อใดก็ตามที่การไหลเข้าของเงินทุนทำให้สภาพคล่องในประเทศเพิ่มขึ้น ปัจจัยดังกล่าวก็จะกระทบต่อตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อและการคาดการณ์ของสาธารณชน และเมื่อนั้นคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินจะปรับเปลี่ยนจุดยืนด้านนโยบายการเงินของตนเอง" ซึ่งแต่ละประเทศในเอเชียมักสกัดกั้นกระแสเงินลงทุนโดยใช้วิธีสร้างความยากลำบากในการนำเงินเข้าประเทศ เพิ่มค่าใช้จ่ายในการนำเงินเข้าประเทศ หรือออกข้อจำกัดในการเคลื่อนย้ายเงินทุน โดยในปี 2012 เกาหลีใต้จะเรียกเก็บภาษีจากรายได้ของนักลงทุนต่างชาติที่มาจากตราสารหนี้สกุลเงินต่างประเทศที่ออกในเกาหลีใต้ เพื่อสกัดกั้นการไหลเข้าของเงินทุนและปริมาณหนี้สกุลดอลลาร์ในเกาหลีใต้ ส่วนอินโดนีเซียอาจจำกัดความเสี่ยงที่ภาคเอกชนได้รับจากหนี้ต่างชาติและจำกัดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อรับมือกับกรณีที่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนหันเหไปอย่างฉับพลัน ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อินโดนีเซียเผชิญความเสี่ยงสูงคือ นักลงทุนต่างชาติถือครอง 1 ใน 3 ของตราสารหนี้ทั้งหมดของอินโดนีเซีย เนื่องจากตราสารหนี้ดังกล่าวให้อัตราผลตอบแทนสูงและสกุลเงินรูเปียห์มีความแข็งแกร่ง ขณะที่ฟิลิปปินส์กำลังพิจารณาดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อลดอุปสงค์ในเปโซซึ่งรวมถึงการให้ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ขายดอลลาร์ให้รัฐบาลเพื่อนำไปชำระหนี้ต่างประเทศ และการอนุญาตให้บริษัทที่มีหนี้ต่างประเทศที่ไม่ได้จดทะเบียนสามารถซื้อดอลลาร์จากธนาคารพาณิชย์ได้ แม้ BSP คงนโยบายการเงินแต่ BSP ก็เคยปรับเพิ่มสัดส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ไปแล้วในการประชุม 2 ครั้งก่อนหน้านี้เพื่อสกัดการพุ่งขึ้นของสภาพคล่อง และ BSP กำลังหาทางสกัดกั้นการใช้สัญญาล่วงหน้าที่ไม่มีการส่งมอบ (NDF) ในการเก็งกำไร ทั้งนี้ หลังจากเฟดประกาศใช้ QE2 ในช่วงปลายปี 2010 บางประเทศในเอเชียได้ออกมาตรการควบคุมทางการค้าเพื่อจำกัดการไหลเข้าของเงินเก็งกำไร ออกมาตรการทางภาษี และขยายเวลาขั้นต่ำในการถือครองสินทรัพย์ระยะสั้น ส่วนในปี 2011 นั้น มีการเสนอแนวคิดให้จัดเก็บภาษีโทบิน หรือภาษีการทำธุรกรรมทางการเงิน แต่การนำมาตรการภาษีนี้มาใช้อาจเป็นเรื่องยาก
ปองรัตน์ รัตนะตวณานนท์ Tel. (662) 618-1336
รายงานวันนี้ หุ้น: BGH คำแนะนำ: ซื้อ ราคาเป้าหมาย (บาท): 80.00 เป็นหุ้นที่มีความปลอดภัยสูงในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว มีโอกาสจะเพิ่มความสามารถในการรองรับผู้ป่วยอีก 45% เราคาดว่าจะรายงานกำไรหลักในไตรมาส 3/54สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซื้อขายที่ PER ปี 2555 เท่ากับ 17.4 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปี 2549-53 ที่ 24 เท่า
นักวิเคราะห์: นฤมล เอกสมุทร Tel. (662) 618-1345
หุ้น: BANPU คำแนะนำ: ซื้อ ราคาเป้าหมาย (บาท): 790.00 บลูมเบิร์กรายงานว่าบ้านปูได้เจรจากับผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บริษัท ถ่านหิน Hunnu Coal Ltd โดยเสนอที่จะซื้อหุ้นทั้งหมดในบริษัทในส่วนที่ไม่ได้ถือที่พรีเมี่ยมอย่างน้อย 25% จากราคาปิดล่าสุด (1.385 ออลเตรเลียนดอลล่าร์ต่อหุ้น) ปัจจุบันบ้านปูมีสัดส่วนการถือหุ้นใน Hunnu Coal Ltd อยู่ 12.39% เราไม่ได้ประหลาดใจกับข่าวดังกล่าวเนื่องจากอยู่ในส่วนหนึ่งของแผนการขยายตัวในระยะยาว การซื้อกิจการอาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อกำไรสุทธิในระยะสั้นแต่ในระยะยาวจะช่วยหนุนกำไรสุทธิอย่างมีนัยสำคัญ
นักวิเคราะห์: ธนัทเทพ จันทรกานต์ Tel. (662) 618-1340
หมายเหตุ: รายงานดังกล่าวเป็นเพียงเนื้อหาโดยสรุป สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในรายงานฉบับเต็ม
Technical Analysis Security: PTTAR Position: ขาย Reason: ไม่ผ่านแนวต้านสำคัญที่ 35 บ. และเริ่มอ่อนตัวลง แนวโน้มปรับฐานลงทดสอบแนวรับเดิมที่ 31 หรือต่ำกว่า
Security: CPF Position: ขาย Reason: อ่อนตัวลงหลังจากทดสอบเส้นค่าเฉลี่ย 25 วันที่ 31 บ. แนวโน้มส่งสัญญาณปรับฐานและมีโอกาสลงเข้าแนวรับเดิม 28-29 บ.
Security: AMATA Position: ขาย Reason: หุ้นอยู่ในภาวะซึมลง หากหลุดแนวรับสำคัญ 14 บ. จะส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลงแรง
Security: CPN Position: ซื้อ เป้าหมาย 42/44 Stop loss < 38.5 Reason: ปรับตัวขึ้นได้แข็งแกร่งส่งสัญญาณหุ้นนำตลาดและมีลุ้นทะลุทำจุดสูงสุดใหม่
Security: TMB Position: ซื้อ เป้าหมาย 1.9/2 Stop loss < 1.74 Reason: ปรับตัวขึ้นโดดเด่นทะลุแนวต้านสำคัญ 1.8 สนับสนุนด้วยวอลุ่มที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
Security: LH Position: ซื้อ เป้าหมาย 7.4/7.6 Stop loss < 6.9 Reason: ดีดขึ้นหลังจากราคาหุ้นสร้างฐานอยู่นานกว่า 2 สัปดาห์ ขณะที่หุ้นสามารถดีดตัวทะลุแนวต้านระยะสั้นที่ 7 สนับสนุนด้วยเครื่องมือทางเทคนิคที่ตัดขึ้นเป็นบวก
โดย บมจ.หลักทรัพย์ บัวหลวง ประจำวันที่ 12 ก.ย. 2554
|






![]() | Today | 1344 |
![]() | All days | 1344 |
Comments